Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 68 ออกเดินทางสู่เมืองทาทารัส
[ยังไม่ได้ตรวจคำผิด+เกลาคำ]
หลังจากที่รามซื้อคฤหาสน์พร้อมทั้งเริ่มวางรากฐานของเขาที่โลกใบนี้กาลเวลาก็หมุนผ่านใกล้ถึงวันที่รามต้องเดินทางร่วมกันแอเรียลและไพร์คสำหรับเควสสำรวจดันเจี้ยนทะเลทรายซูรีม่า
ปัง! ตูม! เสียงการปะทะกันของอาวุธดังขึ้นเป็นเวลาปกติในช่วงเช้าของทุกวัน ร่างแข็งแกร่งตามฉบับนักรบหวดขวานใส่ร่างชายหนุ่มผู้เป็นนายของมัน ข้าง ๆ มีพ่อบ้านที่สวมแว่นที่ได้รับการซ่อมแซมแล้วถือผ้าไว้สองผืนพร้อมกับสายตาจ้องมองดูล๊อกเก็ตนาฬิกา “นายท่านได้เวลาอาหารเช้าแล้วขอรับ” เสียงของพ่อบ้านดังขึ้นทำให้สองหนุ่มหยุดการซ้อมฝีมือทันที ทั้งสองคนเดินไปยังพ่อบ้านก่อนจะหยิบผ้ามาเช็ดใบหน้าเพื่อระบายเหงื่อไคลที่ไหลออกมาจากการออกแรง “น้ำขอรับนายท่าน” หลังจากที่ทั้งสองคนเช็ดหน้าเสร็จพ่อบ้านก็ยื่นน้ำให้นสยของเขาก่อนจะนำไปให้คู่ซ้อม
“ฝีมือดีขึ้นนะ” รามกล่าวกับอนาคินออกไปหลังจากที่ดื่มน้ำเสร็จ
“ข้านั้นยังอ่อนหัดยิ่งเทียบนายท่านไม่ได้ซักนิดเดียว” อนาคินกล่าวอย่างถ่อมตน
ตั้งแต่ที่รามย้ายออกจากบ้านของอาราสตัวเขาเขาก็ได้ฝึกซ้อมกับอนาคินทุกวัน รวมถึงตอนนี้เขาได้เปิดธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมภายในเมืองซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นั่นเพราะอาหารที่แปลกตาและรสชาติที่อร่อยกว่าแาหารร้านอื่น ๆ แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือตั้งแต่ที่คนรู้ว่าพืชผักที่เหล่าสัตว์อสูรกินกันนั้นสามารถรับประทานได้ อาหารการกินในเมืองก็เริ่มหลากหลายมากขึ้น รวมถึงความแข็งแกร่งของเหล่าจอมเวทย์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะพืชบางชนิดจะมีพลังเวทย์อัดแน่นไว้อยู่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งก็มาจากร้านอาหารของรามที่เป็นคนริเริ่ม แม้จะมีคนออกมาให้ร้ายแต่มันก็เป็นเพียงแค่คำโกหกของคนขี้อิฉฉาเท่านั้น
ส่วนด้านของอารามก็ยังให้ลุงเฟลไปเป็นอาจารย์ส่วนตัวเช่นเดินแต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือซิกส์นั้นก็กลายเป็นอาจารย์ขององค์ชายเลโอซะได้! ส่วนเรนนั้นก็เลือกไวท์ทาสที่รามประมูลไม่ได้ไปสอนตัวต่อตัวเช่นกัน ตอนนี้คนที่อยู่กับรามก็เหลือเพียงเกรัสเท่านั้น
“ขออภัยเจ้าค่ะนายท่านมีคนมาขอพบเจ้าค่ะ พวกเขาบอกว่าเป็นสหายของนายท่านตอนนี้ฟิสกำลังรับหน้าอยู่เจ้าค่ะ” ในขณะที่รามกำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่เดซี่ก็เดินเข้ามาบอกกล่าวกับราม
“หืม? พวกนั้นได้แจ้งชื่อหรือไม่” รามวางช้อนตักโจ๊กก่อนจะกล่าวถามออกไป
“พวกเขาแจ้งว่าชื่อแอเรียลและไพร์คเจ้าค่ะนายท่าน”
“อืมพวกนั้นนั่นเอง ไม่เป็นไรให้พวกเขาเข้ามา พวกเขาเป็นสหายของข้าเอง”
“รับทราบเจ้าค่ะ” เดซี่โค้งหัวให้รามก่อนจะเดินออกจากห้องอาหารไป รามหันไปบอกกับพ่อบ้านซุนให้เตรียมอาหารเพิ่มอีกสองที่เพราะดูแล้วอีกฝ่ายคงยังไม่ได้กินอะไรมาแน่ ๆ พ่อบ้านซุนโค้งหัวให้รามก่อนจะเดินไปสั่งเมดที่อยู่ภายนอกห้องอาหาร
“ไง! รามไม่เจอกันนาน” ไฟร์คเดินเข้ามาในห้องอาหารพร้อมกล่าวทักทายราม
“นั่นซิคะ ไม่น่าเชื่อไม่เจอกันเพียงสัปดาห์เดียวเจ้ากลับเป็นเจ้าของกิจการที่มีชื่อเสียงท่สุดในเมืองซะแล้ว” แอเรียลยกพัดปิดปากตัวเองพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขบขันเล็กน้อย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า แค่เล็กน้อยเท่านั้นแหละว่าแต่ทานอะไรมารึยัง หากยังแล้วพวกเจ้าไม่มาร่วมโต๊ะกับข้าละ” รามกล่าวชวน
“โอ้ งั้นข้าไม่เกรงใจแล้วกัน” ไพร์คกล่าวจบก็นั่งลงทันที แอเรียลเองก็เช่นกัน เมดรู้งานตักอาหารให้แขกทั้งสองทันที
หลังจากที่รับประทางอาหารกันเสร็จทั้งหมดก็มานั่งพูดคุยถึงเควสที่ต้องทำร่วมกัน “สรุปคือเดินทางโดยรถม้างั้นรึ?” รามกล่าว
“อืม เมืองที่เราต้องไปคือเมืองกลางทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในทวีป เมืองทาทารัส เส้นทางการไปที่นั้นเต็มไปด้วยอันตรายทั้งจากสัตว์อสูรทะเลทรายรวมถึงสภาพอากาศที่ผันผวนด้วย แต่ใช่ว่าจะไม่มีเส้นทางซะทีเดียว วันนี้ช่วงสายรถม้าที่จะออกเดินทางไปยังเมืองทาทารัสก็จะออกเดินทางพวกข้าเตรียมตัวพร้อมแล้วก็คงเหลือแต่เจ้านั่นแหละ”แอเรียลหล่าวอธิบายกับราม
“อืม…หากเดินทางโดยรถม้าทั้งเสบียงและน้ำดื่มจ้องพกไปเป็นจำนวนมาก ข้าว่าข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้น”รามกล่าวด้วยรอบยิ้ม
“วีธีที่ดีกว่า? หรือว่าจะขี่สัตว์อสูรไป เป็นไปไม่ได้หากเป็นอสูรระดับต่ำได้ตายตั้งแต่เข้าเขตทะเลทรายทาทารัสแล้ว” ไพร์คกล่าวควาจริงที่เจ็บปวดออกไป
“เชื่อมั้นข้าเถอะ ข้าขอเวลาครู่หนึ่งไปเจอที่ประตูทิศเหนือก็แล้วกัน หากขาดเดาไม่ผิดเส้นทางที่จะเดินทายไปยังเมืองทาทารัสต้องใช้เส้นทางเหนือใช่หรือไม่”
“ใช่ต้องใช้เส้นทางด้านทิศเหนือในการเดินทาง งัเนพวกข้าไปรอเจ้าก่อนก็แล้วกัน” ไพร์คกล่าวจบก็พาแอเรียลไปรอยังจุดนัดหมายทันที ส่วนรามก็เดินไปหาพ่อบ้านให้เรียกไวท์และอนาคินมาหาเขาก่อน
“เรียกพวกข้ามีอะไรให้พวกข้ารับใช้งั้นรึขอรับนายท่าน” ไวท์คุกเข่าลงต่อหน้าเรามรวมถึงอนาคินด้วย
“พอดีข้าต้องเดินทางไปยังเมืองทาทารัส เพราะงั้นทางนี้ข้าฝากพวกเจ้าด้วย หากเกินเหตุไม่คาดฝันจงบีบสิ่งนี้ มันจะทำให้เวทย์อณาเขตผ้องกันทำงาน ข้าไว้ใจพวกเจ้าทั้งสองอย่าทำให้ผิดหวังละ”
“พวกข้าจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดขอรับ” อนาคินรับหินผนึกมาก่อนจะเก็บไว้ในแหวนอักขระอย่างมิดชิด
“ดี ข้าคงต้องออกเดินทางแล้ว ไว้หากทุกอย่างลงตัวข้าจะพาพวกเจ้าไปลงดันเจี้ยนเพื่อฝึกประสบการณ์”รามกล่าวจบก็เดินจากไปทันทีโดยไม่ได้สังเกตุแววตาที่ตื่นเต้นจากทั้งสองคน
หลังจากที่รามฝากฝังงานไว้ให้ทุกคนเรียบร้อยแล้วเขาก็ตรงไปยังวังหลวงทันที “หยุด! นี่เป็นเขตพระราชวังผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมิสามารถเข้าไปได้!” รามที่ได้ยินก็ยื่นตราสำหรับผ่านเข้าออกให้ทหารยามดู
“ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทขอรับ” ทหารยามเมื่อเห็นตราก็ปล่อยให้ผ่านทันที รามตรงไปยังวังขององค์ชายเลโอทันที
“99,998 99,999 100,000” เลโอที่กำลังถอดเสื้อวิดพื้นโดยใช้แค่ปลายนิ้วชี้นเท่านั้นเหงื่อใคลจากการออกกำลังกายไหลออกมาเป็นสาย ความจริงเลโอไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้แต่เพราะหลักสูตรการฝึกของซิกส์ที่ทั้งเข้มงวดและดุเดือดทำให้ร่างกายของเลโอต้องแข็งแกร่งขึ้น
“ไง พึ่งฝึกเสร็จงั้นรึ” รามยืนพิงเสากล่าวออกไป
เลโอกระโดดตีลังกาก่อนจะหันไปยิ้มให้ราม รามส่ายหน้าเบา ๆ เขาไม่ค่อยไหวกับสหายคนนี้ซักเท่าไหร่ทั้งบ้าพลังและดีเดือดแต่ยังคงมีหัวคิดอยู่ “เอ้าผ้า”
หมับ! “ขอบใจสหาย ว่าแต่เจ้าเข้ามาในวังมีปัญหาอะไรงั้นรึ” เลโอเอาผ้าเช็ดใบหน้าก่อนจะกล่าวออกไป
“อ๋อ ข้าเพียงแค่จะมาบอกว่าข้าต้องเดินทางไปทำเควสที่เมืองทาทารัสซักระยะหนึ่งในระยะเวลานั้นซิกส์อาจจะไม่สามารถมาสอนเข้าได้ก็เท่านั้นเอง”
“เห้อ~ นี่ถ้าข้าไม่ติดภารกอจของท่านพ่อข้าคงขอไปด้วยแน่ ๆ ขอให้โขคดีสหายข้า” ทั้งสองกล่าวคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่รามจะตรงไปยังคฤหาสน์ของอาราสเพื่อบอกกล่าวเช่นเดียวกันเก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ
“รอนานหรือไม่” รามเดินไปหาแอเรียลและไพร์คที่นั่งรออยู่
“ไม่เลยไปงั้นไปที่ที่รถม้ากันเถอะ” แอเรียลกำลังจะพาทั้งสองไปยังรถม้าแต่ผมว่ารามก็ขัดไว้เสียงก่อน
“ไม่ต้องหรองข้ามีเว้นทางที่ดีกว่า” ปรี๊ดด!! รามเป่านกหวัดเรียกอินทรีย์ที่เขาเคยใช้เดินทางมายังเมืองหลวงอารากอนไม่นานก็ปรากฏร่างของอินทรีย์ขนาดยักษ์ขึ้นเหนือเมืองหลวงสร้างความแตกตื่นให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก ทหารรักษาประตูเตรียมเข้าสู่โหมดต่อสู้ทันที
“อินทรีย์นั่นอย่าบอกนะว่า!!” แอเรียลมองรามด้วยสายตาที่ตื่นตะลึง แรร์ไอเทมสำหรับสายเดินทางไม่มีใครไม่รู้จักนกหวีดเรียกสัตว์อสูร
“ใช่เราจะเดินทางโดยเจ้านี่แหละ” รามหันไปยิ้มกับไพร์คและแอเรียวก่อนจะจ้องมองไปบนฟ้าที่เซริวบินวนอยู่ก่อนมันจะค่อย ๆ ล่อนลงจอดอย่างช้า ๆ