Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 35 เชื่อใจ
รามเดินมาถึงหน้าห้องพักของเขาแต่ทว่าเขาก็ยังไม่ก้าวเข้าไปในห้อง รามในตอนนี้ไม่รู้จะพูดกับพ่อของเขายังไงดี ใจหนึ่งก็โกรธที่พ่อของเขาไม่ยอมบอกอะไรซักอย่าง ส่วนอีกใจหนึ่งก็รู้สึกผิดไม่ได้ที่ทำให้พ่อของเขาคิดมากขนาดนั้น “เอาวะยังไงนั่นก็พ่อกู” รามปลุกใจตัวเองก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง
“กลับมาแล้วครับ” ห้องที่โหวงเหวงว่างปล่าวนั้นมันทำให้รามปวดใจเป็นอย่างมาก ในเวลานี้พ่อของเขาต้องกลับมาถึงบ้านแล้วแต่ว่าภายในห้องกลับไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว รามเดินไปเปิดสวิตช์ไฟทำให้ภายในห้องนั้นสว่างขึ้นมา ก่อนจะเดินไปที่ครัว เมื่อเดินมาถึงเขาก็เห็นอาหารที่ถูกครอบไว้พร้อมกับโน๊ตใบหนึ่ง
“เดี๋ยวพ่อกลับมาลูกกินข้าวก่อนเลยนะ” รามอ่านโน๊ตนั้นก่อนจะเปิดฝาครอบออกทำให้เห็นอาหารที่พ่อของเขาเตรียมไว้ให้ แกงมัสมั่น คั่วกลิ้ง ไข่เจียวหมูสับ ทุกอย่างล้วนเป็นอาหารโปรดของรามทั้งนั้น รามยิ้มขึ้นก่อนจะปิดฝาครอบไว้ดังเดิมเพราะเขาต้องการคุยและกินข้าวพร้อมกับพ่อของเขา รามลุกขึ้นก่อนจะเดินไปเปิดโทรทัศน์ดูหนังรอวศินไปเรื่อย ๆ
เวลาผ่านไปล่วงเลยถึงหกโมงเย็นประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมปรากฏร่างของชายที่ดูแลเขามาตลอดตั้งแต่เด็ก “รามกินข้าวยัง” วศินกล่าวถามรามด้วยความเป็นห่วงทันทีเมื่อเห็นลูกชายของตน
“ยังครับ รอกินพร้อมพ่อ” รามกล่าวพร้อมยิ้มให้กับพ่อของเขา ส่วนวศินเมื่อเห็นรอยยิ้มของรามก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอยหายใจด้วยความโล่งอกเพราะเขากลัวเหลือเกินกลัวว่าลูกชายของเขาจะโกรธที่ปิดบังเรื่องอาการป่วยของเขา
“งั้นไปกินข้าวกัน” วศินเอามือลูบหัวรามด้วยความอ่อนโยนก่อนจะพากันไปกินข้าวที่วศินได้ซื้อเอาไว้ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่นหัวใจจนในที่สุดการรับประทานอาหารก็จบลงก่อนที่ทั้งสองจะมานั่งเปิดอกคุยกันที่ห้องนั่งเล่น
“พ่อ นอกจากเรื่องที่พ่อเป็นมะเร็งยังมีอะไรที่ปิดบังผมอยู่อีกรึปล่าวครับ” รามกล่าวถาม
“….มี แต่เป็นเรื่องที่รามน่าจะรู้อยู่แล้วละมั้ง เรื่องของอาชีพที่พ่อเคยทำมาก่อน”
“บอดี้การ์ดงั้นหรอครับ ถ้าเรื่องนั้นข้ามไปเลยเพราะผมเดาได้ว่าพ่อน่าจะเป็นมือขวาของพ่อไอ้การินมันแน่ ๆ ”
“เห้อ~ รู้จริง ๆ ด้วยซินะ ใช่พ่อเคยเป็นมือขวาของไอ้กวินมัน ก็นะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยมัธยมนิ” วศินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“นอกจากเรื่องนี้มีอะไรที่ผมควรรู้อีกบ้างครับ”
“หมดแล้ว ว่าแต่ไหน ๆ ก็เปิดอกคุยกันแบบลูกผู้ชายแล้ว เอ็งละเจ้ารามมีเรื่องอะไรที่จะบอกพ่อบ้าง”
“เห้อ~ ผมว่าผมคงได้นิสัยคาดคั้นและเดาเก่งมาจากพ่อแน่ ๆ มีครับ แต่ว่าผมอยากถามพ่อก่อนว่าพ่อเชื่อเรื่องพวกเวทมนตร์หรือเหนือธรรมชาติรึปล่าวครับ” รามกล่าวถาม
“เชื่อซิ ว่าแล้ววศินก็ถอดเสื้อออกเผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแต่ทว่าไม่นานก็ปรากฏสิ่งหนึ่งขึ้นมาบนร่างกายของวศิน รอยสักยันต์รูปเสือโคร่งพร้อมอักขระอาคมโบราณที่สักอยู่กลางหน้าอกของวศิน “แข็งแกร่ง!” รามสังเกตุได้ทันทีว่ารอยสักเสือโคร่งที่อยู่กลางหน้าอกพ่อของเขาแข็งแกร่งมาก ‘พ่อของเจ้าก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะเจ้าหนู’ เสียงของเกรัสดังขึ้นมาในหัวของรามซึ่งรามก็เห็นด้วยกับคำพูดของเกรัส
“ไว้พ่อเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกันเกี่ยวกับที่มาของเจ้านี่” วศินกล่าวจบก็ใส่เสื้อตามเดิมพร้อมกับรอยสักที่จางลงไปจนไม่สามารถมองเห็นได้
“งั้นพ่อดูนี่นะครับ” รามกล่าวพร้อมกับจุดไฟขึ้นพร้อมกับปล่อยให้มันลองเคว้งอยู่ในอากาศ ตามด้วยธาตุต่าง ๆ ที่รามวามารถใช้ได้ วศินขมวดคิ้วแปลกใจกับสิ่งที่ลูกของเขากระทำ
“อย่าบอกนะว่าที่พ่อเห็นคือเวทย์มนต์?”
“ใช่ครับ ผมสามารถใช้พลังเวทย์ได้ตั้งแต่เมื่อสามวันที่แล้วรวมถึงผมยังได้ไปในสถานที่ ๆ หนึ่งพร้อมกับได้สิ่งเหล่านี้กลับมาด้วย” รามกล่าวจบพร้อมเอาทั้งเนื้อสัตว์และผลไม้ต่าง ๆ ออกมาวางไว้บนโต๊ะ “นี่คือเรื่องที่ผมยังไมได้บอกพ่อครับและอีกอย่าง” รามกล่าวต่อพร้อมหยิบขวดยาสีฟ้าครามออกมาวางไว้บนโต๊ะ
“นี่คือยารักษาของสถานที่ที่ผมไปครับ มันสามารถรักษาอาการผิดปกติและโรคร้ายทุกชนิด” รามกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่คาดหวังว่าพ่อของเขาจะเชื่อใจลูกชายคนนี้
“…..รามรู้มั้ยของที่วางอยู่บนโต๊ะนี้น่ะหากเทียบในราคาปัจจุบัน มันมีมูลค่ามหาศาลมากเลยนะแล้วก็เรื่องนี้มีใครรู้บ้าง” วศินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเคร่งเครียด
“มีแค่สามคนที่รู้เรื่องนี้และพ่อเป็นคนที่สี่ ที่รู้เรื่องว่าผมมีพลังเวทย์” รามกล่าวออกไปจามความจริงเพราะตอนนี้สายตาของวศินน่ากลัวเป็นอย่างมาก
“แล้วมีใครบ้าง? ไว้ใจได้มากแค่ไหน?” วศินยังคงใจเย็นกล่าวถามต่อ แน่นอนว่าหากความสามารถของรามรู้ถึงหูรัฐบาลแล้วละก็ต่อให้ต้องสังหารทั้งรัฐบาลเขาก็จะทำโดยไม่ลังเลนี่คือความคิดของวศินที่ยังคงเป็นห่วงความปลอดภัยของรามอยู่แม้จะดูเหมือนโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแต่ในสายตาของเขารามก็ยังคงเป็นเด็กเป็นลูกที่เขาหวงแหนเช่นเดิม
รามที่ได้ยินคำถามจึงเล่าออกไปโดยไม่ปิดบังอะไรทั้งสิ้นนั่นทำให้วศินวางใจได้เปาะหนึ่งแต่ก็ยังคงกังวลอยู่ดี “ไม่ต้องกังวลหรอกครับพ่อ ทุกคนที่ผมบอกความลับของผมออกไปได้ทำพันธะสัญญากับผมแล้วหากพวกเจากล้าพูดเรื่องนี้ไปก็เท่ากับว่าทิ้งชีวิตแค่นั้นเอง”
“โอเคงั้นพ่อเชื่อใจเอ็งเจ้าราม แค่ก แค่ก แค่ก” วศินถอนหายใจด้วยความเหนื่อยก่อนจะไอออกมา รามจึงเดินไปลูบหลังพ่อของเขาด้วยความเร่งรีบ
วศิลเอามือที่ปิดปากออกก่อนจะหันไปลูบหัวรามด้วยสายตาที่อ่อนโยน “พ่อไม่เป็นไรหรอก”
“ไม่เป็นไรได้ไงพ่อดูดิไอออกมาเป็นเลือดแบบนี้เนี่ย” รามกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“น่า เอาละยาที่ลูกบอกว่ารักษาได้ทุกโรคนี่มันจะจริงรึปล่าวพ่อลองดูหน่อยก็แล้วกัน”วศินกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมหยิบขวดยาสีฟ้าเปิดจุกออกพร้อมกระดกมันรวดเดียว รามที่เห็นว่าพ่อของเขายอมกินยาที่เขาปรุงขึ้นมาก็ยิ้มออกมาด้วยความสุขที่พ่อยอมเชื่อใจเขาและกินยานั่นไป
“พักผ่อนนะพ่อ” หลังจากที่วศินกินยาลงไปแล้วเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราทันทีรามเรียกเกรัสมาช่วยพยุงพ่อของเขาไปที่ห้องนอนเพื่อให้วศินได้พักผ่อนอย่างสบายใจ
เสร็จแล้วเราก็เดินมาจัดการของที่เขาเอาออกจากช่องเก็บของจำพวกผลไม้และเนื้อสดเข้าตู้เย็นไป ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลังจากที่รามเตรียมจะเข้าห้องไปทำการบ้าน
“คร๊าบ คร๊าบ” รามเดินไปยังประตูก่อนจะเปิดดูว่ามีใครมาหาเขา
“กลับมาแล้วครับนายน้อย” ชายในชุดสูทสีดำสนิทดวงตาคมฉายแววความเคารพรามอชุดสูทสีดำสนิทดวงตาคมฉายแววความเคารพรามอย่างถึงที่สุดกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มย่างถึงที่สุดกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
“….ใครอ่ะ?”
=====
** ห่างกันไม่นานรามก็ลืมเสือเสียแล้ว 55555 แค่เปลี่ยนชุดกับตัดผมเองนะนั่น