Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 21 เมืองหลวงอาณาจักรอารากอน
“พ่อ! นกละตัวใหญ่มาก!” เด็กน้อยกู้เป็นลูกของเกษตรกรในหมู่บ้านใกล้ ๆ เมืองหลวงรีบวิ่งหาบิดาของมันพร้อมทั้งชี้ให้ผู้ที่เป็นบิดาเห็นสิ่งที่อยู่บนฟ้าในตอนนี้
“ลูก! รีบเข้าบ้านเร็ว!!” ผู้เป็นพ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัวต่อสิ่งที่บินเหนือหมู่บ้านแน่นอนไม่ใช่แค่ครอบครัวของเขาเท่านั้นแต่ทุกบ้านต่างทิ้งงานของตนเองแล้วรีบเข้าไปหลบภายในบ้านอย่างรีบร้อน
“เห้อ~ สงสัยให้เซริวบินต่ำไปซินะช่างเถอะ” ใช่นกยักษ์ที่คนในหมู่บ้านนั้นเห็นคือเซริวนั่นเอง รามในตอนนี้เดินทางเข้าใกล้เมืองหลวงของอาณาจักรอารากอนเพียงแค่ผ่านป่าตรงหน้าไปเท่านั้น
“เซริว ส่งผมแค่ลานกว้างนั้นก็ได้” รามสั่งเซริวไปก่อนที่เซริวจะคำรามแล้วค่อย ๆ ลดตัวลงจอดในลานกว้างที่เป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่แน่นอนว่าภายในทุ่งหญ้านั่นย่อมมีนักผจญภัยมาทำภารกิจอยู่ตลอดเวลา
“เห้ย! นั่น!สัตว์อสูรระดับ S หนีเร็ว!” นักดาบคนหนึ่งที่กำลังจัดการหมูป่าพริกอยู่นั้นรู้สึกว่าท้องฟ้ามันมืดผิดปกติ เขาเงยหน้าขึ้นเพื่อมองดูสาเหตุก่อนจะร้องตะโกนออกไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด
“เดี๋ยว ๆ มีคนนั่งอยู่บนนั้นด้วย” ถ้ามีคนสติแตกก็ย่อมมีคนที่ควบคุมสติของตนเองได้ดีเช่นกัน นักเวทย์คนหนึ่งเตรียมจะใช้เวทย์เทเลพอร์ตหนีกลับเมืองแต่ก็ต้องหยุดเพราะสังเกตุเห็นคนนั่งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรตัวนั้น เหล่านักผจญภัยที่ได้ยินก็ตรึงเครียดทันทีพวกเขาเตรียมอาวุธเพื่อจัดการคนที่อยู่บนหลังสัตว์อสูรหากเป็นศัตรู
เซริวที่ลงถึงพื้นอย่างสวยงามท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเหล่านักผจญภัยระดับ D-F ที่มาทำภารกิจ เซริวะมินสายตาเหล่านั้นทันทีเพราะยังไงซะพวกนั้นก็ไม่ได้คณากงเล็บของเซริวแม้แต่นิดเดียว รามโดดลงจากหลังของเซริวทันทีก่อนจะกล่าวออกไป “ขอบคุณมากเซริว กลับไปพักผ่อนเถอะ” เซริวเหมือนไม่อยากจากรามไปในตอนนี้ท่าทางของมันเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจเป็นอย่างยิ่งมันอยากจะทำพันธะสัญญากับรามใจจะขาดแต่เพราะว่ารามดันมีคู่พันธะสัญญาเป็นถึงสัตว์อสูรในตำนาน แน่นอนว่าพวกของเกรัสต่างมีความหยิ่งทะนงอยู่ในตัวของพวกเขาการที่นายของพวกมันจะทำพันธะกับสัตว์อสูรที่อ่อนด้อยกว่าย่อมต้องไม่พอใจอยู่แล้ว รามเองก็ไม่ได้อยากมีปัญหาเลยได้แต่ปฏิเสธเซริวเรื่อยมา
“น่าไว้ผมเรียกมาอีกเพราะอีกไม่นานผมก็ต้องเดินทางไปทั่วโลกแห่งนี้อยู่แล้ว” รามกล่อมเซริวจนมันยอมบินกลับไปทันที ส่วนรามก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะมุ่งตรงไปยังเมืองหลวงอย่างรวดเร็วทิ้งให้เหล่านักผจญภัยได้แต่ยืนนิ่งแข็งค้างเป็นหิวอยู่อย่างนั้นเพราะการกระทำของราม
รามค่อย ๆ เดินเอื่อย ๆ เรื่อย ๆ อย่างสบายใจแม้รอบ ๆ ตัวของเขาจะมีพืชสมุนไพรมากมายแต่มันก็เทียบไม่กับของที่อยู่ในช่องเก็บของของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“อ่ะ! นั่นชมพู่นิ” รามมองไปเห็นต้นชมพู่ที่กำลังออกผลสีชมพูและแดงแข่งกันแต่รามก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้เพราะผักผลไม้บางอย่าฃที่สามารถกินได้กลับถูกเมินมันไปอย่างน่าเสียดาย อย่างผักบุ้งที่ขึ้นตามแม่น้ำ รามเคยเก็บเอามาผัดเป็นผัดผักบุ้งไฟแดงแกล้มสุราของพวกเกรัส ทั้งความสดและความกรอบนั้นเรียกได้ว่าหาไม่ได้ในโลกของรามแต่คนที่ท่าทางจะติดใจที่สุดก็น่าจะเป็นเกรัสที่ขอให้รามทำให้กินแทบทุกวันเลยก็ว่าได้ (เต่าละทุกคน//โดนอัดลงดิน)
“ดูซิมีคนกล้ากินผลจมูกด้วยว่ะ” นักผจญประกอบฉาก 1
“โคตรกล้าเลยว่ะไม่รู้รึไงว่ามันกินไม่ได้”นักผจญประกอบฉาก 2
“เออเห็นมีแต่พวกกระรอกลมกินดูก็รู้แล้วว่ามนุษย์กินไม่ได้ โคตรโชคร้ายเลยว่ะอีกไม่นานคงตายแน่ ๆ ” นักผจญประกอบฉาก 1
‘ผลจมูก? ที่โลกนี้เรียกชมพู่ว่าผลจมูกงั้นหรอแล้วที่ว่ากินแล้วจะตายแม่งเอามาจากไหนฟร๊ะ!’ รามได้แต่สบถในใจเท่านั้นไมาได้กล่าวออกไปแต่จากบทสนทนาดังกล่าวนั้นทำให้รามคิดได้ว่าโลกที่เขาอยู่นั้นจะไม่บริโภคพืชพันธุ์ที่สัตว์อสูรกินเป็นอันขาด รามเลิกคิดและเลิกสนใจเขาเด็ดชมพู่มาประมาณสองโลก่อนจะเก็บเข้าช่องเก็บของก็แน่ละถ้าเขากลับโลกเมื่อไหร่พืชผลพวกนี้สามารถทำเงินให้เขาได้อย่างมหาศาลส่วนเงินที่ได้จากการแลกเปลี่ยนไอเทมในตอนนี้ช่องของมันก็ยังคงล๊อกอยู่เช่นเดิม ด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้รามรับรู้ได้ว่าเขาสามารถแลกเปลี่ยนได้เพียง 1 ครั้งต่อการข้ามโลก
รามเดิมชมธรรมชาติไปเรื่อย ๆ แม้จะมีสัตว์อสูรมาด่อม ๆ มอง ๆ รามอยู่ตลอกแต่พวกมันก็ไม่เข้ามาโจมตีรามแม้แต่นิดเดียว รามเดินออกจากชายป่าก็ต้องร้องว๊าวออกมาเพราะตรงหน้าของเขาปรากฏกำแพงเมืองขนาดใหญ่ราวกับทิวเขาที่สูงชัน “ในที่สุดก็มาถึงแล้วซินะเมืองหลวงของอาณาจักรอารากอน” รามยกยิ้มขึ้นก่อนจะก้าวเดินต่อไกตามทางที่คาดว่ามีคนทำไว้
ใช้เวลาไม่นานรามก็เดินมาถึงหน้าทางเข้าของอาณาจักรซึ่งมีแถวอยู่สี่แถว หนึ่งคือแถวสำหรับพ่อค้าที่มีเกวียนลากเลื่อน แถวที่สองเป็นแถวสพหรับชาวเมืองและนักผจญภัย และแถวที่สามคือแถวสำหรับบุคคลภายนอก และแถวสุดท้ายเป็นแถวที่น้อยที่คาดว่าเป็นแถวของเหล่าขุนนาง ชนชั้นสูงและราชวงศ์ รามจึงไปต่อแถวที่สามทันทีซึ่งแถวมันก็ยาวพอสมควร
การตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปอย่างเข้มงวดอย่างมากสำหรับบุคคลภายนอก รามนั้นยืนหาวแล้วหาวอีกก็ยังไม่ถึงคิวของเขาเสียที
โฮกกกกก!! เสียงคำรามกึกก้องดังไปทั่วบริเวณก่อนจะปรากฏมังกรเพลิงบนฟากฟ้า สายตาของรามมองขึ้นไดพบกับบุคคลสามคนนั่งอยู่และหนึ่งในนั้นก็ทำให้รามถึงกับต้องหาอะไรมาคลุมหัวของเขาเอาไว้ เหล่าทหารและองครักษ์ต่างรีบเร่งออกมาจัดแถวรออย่างพร้อมเพียง
มงกรเพลิงร่อนตัวลงจอดอย่างองอาจพร้อมกับที่ร่างทั้งสามกระโดดลงจากหลังของมังกร ส่วนมังกรที่ส่งทั้งสามเสร็จก็กำลังจะกลับเข้ามิติพันธะของเลโอเพื่อพักผ่อนแต่ทว่าจมูกของมันสัมผัสได้ถึงเพลิงบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากกลุ่มคนที่ยืนรอเข้าเมือง มันกวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อหาต้นตอและสุดท้ายมันก็พบ
โฮก!!!! มันคำรามลั่นไปทางกลุ่มคนที่ยืนอยู่ บางคนกลัวจนล้มบ้างก็สลบไปเรียบร้อยแต่ยังคงมีสามคนที่ยืนได้อยู่ หนึ่งคือชายที่กำลังนำดาบยักษ์ของเขาออกมาเช็ดทำความสะอาดพลาง ๆ อีกหนึ่งคือหญิงสาวในชุดจองเวทย์สีน้ำเงินที่กำลังปูผ้าเพื่อดูเรื่องสนุก ๆ ส่วนอีกหนึ่งก็คือรามที่สวมผ้าคลุมไว้อยู่นั่น
“เป็นอะไรคลาวด์” เลโอที่ตอนนี้กำลังรีบอย่างสุด ๆ เพราะต้องแจ้งเรื่องบางอย่างให้พ่อของเขารับทราบ
“หืมนั่น!” อาราสมองไปตามที่คลาวด์จ้องมันทำให้เขาต้องตกใจและดีใจอย่างสุด ๆ
========