I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 569 มารในใจ!
ผู้อำนวยการนึกถึงการนองเลือดเมื่อสิบเก้าปีก่อน สหพันธรัฐแทบจะล้มครืนไม่อาจฟื้นกลับมาเพราะเหตุนี้ โชคดีที่สามปีก่อน หลิงเซียวรอดชีวิตกลับมาแล้ว พอนึกถึงตรงนี้ ความรู้สึกตื่นเต้นของผู้อำนวยการพลันสงบลง เพื่อปกป้องเหล่านักเรียนของเขา เขาจำเป็นต้องลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้หมด
“ถ้าเกิดทำได้ก็ให้ฉีหลงเลื่อนขั้นช้าหน่อยเถอะ” ผู้อำนวยการถอนหายใจ
ถังอวี้ได้ยินคำกล่าวก็มองไปที่ผู้อำนวยการ แววตามีความตื้นตันใจและแฝงไปด้วยความเคารพนับถือ ผู้อำนวยการรักและปกป้องพวกนักเรียนของเขา ดังนั้นถึงไม่อยากใช้ผลงานความสามารถที่ยอดเยี่ยมของพวกนักเรียนมาเป็นทางลัดในการเลื่อนตำแหน่งของเขา
ทางฝั่งถังอวี้กำลังพูดคุยกับผู้อำนวยการเรื่องของฉีหลง บนหน้าจอใหญ่ เซี่ยอี๋ที่โดนโจมตีจนถอยร่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติครั้งใหญ่ พลังงานด้านมืดที่เดิมทีถูกเขาสะกดไว้ภายในร่างกายเขามาตลอด ในที่สุดมันก็อาละวาดแล้ว
เถียนเจียจวิ้นโจมตีรอบนี้อย่างสุดแรงเกิด ไม่มีความปรานีเลยแม้แต่น้อย ความห่างชั้นระหว่างเขากับเซี่ยอี๋พลันเผยออกมาให้เห็น หลังจากที่ต้านรับอย่างยากลำบากมาหลายสิบกระบวนท่า เซี่ยอี๋พบว่าตัวเองมาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ วินาทีต่อมา เขาอาจจะโดนอีกฝ่ายโจมตีและพ่ายแพ้ออกจากสนามได้
หน้าผากของเซี่ยหลั่งเหงื่อลงมาเป็นสาย รู้สึกร้อนใจมาก ถ้าเกิดเขาโดนคู่ต่อสู้เอาชนะแบบนี้ละก็ เขาจะตอบแทนความไว้ใจที่ลูกพี่มีต่อเขาได้อย่างไร?
นับตั้งแต่ที่รู้ว่าเขารับหน้าที่เป็นตัวแทนลูกพี่ในการประลองครั้งนี้ เซี่ยอี๋ก็อยู่ในสภาวะตื่นเต้นกระตือรือร้นมาตลอด ที่เขาตื่นเต้นไม่เพียงเป็นเพราะสามารถข่มพวกฉีหลงลั่วล่างกลายเป็นตัวแทนของลูกพี่ แต่ครั้งนี้ยังแสดงถึงความไว้วางใจที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของลูกพี่ด้วยว่าเป็นอย่างไร
ภายนอกเซี่ยอี๋คือเด็กหนุ่มที่สดใสร่าเริง ไม่ว่าทำอะไรก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่ความจริงแล้วส่วนลึกในใจเขาหวาดกลัวเรื่องหนึ่งมาโดยตลอด นั่นก็คือเขายังไม่ได้กลายเป็นเพื่อนที่ลูกพี่ไว้ใจมากที่สุด (หนึ่งใน)
จังหวะตอนที่เซี่ยอี๋เข้าร่วมหน่วยรบหลิงหลานไม่ค่อยดีนัก บังเอิญเจอหลิงหลานบาดเจ็บสาหัส ออกจากสถาบันไปพักฟื้นตัวสามปีพอดี ในระยะเวลาสามปีที่ไม่ได้คบหาสนิทสนมกับหลิงหลาน เขากลับเข้ากันได้ดีกับพวกสมาชิกทีม ความผูกพันลึกซึ้งทำให้เขาหวงแหนมาก แต่เขารู้ดีว่าหากเขายังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากหลิงหลาน เขาก็ยังไม่ได้เดินเข้าไปในใจเพื่อนเหล่านี้จริงๆ นี่ทำให้เซี่ยอี๋เสียใจมาก และก็รีบร้อนอยากได้รับการยอมรับจากหลิงหลาน
ดังนั้น เซี่ยอี๋จึงกังวลมาตลอด พอลูกพี่กลับมา เขาพบว่าเมื่อเทียบกับลูกทีมคนอื่นๆ แล้ว เงื่อนไขสำคัญที่เขาขาดไปคือ—เวลา! เขาไม่มีช่วงเวลาที่เติบโตมาพร้อมกับลูกพี่ ทำให้เขาสูญเสียโอกาสอยู่กับพวกเพื่อนๆ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และก็ ทำให้เขายากจะยึดครองตำแหน่งในใจหลิงหลานกลายเป็นคนที่อีกฝ่ายเชื่อใจ
นี่ก็เลยทำให้หลิงหลานไม่ได้ห่วงใยและอดทนดูแลเขาอย่างทั่วถึงเหมือนกับพวกฉีหลงลั่วล่าง ไม่ได้ตวาดเขา อยากตีก็ตีเขา อยากเตะก็เตะเขาเหมือนกับพวกฉีหลงลั่วล่าง (ส่วนลึกในใจเซี่ยอี๋เป็นมาโซคิสม์) และก็ไม่ได้สั่งงานเขาโดยไม่เกรงใจเหมือนกับที่สั่งพวกฉีหลงลั่วล่าง…พูดให้ดีหน่อย นั่นเรียกว่าเกรงใจ พูดให้ไม่น่าฟังหน่อย นั่นก็คือการไม่สนใจอย่างแน่นอน
ใช่แล้ว เขาเซี่ยอี๋ไม่ได้อยู่ในสายตาลูกพี่เลย เป็นเหมือนกับคนผ่านทางที่มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ทำได้แค่ตามหลังพวกฉีหลงลั่วล่าง พยายามแสดงความมีตัวตนอย่างน่าสงสาร... ความรู้สึกนั้น โคตรอึดอัดเลย! ทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะว่าสิ่งที่เขาขาดไปก็คือช่วงเวลาล้ำค่าที่สุดช่วงนั้น ต่อให้อยากตำหนิที่ลูกพี่ปฏิบัติแตกต่างกัน เขาก็ไม่มีเหตุผล
บางครั้ง เซี่ยอี๋นึกเสียใจภายหลัง เสียใจว่าทำไมตอนนั้นถึงต้องซ่อนความสามารถ อยากปลอมตัวเป็นหมูกินเสือด้วย? ถ้าเกิดแสดงความสามารถออกมาตรงๆ เขาก็สามารถเข้าสู่ห้องสเปเชียลเอ เช่นนั้นเขาก็สามารถเป็นเหมือนพวกฉีหลงลั่วล่าง เติบโตมาด้วยกันกับลูกพี่ได้ใช่ไหม? ต่อให้แย่อีกสักแค่ไหน ก็สามารถเป็นเหมือนหลินจงชิง กลายเป็นผู้ช่วยที่ได้รับความวางใจจากลูกพี่มากที่สุด?
เซี่ยอี๋นึกเสียใจแล้ว แต่เซี่ยอี๋กลับไม่ควรเสียใจ!
ควรรู้เอาไว้ว่าตระกูลเซี่ยมีประวัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนานมาก ไม่ด้อยไปกว่าพวกตระกูลชั้นสูงของสหพันธรัฐหลายตระกูลนั้นเลย ถึงขนาดที่เหนือกว่าด้วย สาเหตุที่ตระกูลเซี่ยไม่ได้กลายเป็นตระกูลชั้นสูงเหมือนหลายตระกูลอื่น ตรงกันข้ามกลับตกต่ำลงจนกลายเป็นตระกูลชั้นกลางค่อนไปทางเล็ก ทั้งหมดเป็นเพราะสายเลือดพิเศษของตระกูลเซี่ย
ปีนั้น ตระกูลเซี่ยอาศัยสายเลือดพิเศษของตัวเอง ยึดครองฐานะตำแหน่งในสหพันธรัฐ แต่พวกเขาก็ตกต่ำลงเพราะความพิเศษนี้เหมือนกัน สายเลือดพิเศษของตระกูลเซี่ยสามารถทำให้ลูกหลานตระกูลเซี่ยเลื่อนขั้นรวดเร็วกว่าคนทั่วไปในด้านเรียนรู้ทักษะการต่อสู้มือเปล่าหรือว่าหุ่นรบ ไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมเลยสักนิดเดียว เกือบทุกชั่วอายุคนต่างมีลูกหลานที่ทำให้สหพันรัฐตกตะลึงปรากฏตัวออกมา
ถ้าเกิดสุดท้ายลูกหลานเหล่านี้ต่างเติบโตขึ้นมา กลายเป็นราชาในเส้นทางของตัวเอง ตระกูลเซี่ยก็คงไม่เป็นตระกูลเซี่ยในปัจจุบัน น่าเสียดายที่ลูกหลานเหล่านี้ล้วนตายกลางคัน และสาเหตุที่ตายก็เป็นเพราะสายเลือดพิเศษของตระกูลเซี่ย สายเลือดตระกูลเซี่ยมอบพรสวรรค์อัจฉริยะล้ำเลิศในการเรียนรู้ให้ตระกูลเซี่ย แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ลูกหลานตระกูลเซี่ยจ่ายค่าตอบแทนที่ทุกข์ทรมานด้วย นั่นก็คือกระบวนการเติบโตของลูกหลานตระกูลเซี่ย จะเกิดมารในใจง่ายกว่าใครๆ
ถ้าเกิดลูกหลานตระกูลเซี่ยใช้ชีวิตอย่างราบรื่นร่าเริงแจ่มใสไปทั้งชีวิต บางทีอาจจะสามารถหลบเภทภัยนี้พ้น แต่ว่าชีวิตยาวนานขนาดนั้น ใครสามารถรับประกันได้ว่าจะราบรื่นไปทั้งชาติ ร่าเริงแจ่มใสไปทั้งชาติ? สิ่งที่ลูกหลานตระกูลเซี่ยกลัวมากที่สุดก็คือเกิดความรู้สึกเสียใจ เมื่อปรากฏขึ้นมา มารในใจย่อมมาหาถึงที่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นก็จะแข็งแกร่งขึ้น สุดท้ายก็ก่อตัวเป็นพลังด้านมืดที่ทรงพลัง
ถ้าเกิดสุดท้ายไม่สามารถสะกดไว้ได้ และระเบิดออกมาก็จะทำให้ลูกหลานตระกูลเซี่ยนิสัยเปลี่ยนไป แทบจะกลายเป็นคนไร้อารมณ์ความรู้สึก ชั่วร้าย โหดเหี้ยม 99% ถึงขนาดที่ก่ออาชญกรรมร้ายแรง ทำให้เกิดการนองเลือดขึ้นได้
เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ อสูรเฒ่าที่นั่งรักษาการณ์ในตระกูลเซี่ยก็จะลงมือกำจัดลูกหลานที่ถูกทำลายเหล่านี้ นี่ก็คือสาเหตุที่ลูกหลานที่โดดเด่นในตระกูลเซี่ยล้มหายตายจากไปทีละคน ท้ายที่สุดก็ทำให้ตระกูลเซี่ยที่เดิมที่รุ่งโรจน์ ค่อยๆ ตกต่ำลงจนกลายเป็นตระกูลชั้นกลางค่อนไปเล็ก และก็ไม่เคยฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อีกนับตั้งแต่นั้นมา
พูดตามตรง ถ้าเกิดเซี่ยอี๋ไม่ได้เข้าร่วมหน่วยรบหลิงหลาน บางทีมารในใจเขาคงไม่ปรากฏตัวขึ้นเร็วขนาดนี้ หรือบางทีไม่แน่ว่าอาจจะไม่ปรากฏขึ้นมาเลยชั่วชีวิต แต่พอเขาเข้าร่วมแล้ว และสัมผัสได้ว่าหลิงหลานปฏิบัติต่อเขาไม่เหมือนกับลูกทีมคนอื่นๆ ในใจก็รู้สึกอึดอัด หงุดหงิด เสียใจ ความรู้สึกด้านลบต่างๆ ปะทุขึ้นมา ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิดที่มารในใจเขาปรากฏตัวขึ้น และพลังด้านมืดสายนี้นับวันก็แข็งแกร่งขึ้นไปตามกาลเวลา ทุกครั้งที่อาละวาดออกมา เซี่ยอี๋ต้องทุ่มแรงกายแรงใจทั้งหมดถึงจนสะกดมันลงไปได้
เซี่ยอี๋ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ “ฉันเคยสาบานแล้วว่า ฉันจะต้องทำภารกิจที่ลูกพี่มอบหมายมาให้สำเร็จ ฉันไม่ยอมรับการพ่ายแพ้แบบนี้” ใช่แล้ว เขาพยายามแสดงความสามารถมานานขนาดนี้ ถึงได้รับความชื่นชอบจากลูกพี่ ถ้าเกิดล้มเหลวแบบนี้ เขาไม่กลับไปเหมือนตอนเริ่มต้นอีกเหรอ?
“จุ๊ๆๆ ในเมื่อนายไม่อยากแพ้ งั้นก็มอบร่างกายของนายให้ฉันสิ?” หลายปีมานี้ เสียงนี้คอยรบกวนเซี่ยอี๋อยู่เสมอ ตอนนี้มันก็โผล่ขึ้นมาอีกแล้ว
“มีสิทธิ์อะไร?” เซี่ยอี๋ถามกลับขณะที่ดวงตาแดงฉาน
“เพราะว่านายมันอ่อนแอเกินไป อ่อนแอจนทำให้ฉันดูถูกนายไงละ” เซี่ยอี๋เห็นร่างคนสีดำปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เสียงนี้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขาด้วยรูปร่างมนุษย์
เมื่อเซี่ยอี๋มองเห็นดวงหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจน แววตาของเขาพลันหดลง “นายเป็นใคร?” คนผู้นั้นหน้าตาเหมือนเขาไม่มีผิด เพียงแต่รอยยิ้มของเซี่ยอี๋ดูสดใสร่าเริง แต่รอยยิ้มของคนผู้นั้นกลับทำให้คนรู้สึกหนาวเหน็บ
“ฉันเป็นใคร” คนผู้นั้นเผยรอยยิ้มหยอกเย้า “นายมันโง่มากจริงๆ ด้วย นายเป็นคนเลี้ยงฉันขึ้นมา แต่ถามว่าฉันเป็นใครเนี่ยนะ?”
สายตาของเซี่ยอี๋เย็นเยียบ “นายจะบอกฉันว่า นายก็คือฉันหรือไง?”
“จุ๊ๆๆ อันที่จริงนายรู้อยู่แก่ใจดีว่าฉันออกมาได้ยังไง แต่ยังอยากหลอกตัวเองอีก นี่มีความหมายด้วยเหรอ?” คนผู้นั้น เผยรอยยิ้มเย็นชาอำมหิตแฝงไปด้วยความเหน็บแนมและเหยียดหยาม
เซี่ยอี๋ไม่อาจตอบกลับ เขาได้แต่ตะโกนอย่างเคียดแค้นว่า “ไสหัวไปซะ อย่ามารบกวนการต่อสู้ของฉัน” เซี่ยอี๋รู้ดีว่าตอนนี้เขาอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ ไม่อาจทนการก่อกวนของคนตรงหน้านี้ได้
“รบกวน? ฉันกำลังช่วยนายนะ อาศัยความสามารถของนายในตอนนี้ นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย” คนผู้นั้นตอบกลับอย่างไร้ความปรานี
“ฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้เขา แล้วนายเอาชนะเขาได้หรือไง?” เซี่ยอี๋แค่นหัวเราะ
“แน่นอนสิ!” คนผู้นั้นเอ่ยอย่างมั่นใจ “ฉันไม่ใช่คนอ่อนแออย่างนาย ถ้าเกิดไม่ใช่เพราะนายเลี้ยงฉันขึ้นมา มีพลังข่มฉันโดยธรรมชาติ อาศัยความสามารถของฉันน่าจะควบคุมร่างกายนี้ได้ตั้งนานแล้ว
“ควบคุม?” เซี่ยอี๋สะดุ้งใจ
“ใช่ ควบคุม สายเลือดตระกูลเซี่ย เป็นไปตามหลักการผู้แข็งแกร่งเป็นที่เคารพ บุคลิกด้านสว่างกับด้านมืดเกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ และถูกกำหนดไว้ว่ามีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะสามารถกลายเป็นคนควบคุมได้ เมื่อก่อนนายแข็งแกร่งเลยให้นายเป็นคนควบคุม แต่ตอนนี้ฉันแข็งแกร่ง ก็ให้ฉันเป็นคนควบคุม นายควรหลีกทางได้แล้ว” คนผู้นั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ แววตาเผยจิตสังหารออกมารางๆ
นับตั้งแต่ที่เขาปรากฏตัวขึ้นมาก็รู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดของตระกูลเซี่ย ลูกหลานตระกูลเซี่ยจะมีสองบุคลิกตั้งแต่กำเนิด เพียงแต่บุคลิกที่ค่อนข้างอ่อนแอหนึ่งในนั้นจะถูกสะกดให้หลับใหล ส่วนบุคลิกที่เข้มแข็งอีกอันก็จะควบคุมร่างกาย แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เมื่อบุคลิกที่หลับใหลตื่นขึ้นมาแล้วค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น บุคลิกทั้งสองก็จะทำการต่อสู้กันใหม่อีกครั้ง สุดท้ายผู้ชนะก็จะได้ควบคุมร่างกาย นี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมลูกหลานตระกูลเซี่ยบางคนถึงมีบุคลิกเปลี่ยนไป…
และเขาเป็นคนทะเยอะทะยานมาก เขาไม่ได้อยากควบคุมแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่เขาอยากควบคุมไปอีกนานแสนนาน ดังนั้นเขาเลยอยากกำจัดบุคลิกด้านสว่างที่ควบคุมร่างกายมานานสิบเก้าปีนี้!
“นาย ฝันไปเถอะ” เซี่ยอี๋ไม่ยอมอยู่แล้ว เขาเพิ่งจะได้รับความไว้ใจจากลูกพี่ กลายเป็นสมาชิกหน่วยรบที่แท้จริง เขาจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้อย่างไร?
“ฝันไปเถอะ? นายยอมพ่ายแพ้อีกฝ่าย แล้วสูญเสียสิ่งที่นายอยากได้มาตลอดไปอีกครั้งหรือไง?” คนผู้นั้นจี้จุดที่เซี่ยอี๋หวาดกลัวมากที่สุด
“จริงๆ แล้ว นายควรลองเชื่อฉันดูนะ ถึงยังไงนายก็เป็นคนเลี้ยงฉัน ฉันยังคงเป็นนาย รอฉันเอาชนะคู่ต่อสู้แล้ว ค่อยมาคุยเรื่องระหว่างเรากันอีกที” คนผู้นั้นหลอกล่อเซี่ยอี๋ เซี่ยอี๋รู้ดีว่านี่เป็นยาพิษที่ห่อด้วยน้ำผึ้ง แต่เขากลับหวั่นไหวแล้ว
เซี่ยอี๋รู้ดีว่าตัวเองมาถึงขีดจำกัดแล้ว หากดึงดันไม่ให้ ผลก็จะเป็นเหมือนหมอนั่นพูดไว้ พ่ายแพ้การต่อสู้ครั้งนี้ แต่เขายังทำภารกิจที่ลูกพี่มอบหมายมาไม่สำเร็จก็แพ้ไปแบบนี้แล้ว เขาก็ไม่มีหน้าไปเจอลูกพี่ที่ไว้ใจเขา
ใบหน้าผู้คนนับไม่ถ้วนลอยขึ้นในสมองเขา สุดท้ายก็เป็นใบหน้ายิ้มแย้มดุจดอกไม้เสมือนหยกที่ตราตรึงอยู่ในจิตใจ แววตาของเขาเผยความแน่วแน่ออกมา “หวังว่านายจะรักษาคำพูด”
กล่าวจบ เซี่ยอี๋ก็ปลดปล่อยพลังที่สะกดอีกฝ่ายไว้เอง พลังงานด้านมืดที่แข็งแกร่งระเบิดออกมาจากร่างของเซี่ยอี๋ทันใด…