Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 70 เมืองทาทารัส
[เพื่ออรรถรสในการอ่านเปิดเพลงดนตรีแนวอาหรับไปด้วยนะขอรับ]
คลื่น~ เสียงกรีดร้องของอากาศดังไปทั่งทั้งผืนฟ้าเหนือทะเลทรายทาทารัส อินทรีย์วายุทั้งสามตัวทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่คงที่สถานที่มันมุ่งหน้าไปคือเมืองกลางทะเลทรายทาทารัส ด้วยเพราะการเดินทางในวันนี้ไม่ได้เร่งรีบอะไรมากมายทำให้ทั้งสามคนยังคงสนทนากันได้อย่างสบาย ๆ
“แอเรียล เมืองทาทารัสมันเป็นเมืองยังไงงั้นหรอ” รามกล่าวถามด้วยความสนใจเพราะแอเรียลเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่เคยไปเมืองทาทารัสนั่นมาแล้ว
“อืม…มันเป็นเมืองที่สวยงามมากผู้คนมีการแต่งกายเฉพาะตัว และเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าร่ำรวยที่สุดเพราะตลอดสองข้างทางต่างเต็มไปด้วยอัญมณีเวทย์ที่หายากวางขายกันเกลื่อนกลาด”
“หืม? แล้วไม่มีขโมยงั้นรึ” รามกล่าวถามด้วยความสงสัยหากบอกว่ามันมีวางขายกันเกลื่อนถนนนั่นก็แสดงว่าย่อมมีการขโมยกันอย่างแน่นอน
“มีซิแต่มีน้อยมาก เพราะเจ้าเมืองนี้ดูแลประชาชนอย่างดีทำให้ไม่มีขอทานหรือคนเร่ร่อนแม้แต่คนเดียว เพราะทางเจ้าเมืองจัดสรรทุกฝ่ายทั้งด้านการเกษตรและด้านปศุสัตว์อย่างดีสุด ๆ เลยละ อาจจะบอกได้ว่าเป็นเมืองเดียวที่กินพวกพืชผักที่คนอื่น ๆ ไม่กินกัน ไม่ซิตอนนี้ไม่ได้มีแค่เมืองทาทารัสยังมีเมืองที่พวกเราอยู่ด้วยอีกแห่ง” แอเรียลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจและมีความสุขจนรามอดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้
“อืม ชักอยากเห็นเร็ว ๆ แล้วซิ” รามยกยิ้มขึ้นก่อนจะบอกให้เซริวเริ่มเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อย
อินทรีย์วายุทั้งสามตัวบินไปได้ซักพักก็ถึงสถานที่เรียกว่าหุบเหวไลก้า มันคือหุบเหวลึกที่กั้นรัหว่างทะเลทรายทั้งสองแห่ง แม้จะเป็นหุบเหวลึกแต่ก็ยังคงมีสะพานที่สร้างไว้สำหรับเหล่าพ่อค้าและนักเดินทางเพื่อข้ามหุบเหวแห่งนี้ ภาพของผืนทรายที่ร่วงหล่นลงไปใต้หุบเหวนั้นมันช่างสวยงามและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
“ธรรมชาติมันยิ่งใหญ่จริง ๆ ” รามอดไม่ได้ที่จะกล่าวแบบนั้นออกมาเพราะมันคือความจริงหากเทียบตัวของมนุษย์กับธรรมชาติแล้วย่อมเป็นเหล่าธรรมชาติที่อยู่จุดสูงสุดหากบอกว่ามนุษย์คือสัตว์ที่ประเสริฐที่สุด แต่ผู้ที่กำหนดความเป็นไปของชีวิตคือธรรมชาติหากทำคุณ มันก็จะมอบคุณกลับแต่หากทำในสิ่งที่เป็นโทษ ธรรมชาติจะไม่เอาคืนมนุษย์ตอนนั้นแต่มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์แทน
“ข้ามหุบเหวนี่ไปก็เห็นเมืองแล้วรีบกันเถอะ ดูเหมือนจะมีเจ้าโง่อยากลงดันเจี้ยนใจจะขาดแล้วมั้ง”แอเรียลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขำขัน
“เธอว่าใครโง่กันห๊ะ!” ไพร์คที่ได้ยินก็คิ้วกระตุกเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ส่วนแอเรียลก็ทำเป็นหูทวนลมมองไปทางอื่นราวกับว่าไพร์คไม่มีตัวตน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอาเถอะถ้าถึงแล้วก็รีบไปลงทะเบียนก็สิ้นเรื่องข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าดันเจี้ยนแห่งนั้นจะเป็นลักษณะยังไง”รามหัวเราะลั่นพร้อมกล่าวออกไป
ทั้งสามบินข้ามหุบเหวไปอย่างไม่ยากลำบากแม้จะมีลมแรงแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้สำหรับอินทรีย์วายุทั้งสามตัว
‘หืม? แปลกความรู้สึกแบบนี้มันเหลือนกับของพวกลุงเลยนิ’ ในขณะที่รามอยู่กลางหุบเหวแม้ภายใต้นั้นจะมืดมิดแต่ความรู้สึกของเขาบอกได้ว่าข้างล่างนั้นต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่ ๆ
‘ไว้ค่อยมาสำรวจก็แล้วกัน’ รามคิดแค่นั้นก่อนจะตั้งใจมองไปข้างหน้าเพราะเขาเริ่มเห็นเมืองแล้วนั่นเอง
ภายใต้ความมืดมิดของหุบเหวไลก้า เปลือกตาของสิ่งมีชีวิตบางอย่างได้เปิดตาขึ้นอย่างช้า ๆ ‘ข้าคงไม่ได้รู้สึกไปเองซินะ เหล่าสหายของข้า’ ดวงตาของมันจ้องมองไปยังเหนือหุบเหวที่มืดมิด มันได้จำศีลอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาอย่างยาวนาน ความจริงมันรักษาตัวเร็วกว่าตนอื่น ๆ มากแต่ที่มันยังไม่จากไปไหนก็เพราะมันได้เฝ้าสิ่งของสิ่งหนึ่ง และสิ่งนั้นก็คือหนึ่งในไอเทมไร้สีหรือไร้ระดับที่รามต้องรวบรวมในเควสส่วนตัว น้ำสีฟ้าครามที่ใช้เวลากว่า 10,000 ปีกว่าจะได้ 1 หยด น้ำที่สามารถทำให้เกิดสงครามได้เพียงแค่หยดเดียวเท่านั้น น้ำตาเทพธิดา ไอเทมไร้ระดับและเป็นหนึ่งในไอเทมที่แม้แต่เหล่าทวยเทพยังหวั่นเกรง ว่ากันว่าเพียงแค่หยดเดียวสามารถฟื้นฟูโลกทั้งโลกที่เคยแห้งแล้วให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ในพริบตา
“เห้อ~ ช่างเถอะหากข้าเจอคนที่คู่ควรกับสิ่งนี้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราคงได้พบกันสหายของข้า” ดวงตาสีเหลืองทองปิดลงอีกครั้ง แล้วความเงียบและความมืดมิดก็กลับมาสงบอย่างรวดเร็ว…
“วู้~ ช่างเป็นเมืองที่สวยอะไรอย่างนี้” รามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตาตื่นใจเพราะภาพที่ปรากฏต่อหน้าของรามคือสถาปัตยกรรมสไตล์อาหรับที่เขาเคยเห็นในภาพที่โลกของเขา ไม่ใช่เพียงเท่านั้นด้วยความที่เมืองทาทารัสติดแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำอาลีนั่นจึงทำให้เกิดการเพาะปลูกเป็นวงกว้าง รวมถึงการเลี้ยงสัตว์อสูรด้วยเป็นอาชีพด้วย และก็สมชื่อกับเมืองที่ร่ำรวยที่สุดอย่างแท้จริงแม้ขนาดลานจอดสัตว์อสูรยังสร้างไว้อย่างหรูหรา ด้วยเพราะเป็นเมืองกลางทะเลทรายการเดินทางโดยรถม้านั่นถือว่าสำคัญแล้ว แต่การเดินทางที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเดินทางบนฟากฟ้าโดยใช้สัตว์อสูรหรือแม้แต่อุปกรณ์เวทย์อย่างพรมที่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้ก็มีเห็นทั่วไปในเมืองแห่งนี้ หากในโลกของรามก็คงมีเพียงแต่ในนิทานปรัมปราเท่านั้น
ในความจริงมันไม่สมควรเรียกว่าเมืองทาทารัสแม้แต่นิดเดียวด้วยความใหญ่โตและกว้างขวางของเมืองแห่งนี้ควรเรียกว่านครเสียมากกว่า
รามพาเซริวตรงไปยังที่จอดสัตว์อสูรแห่งหนึ่งโดยคราวนี้มีแอเรียลเป็นคนนำทาง ลานจอดสัตว์อสูรแห่งนั่นมันกว้างขวางพอให้อินทรีย์ว่ายุทั้งสามตัวล่อนลงจอดได้อย่างสบาย ๆ กันเลยทีเดียว
คนที่ดูแลลานจอดสัตว์อสูรเมื่อเห็นอสูรหายากและระดับสูงกำลังบินมายังที่จอดที่มันดูแลก็รีบกระตือรือร้นคอยให้ความสะดวกแก่พวกของรามทันที เมื่อเซริวลงจอดเรียบร้อยแล้วรามก็กระโดดลงจากหลังของมันทันที คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน เมื่อเห็นพวกของรามลงจากหลังสัตว์อสูรแล้วคนที่ดูแลลานแห่งนี้ก็รีบเข้าไปพูดคุยทันที
“ยินดีต้อนรับนายท่านสู่เมืองทาทารัสขอรับ ลานสัตว์อสูรของเรายินดีให้บริการขอรับ”
“อ่าห์ ว่าแต่จะเข้าเมืองต้องมีตรวจสอบอะไรหรือไม่” รามกล่าวถามออกไป
“มีขอรับนายท่านต้องแสดงบัตรของธนาคารกลางหรือหากเป็นนักผจญภัยต้องยินยอมรับข้อกำหนดที่จะไม่สร้างปัญหาภายในเมืองแห่งนี้ขอรับ” รามที่ได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่ให้สร้างปัญหาภายในเมืองแต่หากปัญหามันมาหาพวกข้าเองท่านจะว่ายังไง” รามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ในน้ำเสียงยังแฝงความกดดันไว้ในนั้นด้วย
“เอ่อ..คือ”
“หากปัญหามาหาพวกท่าน พวกท่านสามารถกระทำได้ภายในกำหนดคือห้ามทำลายทรัพย์สินของทางเมืองไม่เช่นนั้นท่านและตัวปัญหาต้องเสียค่าปรับตามจำนวนที่ทำเสียหายขอรับ” เสียงของชายในชุดสไตล์อินเดียเดินเข้ามาหาพวกรามพร้อมตอบข้อสงสัยของราม
“ไม่ทราบว่าท่านคือใครงั้นรึ?” ไพร์คกล่าวถามคนมาใหม่ส่วนแอเรียลในตอนนี้เดินไปหลบอยู่หลังของไพร์คเรียบร้อย ไพร์คและรามเริ่มรู้สึกแปลกใจกับท่าทางของแอเรียลแต่ก็ต้องตื่นตะลึงเมื่อได้ยินสกุลและตำแหน่งของชายที่มาใหม่นั้น
“ขอภัยที่ข้าไม่ได้แนะนำตัว อาลีมัว วินตัลเฮล เป็นบุตรชายตนโตของเจ้าเมืองแห่งนี้ ออกมาหาพี่ชายได้แล้วมั้งน้องสาวของข้า แอเรียล”
=======