Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 36 ทัพเสริมที่มาพร้อมกับเรื่องน่าปวดหัว
“ใครอ่ะ?” รามกล่าวออกเพราะไม่คุ้นหน้าชายที่อยู่ดี ๆ เรียกเขาว่านายน้อยซะงั้น
“ง่ะ! ผมเสือไงครับนายน้อย” เสือกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อเล็กน้อยเพราะเจ้านายตัวน้อยดันจำเขาไม่ได้ซะงั้น แค่ไปตัดผมและแต่งหนวดนิดหน่อยเอง
“หา!? พี่เสือไปทำอะไรมาเนี่ย ตอนแรกก็ว่าดูดีแล้วพอตัดผมกับเล็มหนวเนิเหน่อยกบายเป็นคนละคนเลยหรอเนี่ย!”รามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตกใจ
“แหะ ๆ พอดีผมจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับรวมถึงผมขอชวนพวกนี้มาทำงานให้นายน้อยด้วยได้มั้ยครับ” เสือกล่าวพร้อมหลีกทางให้เห็นกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสือพามาด้วย
รามเชิญทุกคนที่มากับเสือเข้าในห้องก่อน คนที่เสือพามามีสามคนด้วยกัน มีชายสองหญิงหนึ่ง”เอาละ มานั่งคุยกันก่อนนะครับก่อนอื่นพี่เสือแนะนำคนที่พี่พามาให้ผมรู้จักหน่อยครับ”
เสือเข้าใจความหมายคำว่าแนะนำของรามจึงเริ่มจากชายผมสีดำที่มีรอยแผลคาดที่ตาซ้ายของเขาก่อนเป็นคนแรก “ได้ครับนายน้อย ไอ้ที่มีรอยแผลเป็นที่ตามชื่อ คมสัน ครับ ส่วนคนที่นั่งถัดมาอาจดูเหมือนผู้หญิงหน่อย ๆ อัก!” เสือยังไม่ทันกล่าวจบก็เจอลูกถีบของหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวเข้าให้ส่วนคนที่เหบือต่างซี๊ดปากรามกับโดนด้วยตัวเอง
“แกคือคนที่ช่วยเสือไว้ใช่มั้ย” หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ห้าว ๆ ดวงตารามกับสามารถมองทะลุทุกความจริงได้
“ใช่ ผมเป็นคนช่วยเสือไว้” ฉึบ! มีดสั้นจ่อที่คอของรามทันทีที่รามกล่าวจบโดยคนที่กระทำคือสาวห้าวเพียงหนึ่งเดียวของกลุ่ม
“ใจเย็น ๆ ก่อนซิครับอย่าเอาของมีคมมาจ่อที่คอของผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซิครับ” รามกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมจ้องตาของสาวห้าวตรงหน้าโดยไม่หลบตาแม้แต่นิดเดียว
“….” สาวห้าวถอยมีดออกจากคอของรามพร้อมกับเก็บเข้าช่อมลับที่อยู่ตรงขา
“ฉันชื่อ จิ้ง(Jinx)” สาวเจ้าแนะนำตัวแค่นั้นก่อนจะนั่งเงียบไป ส่วนรามก็มองไปยังเสือที่ลุกขึ้นมานั่งแต่ยังกุมท้องไว้อยู่
“อูย~ ยังเท้าหนักเหมือนเดินเลยนะยัยป้าเนี่ย อะจ๊าก!” เสือพึมพำออกมาเบา ๆ ก่อนจะร้องจ๊ากเพราะมีมีดเฉียดหน้าเขาไปติดผนังด้านหลังพร้อมกับสายตาไม่เป็นมิตรจากจิ้งที่นั่งอยู่
“อ่ะ เออ คะคนสุดท้ายที่นั่งต่อจากจิ้งชื่อ หาญ ครับ” เสือแนะนำคนที่เขาพามาจนครบทุกคนแล้ว ส่วนรามก็คลุ้มคิดเล็กน้อย
“พี่เสือ ผมรู้นะว่าพี่ต้องการอะไร แต่ว่าผมตอนนี้ยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น” รามกล่าวออกไปตามความคิดของตัวเอง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าทุกคนที่เสือพามานั้นต่างเป็นสุดยอดในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ชื่อจิ้งรามคาดว่าน่าจะเป็นนักฆ่าหรือไม่ก็อดีตผู้บรรชาการหญิงแน่ ๆ
“แต่ว่า…” เสือกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเมื่อได้ยินคำพูดของรามพร้อมกับมองไปยังเพื่อนที่เขามาด้วยเขาคิดว่าพวกนั้นต้องไม่พอใจรามแน่ ๆ แต่ผิดคาดเพราะรอยยิ้มประดับบนใบหน้าของเพื่อนทั้งสามที่เขาพามา
“ไม่คิดซักนิดเลยหรอครับ คุณราม” คมสันกล่าวออกไปด้วนน้ำเสียงที่ไม่คาดหวังเท่าไหร่
“ผมในตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องรับคนเพิ่มครับ และที่สำคัญผมไม่ได้มีอำนาจมากขนาดที่จะสามารถคุ้มครองพวกคุณจากองกรณ์ที่พยายามตามล่าพวกคุณได้หรอกครับ แล้วแถมพวกคุณยังพาพวกนั้นมาด้วยยังไม่รู้ตัวหรอ” รามกล่าวออกไปด้วยรอยยิ้มส่วนทั้งสี่ที่ได้ยินคำพูดของรามก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะรู้เรื่องพวกนี้ด้วย
“เห้อ~ สีหน้าแบบนี้คงไม่เชื่อซินะครับงั้นลองไปที่ดาดฟ้ากัน” ว่าแล้วรามก็เดินออกจากห้องนำทางทั้งสี่ขึ้นไปดาดฟ้าอพาร์ทเม้นท์ เมื่อทั้งสี่มองลงไปด้านล่างก็หน้าซีดเพราะสิ่งที่คนตรงหน้ากล่าวนั้นเป็นความจริงด้านล่างนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มติดอาวุธจำนวนประมาณ 30 กว่าคนได้ ในตอนนี้เสือเริ่มนึกเสียใจที่พาเพื่อนของเขามาหารามแถมยังนำความเดือดร้อนมาให้รามอีก
“ผะ ผมขอโทษครับนายน้อย ผมแค่ไม่อยากให้เพื่อนอยู่อย่างหลบ ๆ ซ้อน ๆ ก็เท่านั้นเอง” เสือคุกเข่าลงอย่างรู้สึกผิด ส่วนรามนั้นจ้องมองไปยังเสือด้วยสายตาที่ราบเรียมพร้อมปล่อยแรงกดดันออกไปทำให้อีกสามคนที่ยืนอยู่ต่างคุกเข่าลงโดยอัตโนมัติราวกับมีอะไรกดทับ
“ก็ได้ ผมรับพวกคุณก็ได้ แต่จำไว้ผมไม่ได้คิดทะเยอทะยานหรืออยากมีอำนาจและถ้าไม่จำเป็นผมไม่อยากฆ่าคนซักเท่าไหร่”
ทั้งสี่คนไม่สามารถกล่าวอะไรได้แต่ภายในใจกลับเรื่องรู้สึกหวั่นเกรงกับคำพูดของคนตรงหน้า อายุแค่ 17 กลับสามารถพูดคำว่าฆ่าออกมาได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีคำว่าลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว
“คำตอบ”รามกล่าวถาม
“พวกเราตกลง” คมสันเป็นตัวแทนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย
“งั้นใส่นี่ซะมันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าพวกคุณเป็นคนของผม” รามกล่าวพร้อมโยนกำไลอักขระให้ทั้งสามใส่ทั้งสามสวมมันที่มืออย่างไม่ลังเลและก็เหมือนภาพฉายม้วนเดียวกับตอนที่เสือเห็นเรื่องพวกนี้ครั้งแรก กำไลเรืองแสงก่อนจะกลายเป็นรอยสักรูปสิงห์ที่ข้อมือของทั้งสาม
“นายน้อยทำได้ยังไงครับ” หาญกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นกับเรื่องรามพวกนี้ หาญนั้นเป็นหนึ่งในหน่วยข่าวกรองที่ฝีมืดีที่สุดเขาเชี่ยวเรื่องการเขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูลเป็นอย่างมาก แต่เมื่อมาเจอเรื่องเหนือจากกฏเกณฑ์แบบนี้ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นไม่ได้เช่นกัน
“ไว้ผมบอกวันหลังแล้วกัน แล้วก็เรื่องต่อไปนี้อย่าไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาดไม่งั้นตาย!” รามกล่าวไม่ได้มองไปยังทั้งสามแต่กลับมองไปยังยอดตึกที่อยู่ไม่ไกลออกไป ดวงตาของรามเปลี่ยนเป็นสีเขียวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของธาตุพฤกษา
แวมไพร์ที่ถูกส่งมาคุ้มครองรู้สึกเสียวสันหลังเมื่อจ้องมองไปยังบุคคลที่พวกมันต้องคุ้นครอง “อะไรกันความรู้สึกที่เหมือนตายไปแล้วนี่!”
“อิย้าห์~ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก ช่างเป็นสายตาที่เร่าร้อนอะไรเช่นนี้ ริสาอยากเข้าไปกัดคอแกร่ง ๆ นั่นเสียจริง”
“…..เห้อ~ จะตายแล้วยังจะมาหื่นอีก ทำไมนายน้อยต้องให้ข้ามาทำงานกับหล่อนด้วยเนี่ย” ชายเพียงหนึ่งเดียวที่ต้องรับทำหน้าที่นี้บ่นออกมาด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะจ้องมองดูว่าคนที่นายน้อยมันต้องคุ้มครองจะทำยังไงต่อไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ด้านล่างหน้าอพาร์ทเม้นท์ในเวลานี้เต็มไปด้วยกลุ่มคนติดอาวุธจำนวนมาก น่าแปลกใจที่ไม่มีการตั้งวงเหล้าด้านล่างอาคารแม้แต่น้อยราวกับว่าตอนนี้ทุกคนต่างพร้อมใจกับเข้าห้องล๊อกปิดประตูนอนกันอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่านั่นเป็นฝีมือของรามนั่นเอง รามรู้ตัวตั้งแต่ที่เสือเข้ามาในห้องพร้อมกับเพื่อนทั้งสามของเขาแล้ว ในตอนนั้นรามรู้ถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งและก็เป็นอย่างที่คิด ในระหว่าที่กำลังสนทนาในห้อง รามก็สร้างอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทำให้ทั่วทั้งบริเวณไร้ซึ่งผู้คนนั่นเอง
“เอหนึ่งเตรียมบุกควบคุมตัว เอสองเคลียร์”
“เอสองเคลียร์กำลังเตรียมบุกขึ้นอาคาร เห้ย! อะไรวะ อ้าก!!”
“เอสองตอบด้วย เกิดอะไรขึ้น เอสองตอบด้วย” เอหนึ่งพยายามติดต่ออีกฝ่ายปต่ก็ได้ยินแค่เสียงซ่าตอบกลับมาเท่านั้น
ติ้ง ๆ เสียงเลือดหยดกระทบกันวิทยุสื่อสารเป็นทางยาว ร่างของชายที่ติดต่อประสานระหว่างหน่วยเอหนึ่งและเอสองถูกของแหลมคมแทงไปทุกส่วนของร่างกาย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวรามกับเจอสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของมัน รอบ ๆ ยังปรากฏร่างนับสิบที่นอนตายกันอย่างเกลื่อนกราด ร่างไร้ลมหายใจของเหล่าหน่วยพิเศษต่างถูกของแหลมมีคมแทงทะลุอย่างสยดสยอง รามยืนมองร่างทั้งสิบด้วยแววตาเย็นชาต่างจากทั้งสี่คนที่หน้าซีดเป็นไก่ต้มแม้พวกเขาจะเคยสังหารคนมานับไม่ถ้วยแต่การสังหารอย่างเด็ดขาดและโหดเหี้ยมแบบนี้พวกเขาพึ่งเคยเห็น
“เอาละ มาจบเรื่องราวกันดีกว่า รามกระทืบเท้าครั้งหนึ่งพร้อมกับปรากฏวงเวทย์สีเขียวขนาดใหญ่บนท้องฟ้า “พฤกษาทมิฬ” สิ้งเสียงของรามก็ปรากฏรากไม้สีดำสนิทเลื้อยออกมาจากวงเวทย์รากไม้เส้นหนึ่งเลื้อยมาคลอเคลียรามก่อนครู่หนึ่งก่อนจะตรงไปจัดการศัตรูของมันต่อ
ในค่ำคืนที่จันทร์ทอประกายชายหนุ่มอายุ 17 ปีนั่งอยู่ริมดาดฟ้าดวงตาสีเขียวเปล่งประกายจ้องมองเหล่ารากไม้จัดการกับคนที่คิดร้ายต่อคนของเขา เสียงร้องอ้อนวอนของความช่วยเหลือและหวาดกลัวดังออกมาไม่ขาดสายแม้จะรู้ว่าแต่ละคนต่างได้รับคำสั่งจากเบื่องบน บางคนมีลูกมีครอบครัวต้องดูแลแต่ใครจะสนละ หากทำให้เขาและคนของเขาเดือดร้อนก็ต้องเตรียมใจที่จะทิ้งชีวิตไว้ด้วย
ผ่านไปราว 20 นาทีเรื่องทุกอย่างก็เสร็จสิ้งพร้อมกับรากไม้ได้โยนคน ๆ หนึ่งมานอนต่อหน้ารามซึ่งทั้งสี่คนนั้นรู้ดีว่ามันเป็นใครสายตาที่โกรธแค้นประทุออกมาจากแววตาของทั้งสี่อย่างเห็นได้ชัด
“ขอบใจมากนะ ช่วยเคลียร์พื้นที่ด้วย ไม่เอาน่าไว้จะเรียกออกมาใหม่นะ” รากไม้ดูเหมือนจะงอนรามนิดหน่อยก่อนจะรับคำรามพร้อมกับจัดการคราบเลือดและเศษซากมนุษย์จนพื้นที่เหมือนไม่เคยเกิดเหตุการณ์นองเลือดมาก่อก่อนที่มันจะกลับเข้าไปในวงแหวนเวทย์ไป
“จัดการกันเองนะครับ ผมขอตัวไปนอนก่อนพรุ่งนี้ผมมีเรียน” ว่าแล้วรามก็เดินลงไปดาดฟ้าทันทีก่อนที่จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังเล็ดลอดออกมาจากดาดฟ้าอพาร์ทเม้นท์แน่นอนละรามได้ให้ยาฟื้นฟูกับเสือไปด้วยขวดหนึ่งด้วย
‘เจ้าหนูนับวันเอ็งจะเผยไพ่ในมือมากเกินไปแล้วนะ” เสียงของเฟลดังขึ้นมาในหัวของราม
“ไม่หรอกครับ ลุงก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ความสามารถทั้งหมดของผมซักหน่อย”รามกล่าวตอบเฟลไป
“เหอ ๆ ก็จริงของเจ้า ถ้าเจ้าเอาจริงขึ้นมาข้าว่าคงได้ลบอาณาจักร ๆ หนึ่งไปแน่ ๆ ” เหลกล่าวด้วยความขบขัน
รามที่ได้ฟังเฟลพูดก็ไม่กล่าวอะไรต่อเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยดวงตาของเขากลับมาเป็นสีน้ำตาลดังเดิมด้วยเวทย์ปกปิดก่อนจะเข้าห้องนอนและหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
แต่ทว่ารามยังไม่รู้ว่าเขาได้สร้างความหวาดกลัวและประทับใจให้กับแวมไพร์ที่ถูกส่งมาคุ้มครองรามอย่างช่วยไม่ได้เสียแล้ว