I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 581 โลกของเสี่ยวซื่อ? (1)
แม้ว่าการยกทัพปราบปรามโรงเรียนของหลิงเทียนจะน่าหวาดเสียว แต่มันก็มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ เข้าสู่สภาวะที่ดีมาก ขอเพียงรักษาสภาวะแบบนี้ต่อไป การรวมโรงเรียนเป็นหนึ่งเดียวของหลิงเทียนก็แทบจะกลายเป็นบทสรุปที่แน่นอนแล้ว
เมื่อเทียบกับข่าวดีของกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนที่มาอย่างต่อเนื่องแล้ว การเก็บตัวฝึกวิชาของหลิงหลานกลับไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นเลย
หลายเดือนก่อน หลิงหลานศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่สั่งสมขึ้นมาจากการหยั่งรู้และการเรียนรู้ด้านการควบคุมหุ่นรบจนทะลุปรุโปร่งและราบรื่นมาก ขณะที่หลิงหลานมั่นใจเต็มเปี่ยมคิดว่าสามารถฉวยโอกาสทะลวงขีดจำกัดความเร็วมือที่ค้างเติ่งมาปีกว่าของตัวเองได้ เธอกลับพบว่าเธอมักจะสูญเสียการควบคุมก้าวไหนสักก้าวในช่วงเวลาสำคัญที่สุด และท้ายที่สุดก็ล้มเหลว ความเร็วมือแต่ละนาทียังก็เหมือนเก่า ไม่มีเพิ่มขึ้น ห่างจากเงื่อนไขต่ำสุดของผู้ควบคุมหุ่นรบระดับราชันแค่นิดหน่อยเท่านั้น
หลังจากที่ล้มเหลวซ้ำๆ หลายครั้ง ต่อให้เป็นหลิงหลานที่ใจเย็นอย่างยิ่งก็อดหงุดหงิดใจนิดหน่อยไม่ได้ หรือว่าโอกาสเลื่อนขั้นของเธอยังมาไม่ถึง? แต่เธอฝึกฝนการควบคุมพื้นฐานทั้งหมดที่พ่อของเธอ อาจารย์ในโรงเรียน แล้วก็อาจารย์หมายเลขสามในมิติการเรียนรู้สอนจนถึงที่สุดแล้ว และไปถึงเงื่อนไขที่พวกเขาต้องการหมดแล้วด้วย หลิงหลานคิดไม่ออกจริงๆ ว่า เธอยังต้องพยายามตรงจุดไหนอีก
หลิงหลานที่ล้มเหลวอีกครั้งก็สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง เธอก้มหน้าลงและใคร่ครวญขึ้นมาอย่างเงียบงัน เธอรู้แล้วว่าตัวเองยังต้องขาดอะไรบางอย่างไปแน่นอน ดังนั้นถึงไม่มีวาสนาต่อการทะลวงขีดจำกัดความเร็วมือ ไม่มีวาสนาต่อขอบเขตของผู้ควบคุมหุ่นรบระดับราชัน
“ฝึกจนไม่มีอะไรจะฝึกได้แล้วนะ ด้านการต่อสู้ ฉันก็ทำภารกิจเกือบตายมานับไม่ถ้วนในโลกหุ่นรบแล้ว ด้านจิตใจ ฉันเชื่อว่าการทรมานมาหลายปีในมิติการเรียนรู้ก็เพียงพอแล้วเหมือนกัน…ยังขาดอะไรอีกกันแน่?” หลิงหลานนวดขมับสองด้าน เธอขบคิดอยู่เนิ่นนาน คิดจนปวดหัวไปหมดแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่
“ลูกพี่ อย่ากังวลใจเลย ทำไมเธอไม่ไปถามหมายเลขสามล่ะ?” เสี่ยวซื่อทนเห็นหลิงหลานทรมานไม่ได้ ก็เลยรีบเสนอความคิดของตัวเอง หวังว่าจะช่วยเหลือหลิงหลานได้
หลิงหลานได้ยินคำกล่าว แววตาพลันเปล่งประกาย “เสี่ยวซื่อ นายพูดถูก บางทีอาจารย์หมายเลขสามอาจจะรู้ว่าปัญหาของฉันอยู่ที่ไหนก็ได้” ส่วนใหญ่แล้วการควบคุมหุ่นรบของเธอมาจากการสั่งสอนของอาจารย์หมายเลขสาม ถ้าเกิดเธอมีปัญหาจริงๆ อาจารย์หมายเลขสามย่อมรู้ดีแน่นอน
หลิงหลานควบคุมสติของตัวเองทันที แล้วเข้าไปในห้องโถงของมิติการเรียนรู้ จากนั้นก็เปิดประตูหุ่นรบโดยไม่มีการลังเล ก่อนจะเห็นอาจารย์หมายเลขสามมองเธอด้วยใบหน้ายิ้มร่าพลางกล่าวว่า “ฉันคิดว่าเธอไม่ต้องการฉันแล้วซะอีก”
หน้าผากของหลิงหลานขึ้นขีดดำ อาจารย์หมายเลขสามที่หน้าเนื้อใจเสือ คำพูดนี้ดูสองแง่สองง่ามมากไปหรือเปล่า? เหมือนเธอเป็นคนหักอกฟันแล้วทิ้งเลย…ก็ได้ เธอผิดไปแล้วจริงๆ ก่อนหน้าที่จะเก็บตัวฝึกวิชา เธอไม่ได้คิดที่จะไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์หมายเลขสามเลย ไม่แปลกที่อาจารย์หมายเลขสามอยากล้อเธอแบบนี้ เธอหาเรื่องใส่ตัวเอง
นับตั้งแต่ที่หลิงหลานจบการศึกษาจากอาจารย์หมายเลขสามตอนอายุสิบหก เธอก็พึ่งพาตัวเองมาตลอด คลำหาทางเองมาสองปีกว่า ทำให้เธอมองข้ามอาจารย์หมายเลขสามจนเคยชิน เลยลืมไปขอคำปรึกษาจากเขา และเสียเวลามาหนึ่งเดือนกว่า
หลิงหลานรู้ความผิดของตัวเองแล้ว แต่ในใจไม่ได้นึกเสียใจและหงุดหงิดโมโหเลย ในระหว่างที่เติบโต ย่อมมีการเดินผิดทางบ้าง ทำเรื่องโง่เง่าไปบ้าง นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก ตราบใดที่ตัวเองจดจำบทเรียนนี้ได้ ต่อไปก็อย่าคิดเองเออเองแบบนี้ ต้องรับฟังความคิดเห็นของคนที่มีประสบการณ์ให้มาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองทำผิดอีก
สภาพจิตใจของหลิงหลานดีมาก รู้จักวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ส่วนการหยอกล้อของหมายเลขสาม เธอก็แค่กระอักกระอ่วน หลังจากนั้นก็ตอบกลับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าว่า “อาจารย์หมายเลขสาม ถ้าเกิดคุณเหงาจนทนไม่ไหว ฉันแนะนำให้คุณไปหาอาจารย์หมายเลขห้า ให้เขาช่วยคุณหาวิธีแก้ไขนะคะ”
อาจารย์หมายเลขสามได้ยินคำกล่าว รอยยิ้มก็แข็งทื่อฉับพลัน พอนึกถึงพวกวิธีการโรคจิตของหมายเลขห้า เขาก็รู้สึกได้ถึงไอเหน็บหนาวซึมเข้าไปในกระดูก เขารู้ว่าความสัมพันธ์ของหลิงหลานกับหมายเลขห้าดีมาก หมายเลขห้าก็พึงพอใจหลิงหลานมาก โดยพื้นฐานแล้วเขาไม่มีทางปฏิเสธคำขอของเธอเลย ถ้าเกิดหลิงหลานไปพูดใส่หมายเลขห้าจริงๆ ละก็ หมายเลขห้าย่อมลงมือใส่เขาแน่นอน...เขาไม่อยากระตุ้นโทสะของหมายเลขห้าตัวยุ่งยากคนนั้น อาจารย์หมายเลขสามเลยรีบเปลี่ยนหัวข้ออย่างรวดเร็ว “หลิงหลาน ที่เธอมาหาฉันเพราะอยากถามเรื่องอะไร?” เขาที่ให้ความใส่ใจต่อหลิงหลานมาตลอดย่อมรู้สถานการณ์ของหลิงหลานในตอนนี้
“ฉันรู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้ว แต่ก็ทะลวงขีดจำกัด 0.1 วินาทีสุดท้ายไม่ได้ค่ะ ฉันเลยอยากอาจารย์ว่า ฉันขาดเรื่องไหนกันแน่คะ?” หลิงหลานถามด้วยความจริงจัง
อาจารย์หมายเลขสามตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ถึงค่อยกล่าวว่า “เรื่องนี้ได้แต่เข้าใจโดยสัญชาตญาณ ถ่ายทอดทางคำพูดไม่ได้หรอก เอาแบบนี้ละกัน เธอสัมผัสด้วยตัวเองดีกว่า”
เพิ่งจะสิ้นเสียงพูด ยังไม่ทันที่หลิงหลานจะสอบถามอีกครั้ง ก็เห็นอาจารย์หมายเลขสามโบกมือทีหนึ่ง แรงมหาศาลสายหนึ่งพุ่งเข้าหาหลิงหลาน หลิงหลานไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ก่อนจะถูกดีดออกมา ร่วงหล่นลงไปด้านล่างโดยพลัน
ชั่ววินาทีที่หลิงหลานถูกดีดจนร่วงลงไปนั้น เธอตกใจจริงๆ แต่หลิงหลานเชื่อว่าอาจารย์หมายเลขสามไม่มีทางทำร้ายเธอ ไม่นานก็สงบใจลง แล้วรอคอยอย่างเงียบเชียบให้สติกลับมาควบคุมได้
‘ตูม’ หลิงหลานรู้สึกแค่ว่าตัวเองถูกกระแทกอย่างหนักหน่วง ร่างกายเหมือนกับผ่านการถูกบดขยี้ก็ไม่ปาน เจ็บปวดยากจะทานทนไปทั่วทั้งร่างกาย ทำให้พริบตาหนึ่งเธอเข้าใจผิดว่า เธอได้กลับไปยังชาติก่อนหรือเปล่า ที่ทุกวันต้องทนรับการฉีกกระชากของร่างกาย เจ็บจนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหรือตาย
“เฮ้ๆ ตื่นเร็วเข้า” เธอรู้สึกได้ว่าถูกคนตบหน้าเบาๆ หลิงหลานก็ลืมตาขึ้น ก่อนจะเห็นเด็กหนุ่มที่มีใบหูแหลม ผมสีทองตาสีเขียว มีริ้วรอยอยู่บนใบหน้าหลายรอย จ้องมองเธอด้วยสีหน้ากังวล
“เอลฟ์?” หลิงหลานช็อกไปในพริบตา หรือว่าเธอทะลุมิติอีกแล้ว? อย่างไรก็ตาม ไม่นานเสียงระเบิดอย่างรุนแรงที่ดังขึ้นข้างกายก็เรียกสติของเธอ
“แลนซ์ ในที่สุดนายก็ตื่นสักที ดีเหลือเกิน” เด็กหนุ่มคนนั้นเห็นเธอลืมตา ก็ร้องเรียกขึ้นมาด้วยความประหลาดใจแกมยินดี
“นายเป็นใคร?” หลิงหลานกลับมาเยือกเย็นตามเดิม เธอรู้ว่านี่อาจจะเป็นโลกใบหนึ่งที่มิติการเรียนรู้สร้างภาพมายาขึ้นมา เมื่อก่อนเธอก็ฝึกฝนอยู่ในดินแดนอันตรายที่แตกต่างกัน และก็เคยมีผู้ให้ภารกิจต่างๆ ปรากฏตัวมา เพียงแต่มนุษย์ที่สร้างออกมานั้น ได้ลักษณะมาจากคนในโลกของหลิงหลาน แต่ครั้งนี้กลับมีรูปลักษณ์ไปทางตำนานของโลกฝั่งตะวันตกมากกว่า เพียงแต่เสียงระเบิดข้างๆ และควันที่ตลบอบอวล ก็ทำให้เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่โลกในเทพนิยาย หากแต่เป็นสงครามอาวุธร้อน
“ฉันคือกีเซอร์ ตอนที่ระเบิดเมื่อกี้ นายล้มฟาดพื้นจนสมองกระทบกระเทือนหรือไง?” เด็กหนุ่มที่ชื่อกีเซอร์เอ่ยถึงตรงนี้ ก็ร้องเสียงแหลมด้วยความตกใจกลัวอีกครั้ง “อ๊า แลนซ์ นี่มันแย่เกินไปแล้ว”
“เงียบซะ ตอนนี้ฉันมึนหัวมาก นายร้องอีก ฉันก็ยิ่งมึนหัว บอกมาก่อนว่าที่นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น ช่วยย้อนความทรงจำให้ฉันหน่อย” หลิงหลานเหลือบมองอย่างเย็นชา ทำให้กีเซอร์สะดุ้งตกใจโดยพลัน
กีเซอร์ปิดปากก่อนจะส่ายหัวทันที บ่งบอกว่าเขาไม่กล้าร้องอีกแล้ว
“ที่นี่คือที่ไหน ยุคอะไร พวกเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมฉันถึงหมดสติไป?” หลิงหลานโยนคำถามลงมาเป็นชุดให้กีเซอร์ตอบ
———————-