Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 20 มุ่งสู่เมืองหลวง
“มหาเวทย์ เพลิงสวรรค์!” สิ้นคำกล่าวของรามเปลวเพลิงสีทองก็เข้าคลอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด กินพื้นที่บริเวณที่รามยืนอยู่ทั้งหมด
“เพลิงศักดิ์สิทธิ์!! บัดซบ!” อันเฟรนด์เมื่อเห็นสีของเปลวเพลิงก็สบถออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตกใจก่อนจะรีบร่ายเวทเคลื่อนย้ายเพื่อรักษาชีวิตของตัวมันเอง โดยที่มันไม่ได้สนใจกองทัพที่มันเรียกออกมาแม้แต่น้อย
เปลวเพลิงหมุนวนจนกลายเป็นรูปลักษณ์อสรพิษก่อนที่มันจะกลืนกินกองทัพที่อันเฟรนด์เรียกออกมา อาราสที่นั่งอยู่ได้แต่ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าเขาไม่คิดว่าจะมีคนที่มีความสามารถทางเวทย์มนต์สูงขนาดนี้แถมจากน้ำเสียงคาดว่าอายุของอีกฝ่ายน่าจะอายุน้อยกว่าตัวของเขาด้วยซ้ำ
“ฟู่~ จบเสียทีจะได้ออกเดินทางต่อ” รามที่เห็นว่าทุกอย่างจบสิ้นลงแล้วเขาก็พ้นลมออกมาเบา ๆ พร้อมจ้องมองไฟที่กำลังดับลงไปอย่างช้า ๆ
‘เจ้าหนู อย่าลืมปลดปล่อยวิญญาณพวกนั้นด้วยละ’ เสียงของซิกส์ดังขึ้นมาในหัวของราม รามตอบตกลงไปก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์เพื่อปลดพันธนาการเหล่าวิญญาณที่ถูกกุมขังไว้ด้วยเวทย์ต้องห้าม
“เหล่าวิญญาณที่น่่าสงสาร จงปล่อยวางเสียเถิด ปลดบ่วงที่ติดอยู่กับพวกเจ้าพร้อมกลับคือสู่กระแสธารา มหาเวทย์สู่นิราศ” สิ้นเสียงของรามพื้นที่ทั้งหมดก็กลายเป็นแสงสีทองพร้อมกับดวงไฟหลากหลายสีขาวก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไป ‘ขอบคุณ’ รามได้ยินเสียงขอบคุณผ่านมาทางสายลมเบา ๆ ก่อนที่วิญญาณดวงสุดท้ายจะจากไป รามอดไม่ได้ที่จะเผลอยิ้มออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองอาราสที่ตอนนี้น้ำตาของเขาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
อาราสเช็ดน้ำตาก่อนจะลุกขึ้นและมานั่งชันเข่าต่อหน้ารามก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขอบคุณและตื้นตัน “ข้าขอขอบคุณท่านที่ช่วยปลดปล่อยสหายร่วมรบของข้า ขอบคุณจริง ๆ ”
“เอ่อ…ครับแต่น่าเสียดายมีคนใช้เวทย์เทเลพอร์ตหนีไปได้ เห้อ~ หมดเรื่องแล้วผมขอตัวนะครับ” ว่าแล้วรามก็รีบหนีไปทันทีเพราะเขายังไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจของโลกใบนี้
อาราสเตรียมจะพูดฉุดรั้งรามเอาไว้แต่ก็สายไปเพราะตอนนี้รามไม่ได้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว “….หวังว่าคงได้พบกันอีกครั้ง” อาราสกล่าวพึมพำแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวแล้วมุ่งตามองค์ชายเลโอที่เขาให้กาเรนพาหนีไปก่อนหน้านี้ และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันเขาต้องรีบรายงานให้องค์ราชาทราบถึงเรื่องของอันเฟรนด์โดยด่วน! เป้าหมายของลักธิราตรีมารคงไม่ได้มีเพียงองค์ชายเลโอแห่งอาณาจักรอารากอนเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน!…..
*******
‘เจ้านี่เป็นมนุษย์ที่แปลกดีนะ’ หลังจากรามออกเดินทางต่อได้ซักพักเสียงของเรนที่เงียบมาตั้งนานก็ดังขึ้นในหัวของรามทันที
‘หมายความว่ายังไงครับที่แปลก’
‘มนุษย์ส่วนใหญ่ที่ข้าเคยพบเจอต่างช่วยเหลือเพื่อหวังสิ่งตอบแทนทั้งนั้นแต่เจ้ากลับยื่นมือเข้าไปช่วยทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าด้วยซ้ำ’
รามเข้าใจความหมายที่เรนต้องการจะสื่อมันก็จริงมนุษย์ทุกคนต่างช่วยเหลือโดยหวังสิ่งตอบแทนกันทั้งนั้น ‘เรื่องนี้ผมไม่เถียงครับ มันก็จริงที่มนุษย์ทุกคนย่อมหวังสิ่งตอบแทนกลับผมเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งย่อมต้องมีความต้องการอยู่แล้ว’
‘หึ! ช่างกล่าวหาข้ออ้างเสียจริงนะ เอาเถอะจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้าเพียงแต่อย่าลืมหากเจ้าตายพวกข้าก็ต้องตายด้วยจงอย่าลืมข้อนี้ซะละ’ เรนกล่าวจบก็ตัดการเชื่อมต่อไปทันทีส่วนรามก็เผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ออกมา เขารู้ว่าเรนนั้นไม่ได้พูดแดกดันอะไรเขาหรอกเพียงแต่เป็นห่วงก็เท่านั้น ถึงคำพูดจะดูเห็นแก่ตัวก็ตามแต่มันก็ยังแฝงไปด้วยความเป็นห่วงรามอยู่ตลอดเวลา
รามเลิกสนใจคำพูดของเรน เขาเร่งเดินทางออกจากหุบเขาอารากอนอย่างรวดเร็วและในที่สุดตัวของเขาก็ถึงทางออก ‘อ่าห์ลืมไปเรายังไม่ได้ใส่ชุดเลยนี่หว่า’ รามเบรกตัวเองก่อนจะออกจากหุบเขา เขาเรียกชุดที่น่าจะกลมกลืนกับโลกภายนอกมาสวมใส่ก่อนจะมุ่งหน้าออกจากหุบเขาต่อไปโดยใช้การเดินเท้าเอาพร้อมกับที่ตัวของเขาทำการปกปิดพลังเอาไว้ด้วยเพื่อกันปัญหาที่จะตามมา
เมื่อรามเดินออกจากหุบเขาก็พบกับชายหญิงจำนวนมากที่กล่าวพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็ตั้งร้านค้าขอขายของที่เขาฟาได้ภายในหุบเขา บ้างก็เตรียมเข้าหุบเขาอารากอน บ้างก็เตรียมตัวกลับเมืองร ามมองภาพด้วยแววตาที่วิบวับเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับบุคคลของโลกนี้
รามมองซ้ายมองขวาก่อนจะเห็นกลุ่มนักผจญภัยกลุ่มหนึ่งที่กำลังออกจากพื้นที่แห่งนี้ รามที่จะเดินทางไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุดเพื่อสมัครเป็นนักผจญภัยจึงรีบเดินเข้าไปถามทางกลุ่มดังกล่าว
“พี่ชาย ๆ ” รามเรียกชายที่สะพายขวานยักษ์ไว้ด้านหลัง ชายดังกล่าวหันมาหารามพร้อมกับสายตาที่คมกริบ
“มีอะไรงั้นรึ”
“พอดีผมต้องการไปเมืองที่ใกล้ที่สุดน่ะครับ ดูแผนที่แล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เลยอยากรู้ว่าตัองเดินทางไปทางไหนน่ะครับ” รามใช้สกิลแถหลอกกลุ่มนักผจญภัยดังกล่าวออกไป
“หืม? เจ้าคงเป็นคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านแถบนี้ซินะ ไปกับพวกข้ามั้ยละไหน ๆ ข้าต้องกลับเมืองไปรายงานภารกิจอยู่แล้ว”
“เอ่อ…ไม่เป็นไรครับพี่ชายแค่บอกทางข้าก็เพียงพอแล้วครับ” รามตอบปฏิเสธไปด้วยน้ำเสียงอ่อน ๆ เพราะถ้าเดินทางกับกลุ่มดังกล่าวคาดว่าคงจะล่าช้าน่าดู
“อะไรเล่า เดินทางกับพวกข้าเร็วกว่าเดินทางด้วยตัวคนเดียวด้วยซ้ำแถมยังปลอดภัยกว่าด้วย ข้าเป็นถึงนักผจญระดับ B เชียวนะ” ชายหน้าโหดพร้อมยืดอกด้วยความภูมิใจ
“ซัน ออกเดินทางกันได้แล้วเดี๋ยวก็มืดค่ำกันพอดี” หญิงสาวที่ถือคฑาเวทย์เดินมาตามชายหน้าโหดเพราะเห็นคุยกันนานเกินไปแล้ว
“อะอืม ครู่เดียวซีเรีย เอาละถ้าไม่ไปกับพวกข้าก็ตามใจ ตรงไปตามถนนเรื่อย ๆ ก็จะพบเมืองโซเนีย หากเดินเท้าก็ประมาณวันกว่า ๆ แต่หากมีสัตว์อสูรเป็นพาหนะก็ราว ๆ สามชั่วโมงเท่านั้นแต่นั่นขึ้นอยู่กับความเร็วของสัตว์อสูรของเจ้าด้วย แต่ถ้าต้องการไปเมืองหลวงแล้วละก็ต้องไปอีกทางด้านนั้น” ซันกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปด้านซ้ายของเขาซึ่งนั่นไปทางไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรอารากอน
“โอ้ ขอบคุณมากพี่ชาย” รามกล่าวขอบคุณก่อนจะตรงไปยังทางที่ไปยังเมืองหลวง ซันที่กำลังบอกระยะเวลาเดินทางก็ต้องค้างไหว้พร้อมเกาหัวอย่างงง ๆ ก่อนจะเดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ ที่รอเขาอยู่
ส่วนรามที่เดินตามทางที่ชายหน้าโหดบอกก่อนจะมองซ้ายมองขวาแล้วเอานกหวีดออกมาก่อนจะเป่ามัน กร๊าดด!! รอซักพักก็ปรากฏร่างของนกอินทรีขนาดยักษ์ค่อย ๆ บินลดระดับลงจนถึงพื้น รามเข้าไปลูบแผงคอของมันอย่างเอ็นดูส่วนมันก็เอาหัวมาคลอเคลียรามเช่นกัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า พอแล้ว ๆ เซริว พาผมไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรอารากอนหน่อยนะ” รามรู้สึกจักจี้อย่างช่วยไม่ได้จึงหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะสั่งให้เซริวพาเขาไปส่งที่เมืองหลวง รามขึ้นไปนั่งบนหลังของเซริวทันทีก่อนจะลูบแผงคอของมันเบา ๆ
หากสงสัยว่ารามได้นกหวีดนั้นมายังไงต้องย้อนกลับไปตอนที่รามนั้นไปถล่มดันเจี้ยนท้องนภาซึ่งเป็นดันเจี้ยนพิเศษรางซับของมันก็คุ้มค่ากับการเคลียร์ดันเจี้ยนแห่งนั้นทั้งแร่หายากและวัตถุดิบระดับสูงมากมายและสิ่งพิเศษคือไอเทมเรียกพาหนะหรือก็คือนกหวีดที่รามคลอบครองอยู่นั่งเอง
“เอาละเดินทางได้”
กร๊าดด!! อินทรียักษ์ร้องคำรามครั้งหนึ่งก่อนจะทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าอย่างองอาจและสง่างาม มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของอาณาจักรอารากอน