Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 30 พูดคุย
“แหม่เป็นผู้หญิงที่บ้าดีเดือดดีนะครับ”
“แกเป็นใคร” นักล่าปีศาจสาวกล่าวพร้อมรอยยิ้มในขณะที่ดาบของทั้งสองคนยังปะทะกันอยู่
“โอ้? ผมว่าคุณก็น่าจะรู้อยู่แล้วละมั้ง” ปัง! รามสบัดดาบเบา ๆ เพื่อผลักดันอีกฝ่ายให้ถอยไปพร้อมเก็บดาบเข้าฝักของเขา
“แกก็เป็นพวกเดียวกันมันงั้นหรอ?”นักล่าปีศาจกล่าวถามรามด้วยความสับสนเพราะเธอจับไอปีศาจที่แผ่ออกมาจากคนตรงหน้าเธอไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“อืม…จะว่ายังไงดีละผมก็คือผมเป็นมนุษย์อะนะ แต่เป็นมนุษย์ที่ออกจะแปลกไปนิดหน่อยละมั้ง” รามเกาหัวของเขาก่อนจะกระทืบพื้นเบา ๆ
“!!!! ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!” นักล่าปีศาจกล่าวด้วยความตื่นตระหนกเพราะวงแหวนเวทย์ราว ๆ 100 วงกำลังเล็งเป้ามาที่เธออยู่
“ไอ้ราม! ทำไม?” ดีแลนกล่าวด้วยความงุนงงเพราะตั้งแต่ที่รู้จักกันมารามนั้นคือมนุษย์ปกติอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ตอนนี้มนุษย์ที่มันคิดว่าอ่อนแอกลับกำลังช่วยมันอยู่ ส่วนอดิเรกเองก็ได้แต่ตาเบิกกว้างเพราะเขาก็คิดว่ารามนั้นไม่ธรรมดาแต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้
“กร๊อดด! แต่เป็นพวกสมาคมจองเวทย์ซินะ! มายุ่งเรื่องของฉันทำไม!”
“สมาคมจอมเวทย์? ไม่ละผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่นิดเดียวแต่ถ้าถามว่าทำไมถึงยุ่งเรื่องนี้ง่าย ๆ เลยเพราะพวกเขาคือรุ่นพี่ของผมก็แค่นั้นเอง” รามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สบาย ๆ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมเลิกลาง่าย ๆ
“งั้นแกก็ตายไปด้วยกันพวกมันซะ!” หญิงสาวใช้ความเร็วขนาดที่ดีแลนและอดิเรกนั้นยังมองได้เพียงลาง ๆ เท่านั้น ต่างจากรามที่เขามองมันไม่ได้ต่างจากเด็กหัดวิ่งแม้แต่น้อย
“เห้อ~ ต้องใช้กำลังงั้นหรอเนี่ย สวยซะปล่าวแต่สมองกลับปึกซะงั้น” รามกระชับดาบของเขาก่อนจะตั้งท่าอิไอ ฉึบ!ก่อนจะฟันออกไปเพียงเสี้ยววิก่อนจะเก็บดาบของเขาเข้าช่องเก็บของไป
“ปะ เป็นไปไม่ได้..” ตึง! ดาบของอีกฝ่ายหลุดออกจากมือก่อนจะล้มลงไปกับพื้นเป็นอันตัวสินว่าตัวเธอนั้นได้พ่ายแพ้แล้ว
“พวกพี่จะนอนเล่นอีกนานมั้ยครับ เห้อ~” รามหันไปมองดูรุ่นพี่ที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งสองคนที่นอนอ้าปากค้างตะลึงอยู่ก่อนที่รามจะกล่าวออกไปเพื่อเรียกสติอีกฝ่าย
ปัง! “แกเป็นใคร! แล้วรามตัวจริงอยู่ไหน!”ดีแลนเอากงเล็บของเขามาจ่อที่คอของรามทันทีที่หลุดจากการจำกัดพลังทำให้ในตอนนี้เขาสามารถใช้พลังได้เต็มถึง 10 ส่วน
“ใจเย็นก่อนดิเพ่! ผมก็ไอ้รามคนเดิมนั่นแหละ เห้ย ๆ เดี๋ยว ๆ ไม่งั้นผมจะบอกพี่ฟ้าว่าพี่เคยขโมยกางเกงในของเธอมา อะจ๊าก!!”
“แกรู้เรื่องนี่ได้ยังงายยยย!!!”
การไล่ตีกันระหว่าง 1 นักเวทย์กับหนึ่งมนุษย์หมาป่าดำเนินไปท่ามกลางสายตาของแวมไพร์อย่างอดิเรกจนทำให้เขาถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย “เห้อ~”
ผ่านไปไม่นานก็เป็นฝ่ายดีแลนเองที่ลงไปนอนหอบหายใจด้วยความเหนื่อยต่างจากรามที่มีเพียงเหงื่อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “จะฟังผมได้รึยังครับรุ่นพี่ เห้อ~”
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก ชิ! ฟังหน่อยก็ได้ เล่ามา! แกเป็นใคร!”
“เห้อ~ ก็บอกไปแล้วก็ผมนี่แหละรามแต่มีเหตุการณ์นิดหน่อยที่ทำให้ผมใช้เวทย์มนต์ได้อย่างที่เห็น แต่ผมก็ไม่คิดว่ารุ่นพี่จะเป็นเหมือนกับรุ่นพี่อดิเรกด้วยนะ”
“ชิ! อย่าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับหมาขี้เรื้อนอย่างมันน้องราม” อดิเรกกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
“น้อย ๆ หน่อยไอ้ซีด! กูเองก็ไม่อยากอยู่ใกล้มึงนักหรอกไอ้ประธานขี้เก๊ก” ดีแลนเองก็ไม่ยอมอพ้กบ่าวตอบไปด้วยน้ำเสียงที่โมโหไม่แพ้กัน
“เดี๋ยว ๆ หยุดทะเลาะกันก่อนครับพี่ ๆ เห้อ~ กันกันเหมือนเด็ก” รามกล่าวห้ามก่อนจะบ่นเบา ๆ แต่ก็ไม่พ้นเหล่าบุคคลหูดีทั้งสอง
“”เอ็งว่าใครเป็นเด็กฟร๊ะ!!””
‘ทีอย่างนี้สามัคคีกันเชียว’ รามอดที่จะลอบถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้ก่อนจะกล่าวถามถึงการจัดการต่อไปกับหญิงสาวนักล่าปีศาจคนนี้
“หึ กูขอได้มั้ย” อดิเรกกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่น่าขนลุกจนรามอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ๆ
“กูยกให้ กูเองก็ไม่อยากกินเนื้อแห้ง ๆ แบบนี้หรอกว่ะ” ดีแลนเองก็กล่าวออกมาด้วยความสยองที่ต่างจากอดิเรกสุด ๆ
“ว่าแต่น้องราม มีอะไรที่ใช้มัดเธอมั้ย” อดิเรกกล่าวถามรามด้วยความคาดหวัง
“ผมดูก่อนนะ” ว่าแล้วรามเองก็เปิดหน้าต่างช่องเก็บของขึ้นมาก็จะหาสิ่งที่สามารถใช้แทนเชือกได้ “อะเจอแล้ว”
รามหยิบเถาวัลย์ทมิฬออกมาก่อนจะยื่นให้อดิเรกไป “!!! นี่มันเถาวัลย์มืดนิ! น้องรามได้มันมายังไง!” อดิเรกจับตัวของรามเขย่าอย่างแรงด้วยความลืมตัวเพราะเขาตื่นเต้นที่ได้เห็นเถาวัลย์มืดอีกครั้งหลังจากที่ได้เห็นเพียงในตำราสมุนไพรเท่านั้น
“เห้ย ๆ หยุดเขย่าตัวน้องได้แล้วไอ้อดิเรก เขย่าแบบนี้แล้วไอ้รามมันจะตอบเอ็งยังไงละวะห๊ะ” ดีแรคเข้ามากระชากแขนของอดิเรกจนกระเด็นไปกระแทกกำแพงดังปัง!
“อูย กระชายได้นะมึงนี่ถ้าพ่อกูกับพ่อของมึงไม่ทำสัญญาสงบศึกอย่าหวังว่ากูจะยอมนะเฟ้ย!” อดิเรกแยกเขี้ยวให้ดีแลนไปก่อนจะตั้งสติครู่หนึ่งพร้อมหันไปมองรามด้วยสายตาที่จริงจังก่อนจะถามออกไป “รามบอกพี่มาหน่อยว่าได้เถาวัลย์มืดมาจากไหน”
“อ๋อ ผมบอกไม่ได้ครับว่าได้มันมาจากไหนแต่ผมมีมันเยอะมาก เยอะจนรกคลังไปหมดแล้วเนี่ย ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเอาไปทำอะไรพี่รู้หรอว่ามันเอาไปทำอะไรได้” ที่รามจะกล่าวแบบนั้นก็ไม่แปลกเพราะเถาวัลย์ทมิฬนั้นมีมากถึง 20 ช่องได้ รามนั้นยังไม่รู้ว่าจะเอามันไปทำอะไรนอกจากมันเก็บของเท่านั้น
“รู้ซิ เถาวัลย์มืดเป็นส่วนผสมยาปลุกกำหนัดสำหรับพวกเราเหล่าแวมไพร์ แถมตอนนี้มันได้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว อ่ะ! อย่าบอกนะว่า”อดิเรกจ้องมองไปยังรามด้วยแววตาที่สับสน ดีแลนเริ่มคิดตามก็เริ่มรู้สึกถึงบางอย่างทั้งสองคนจ้องมองมาที่รามด้วยสายตาที่คาดคั้นอะไรบางอย่าง รามได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความจำใจ
“ไว้ผมจะบอกพวกพี่แต่ก่อนอื่น…จะนอนอีกนานมั้ยครับ” รามหันไปมองหญิงสาวที่นอนแผ่อยู่ เมื่อเจ้าตัวรู้แล้วว่าแกล้งสลบไม่ได้ผลจึงรีบบุกขึ้นก่อนจะวิ่งหนีไปยังระเบียงตึกเพื่อหลบหนี
“ไม่ให้หนีได้หรอกครับ ขืนปล่อยไปเดี๋ยวได้มีเรื่องยุ่งยากมาหาผมอีก
เป๊อะ! เปรี้ยง! กรี๊ดดดด!! รามดีดนิ้วครั้งหนึ่งก่อนจะมีสายฟ้าเส้นหนึ่งผ่าใส่หญิงสาวจนเธอสลบแน่นิ่งไป ในรอบนี้เป็นการสลบจริงไม่ใช่การแสดงเหมือนครั้งแรก “พวกพี่อยากรู้ใช่มั้ยครับว่าผมได้ของพวกนี้มาจากไหน”
ทั้งสองคนได้แต่กลืนน้ำลายดังอึกก่อนจะพยักหน้าให้ราม “ถ้างั้นผมต้องการคำยืนยันเหมือนกันเพราะสิ่งที่ผมจะพูดออกไปมันอาจทำให้ผมและพ่อตกอยู่ในอันตรายได้” รามกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่กดดันแน่นอนว่าทั้งอดิเรกและดีแลนนั้นถือเป็นลูกหลานผู้มีอิทธิพลอย่างมากรามเองก็ต้องการหลักประกันเหมือนกันว่าจะไม่มีปัญหาตามมาหลังจากที่บอกกล่าวเรื่องของเขาออกไปแล้ว
“แล้วจะให้พวกพี่ทำอะไรละ ถ้ารับสัญญาปากเปล่าก็คงไม่ได้ใช่มั้ยละ” ดีแลนกล่าวถามรามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังไม่แพ้กัน ส่วนอดิเรกก็พยักหน้าเหฌนด้วยกับดีแลน
“พันธสัญญาสัจจะ” รามกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแน่นอนว่าสิ่งที่ดีแลนและอดิเรกจะได้รับหรือรับรู้นั้นเทียบไม่ได้เลยกับการทำพันธสัญญาสัจจะนี่เป็นการวัดใจระหว่างรามและเผ่าพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในเงามือของโลกใบนี้