Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 29 แวมไพร์และมนุษย์หมาป่า
“อร่อย!!” ชัยที่ข้าวเต็มปากตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ หลังจากที่อาจารย์ออกไปแล้วนั้นทุนคนในห้องก็มาล้อมวงแชร์อาหารที่ตนเองทำและก็เป็นไปตามที่รามคาดไม่มีใครหุงข้าวเลยแม้แต่คนเดียว
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าน้องรามจะทำอาหารออกมาได้อร่อยขนาดนี้” คาริสาเอาผ้าเช็ดปากพร้อมกับกล่าวชื่นชมราม
“ของรุ่นพี่เองถ้าลดเผ็ดลงอีกหน่อยก็อร่อยนะครับ อาจเป็นเพราะกะส่วนผสมผิดพลาดเลยทำให้อาหารออกมาเผ็ดแบบนั้น” รามกล่าวออกไปตามควมคิดของตัวเอง รามนั้นได้ลองชิมม้าฮ้อของคาริสาเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ออก Reaction อะไรแปลกประหลาดออกไป นั้นยิ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับรุ่นพี่ในห้องเป็นอย่างมาก
“แต่ก็อร่อยจริง ๆ นั่นแหละนะถ้าเปิดร้านอาหารเมื่อไหร่ฉันจะไปกินคนแรกจริง ๆ “วายุกล่าวพร้อมตักแกงบัวของตัวเองกินเช่นกันในคราวนี้เข้าได้คะแนนเป็นอันดับที่ 4 จากทั้งห้อง
“ว่าแต่พวกรุ่นพี่ทำไมถึงมาเรียนคอสทำอาหารละครับ” การรินที่กินจนอิ่มแล้วจึงกล่าวถามข้องสงสัยของเขาออกไป
“””””ว่างน่ะ””””” ทั้งห้าคนตอนออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังเลยเอารามและการินถึงกับเงียบไปโดยปริยาย
“พวกนายก็รู้นิว่าพวกเราอยู่ ม.6 กันแล้ว แต่ละคนต่างก็ได้รับจดหมายเชิญเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำโดยไม่ต้องเข้าทดสอบ” อดิเรกพูด
“เห็นอย่างนี้ทุกคนในห้องนี้ต่างติด Top 10 ของการสอบทุกภาคเรียนเลยนะ” ชัยกล่าวด้วยความภูมิใจ
“ค่ะ ก็อย่างที่อันดับ 10 บอกนั่นแหละคะ ความว่าง ความน่าเบื่อมันเกิดขึ้นกับพวกเรา ถึงได้ลงสมัครคอสเรียนอาหารไทยนี่แหละคะ” คาริสายกชาดื่มแต่ไม่พ้น พ้นใส่คนข้าง ๆ อย่างชัยอีกเช่นเคยก่อนจะยกผ้าเช็ดปากพร้อมกับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อะ เออถ้าฉะ ฉันจำไม่ผิดมีดทะที่คุณใช้ คะคือไอ้นั่นใช่มั้ยคะ” อรที่เงียบมานานก็กล่าวถามรามออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักพร้อมกับใบหน้าที่ดูชมพูขึ้น ภาพดังกล่าวเหมือนแมวน้อยตัวเล็ก ๆ ที่ดูหวาดกลัวต่อสิ่งรอบข้าง ไม่รู้ว่าอะไรดลใจทำให้อรตอนนี้เหมือนมีหูและหางแมวงอกออกมาเสียอย่างนั้น
“อ่า คงเข้าใจผิดแล้วละมั้ง ครับ” รามเกาหัวพร้อมหัวเราะแห้ง ๆ ออกไปถ้าเขาบอกว่าเป็นมีดของปรมาจารย์ด้ายการตีมีดคงเป็นเรื่องใหญ่่แน่ ๆ
“นี่ก็ได้เวลาแล้ว งั้นฉันขอตัวนะคะ” คาริสากินข้าเสร็จก็ลุกขึ้นพร้อมเดินออกจากห้องเรียนไปเพื่อเข้าชมรมต่อ
“ฮ้าว~ ฉันก็ขอตัวเหมือนกันต้องไปซ้อมซักหน่อยเจออาหารอร่อย ๆ แบบนี้รู้สึกมีแรงขึ้นเป็นกองเลยแหะ” ชัยเองก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะเดินออกไปเช่นกัน ทุนคนในห้องต่างแยกย้ายกันไปเข้าชมรมของตัวเอง
“ไอ้รามกูไปซ้อมก่อนนะ โค้ชบอกว่าไม่ให้มึงไปใช่มั้ย” ทั้งสองเดินออกจากอาคารการินก็ขอตัวแยกไปซ้อมทันทีเพราะรามโดยสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดจนกว่าจะถึงวันศุกร์
“เออ ๆ กูของไปคลุกคลีในห้องสมุดดีกว่าไว้เจอกันตอนเลิกแล้วกัน” รามตอบกลับไปก่อนจะเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง
‘เจ้าหนู มีคนมองเจ้าอยู่’ เฟลกล่าวกับรามด้วยความจริงจังแม้จะไม่มีจิตสังหารแต่มันทำให้เฟลไม่สบายใจ
‘ไม่ต้องห่วงครับเขาเป็นรุ่นพี่ของผมเอง แต่ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันนะว่ารุ่นพี่จะเป็น’ รามกล่าวตอบเฟลไป
‘ยังไงซะก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี’ เฟลกล่าวเตือน
‘ครับผมจะระวัง แต่ว่าผมคงต้องแวะไปหาหน่อยดีกว่า’ รามกล่าวจบก็เดินไปในมุมที่คนไม่เยอะก่อนจะใช้เวทย์เทเลพอร์ต
การสนทนาระหว่างรามและเฟลนั้นแทบไม่มีใครรู้เลยแม้แต่น้อย บนดาดฟ้าของอาคารคหกรรมร่างชายหนุ่มผมสีดำที่เริ่มแปลเปลี่ยนเป็นสีเงินเงา ดวงตาสีแดงพร้อมกับเขี้ยวที่งอกออกมา “รามงั้นซินะ ช่างเป็นมนุษย์ที่น่าสนใจเสียจริง ”
“แต่ผมไม่ได้ชอบผู้ชายนะครับรุ่นพี่อดิเรก” รามยืนพิงกำแพงที่อยู่ด้านหลังอดิเรกกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่ขบขันเล็กน้อย
“….เห้อ~ ตอนแรกก็ว่าคิดไปเองตอนนี้คงยืนยันได้แล้วซินะ รามนายเป็นผู้ใช้เวทย์งั้นหรอ” อดิเรกยืนขึ้นเต็มส่วนสูงทำให้สายตาของทั้งรามและอดิเรกเผชิญกันตรง ๆ
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับรุ่นพี่ แต่ผมแปลกใจนะที่โลกของเรายังคงมีตัวตัวที่เป็นตำนานเรื่องเล่าอย่างแวมไพร์อยู่ด้วย” รามกล่าวออกไปด้วยความสงสัยและสนใจเรื่องรามของอดิเรก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็แน่ละในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์หรอกนะ นั่นไงมาแล้ว” อดิเรกกล่าวพร้อมยิ้มจนเห็นเขี้ยวพร้อมกับปรากฏร่างของคนที่รามรู้จักเป็นอย่างดี “รุ่นพี่ดีแลน”
“!!! ไอ้รามทำไมเอ็งมาอยู่นี่! หรือว่าโดนไอ้ค้าวคาวนี่ล่อลวงมา!” ดีแลนตรงมาบังรามจากอดิเรกทันที
“น้อย ๆ หน่อยไอ้พันทางน้องรามมาหาข้าด้วยตัวเองเฟ้ย! แล้วเองนี่จมูกไว้สมเป็นสุนัขจริง ๆ ”
“แกจะพูดอะไรก็คำถึงถึงสัญญาระหว่างโลกด้วยเฟ้ยไอ้อดิเรก หากเรื่องนี้รั่วไหลเดี๋ยวจะเหมือนเมื่อ 2,000 ปีก่อน” ดีแลนกล่าวเตือนอดิเรกออกไปโดยลืมไปว่ารามยืนอยู่ด้านหลังของเขา
“เอ่อ…รุ่นพี่ไม่ไปซ้อมหรอครับ” รามสะกิดดีแลนกัปตันทีมบาสของเขาไปเพราะดูเวลาแล้วอีกไม่ถึง 20 นาทีก็เริ่มซ้อมกันแล้ว ตอนนั้นเองที่ดีแลนเริ่มรู้สึกตัวว่าพวกเขานั้นไม่ได้อยู่เพียงสองคนแต่กลับมีรามรุ่นน้องของเขาอยู่ด้วย
“รามเรื่องนี้ห้ามพูดออกไปเด็ดขาดไม่งั้นอย่าหาว่าพี่ไม่เตือน” ดวงตาของดีแลนเปลี่ยนเป็นสีทองพร้อมกับหูและหางงอกออกมาเพื่อขู่ราม
“เอ่อ…ไอ้ดีแลนกูว่าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกมั้งเพราะว่ารามนั้นเป็น… ตึง! พื้นที่ปิดกั้น!! อัก” อดิเรกทรุดตัวลงไปนอนกับพื้นดีแลนเองก็เช่นกัน ส่วนรามก็ยืนมึนงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น
วูบ! คริสตัสสีฟ้าถูกมือของดีแลนบีบก่อนที่มันจะขยายตัวคลอบคลุมทั้งอาคารคหกรรมรวมถึงพื้นที่ใกล้เคีียง
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก บ้าเอ้ย! ดันมาเจอพวกนักล่าปีศาจอะไรตอนนี้ฟร๊ะ!” ทั้งดีแลนและอดิเรกกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยอ่อน
“โอ้? ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะจับได้ตั้งสองตัวเลยหุหุ” หญิงสาวในชุดโกธิคสีดำเดินผ่านอาณาเขตเข้ามาอย่างง่ายดายพร้อมในมือของเธอยังปรากฏดาบกางเขนขนาดใหญ่ที่มีไว้กำจัดปีศาจโดยเฉพาะ
“แก!นักล่าปีศาจ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้!” ดีแลนพยายามลุกนั่งก่อนจะกัดฟันกล่าวถามออกไป
“เอ๊ะ? ดิฉันก็มาเรียนซิคะ แต่ไม่นึกว่าจะมีปีศาจโสโครกอยู่ที่นี่ด้วย อ่าห์อย่างนี้พระผู้เป็นเจ้าต้องให้รางวัลดิฉันจากการกำจัดปีศาจพวกนี้เพื่อโลกที่สวยงามแน่ ๆ ”
‘พูดไรของเจ้าตัววะนั่น’ รามที่ยืนฟังอยู่พร้อมกับที่เขาจัดการลบกลิ่นอายตัวตนเรียบร้อยคิดในใจ
“ชิ! ช่างน่ารังเกียจเสียจริง หึหึ พวกนักล่าปีศาจกระจอกขนาดต้องใช้ของจำกัดพลังปีศาจด้วย น่าขำ” อดิเรกแยกเขี้ยวกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“จะพูดได้ก็แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละค่ะ คงต้องให้พวกคุณไปพูดต่อในนรกแล้วนะคะ แด่พระผู้เป็นเจ้า” หญิงสาวคนนั้นง้าวดาบก่อนที่จะสะบั้นหัวของอดิเรกแต่ทว่า แกร้ง!
“แหม ๆ เป็นผู้หญิงที่บ้าดีเดือดเสียจริงนะครับ”