Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 73 ดันเจี้ยนซูรีม่า [II]
[ยังไม่ได้เกลาคำ+ตรวจคำผิด]
ลานหน้าทางเข้าดันเจี้ยนซูรีม่าในตอนนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงัดแม้แต่กลุ่มคนที่ล้อมไพร์คและแอเรียลยังไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว
“เจ้าบอกว่าให้พวกข้าคลานเข้าไปเลียเท้าเจ้าไม่ใช้รึ! อย่าทำเป็นสำออยโดนแค่นี้ยังไม่เทียบเท่าการดูถูกสหายของข้า ดูถูกกิลด์ที่ข้าอยู่!” รามยกเท้าออกก่อนจะเตะเสยปลายคางของอีกฝ่ายจนกระเด็นไปไกลถึงสามเมตร
“หึ กระจอกว่ะ พวกเก่งแต่ปากข้าอยากรู้เสียจริงนี่หือนักผจญภัยระดับ S ที่เก่งกาจ ที่แท้ก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่ดีแต่เห่าละวะ ถุ้ย!” รามกล่าวจบก็เดินกลับไปรวมกับพวกแอเรียวและไพร์คทันที
“ข้าไม่คิดจะได้เห็นมุมแบบนี้ของเจ้านะราม” ไพร์คกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เห้อ~ โทษทีนิสัยเสียของข้ามันก็เป็นแบบนี้แหละแถมยังไม่รู้ว่าจะแก้หายรึปล่าว” รามสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อปรับอารมณ์ของตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกล่าวตอบกลับไพร์ค
“เหอ ๆ ช่างมันเถอะป่ะเข้าไปสำรวจดันเจี้ยนกันเถอะ” แอเรียลตัดบทก่อนจะพาทั้งหมดเดินเข้าไปในดันเจี้ยน ระหว่างทางเดินไม่มีแม้แต่คนเดียวขวางทางพวกของรามเลย จนพวกรามหายเข้าไปในดันเจี้ยนคนภายนอกก็เริ่มบทสนทนากันอย่างออกรสชาติ ไม่มีใครเห็นใจพวกกิลด์อาชูร่าแม้แต่คนเดียว แต่ละคนต่างจ้องมองคนของกิลด์ดังกล่าวด้วยสายตาที่สมเพช หาเรื่องคนอื่นแต่สุดท้ายเป็นตัวเองที่ร่วงเองซะงั้น เรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นเรื่องที่น่าขันไปอีกนาน
กลับมาที่พวกรามที่ตอนนี้เข้ามาในบริเวณชั้นแรกของดันเจี้ยนแล้ว รอบ ๆ พวกของรามเต็มไปด้วยค่ายพักแรมของปาร์ตี้ต่าง ๆ เต็มพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ขายของสำหรับสิ่งที่ล่ามาได้
“ข้าสงสัยมาตั้งแต่ที่เจ้าชวนพวกข้ามาลงดันเจี้ยนแห่งนี้แล้ว เข้าต้องการอะไรกันแน่แอเรียล” รามกล่าวสิ่งที่สงสัยออกไป
“เอ่อ…เห้อ~ บอกก็ได้ ข้าต้องการผ้าไหมที่ดรอปจากบอสของชั้นที่สอง แหะ ๆ เห็นแบบนี้ข้าเป็นคนที่ชื่นชอบพวกผ้าเป็นอย่างมากและที่สำคัญ อัตราการดรอปของมันน้อยมากแถมบอสก็ยังแข็งแกร่งสุด ๆ ด้วย” แอเรียลกล่าวตอบราม
“อืม…แค่นี้งั้นรึ” รามกล่าวถามเพื่อความแน่ใจ
“อืม แค่นี้จริง ๆ เจ้าก็รู้ข้าเป็นนักเวทย์สายซับพอร์ตยังขาดคนทำดาเมจและป้องกันที่สูง ๆ ในตอนแรกเราเองก็หวังเพียงพึ่งไพร์คเท่านั้นแต่ความรู้สึกของเราบอกว่าให้ชวนเจ้ามาด้วย แค่นี้แหละ”
“อ่าห์ เข้าใจแล้ว งั้นเร่งเดินทางกันเถอะ” รามกล่าวตอบกลับแอเรียลออกไปก่อนจะให้แอเรียลนำทางพวกเขาไป ทั้งสามคนพุ่งตรงไปยังทางลงของชั้นนี้เพื่องลงไปจัดการบอสของขั้นที่สิงโดยเร็ว ความเร็วของแอเรียลนั้นไม่ได้รวดเร็วมากเท่าไหร่เพราะงั้นทั้งรามและไพร์คต้องชะลอความเร็วลงมากเพื่อไม่ให้แอเรียลพลังเวทย์หมดหรือเหนื่อยล้าเกินไป
มอนสเตอร์ในดันเจี้ยนชั้นที่ 1 ส่วนใหญ่จะเป็นไฮยีน่าซึ่งมันเหมาะมากสำหรับนักผจญภัยมือใหม่ แต่หากประมาทก็อาจจะทิ้งชีวิต ณ ที่แห่งนี้ได้ แม้จะเป็นมอนสเตอร์ระดับต่ำแต่ด้วยพลังกัดของมันนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากหากไม่ระวังอาจจะตายภายใต้คมเขี้ยวของมันได้
ระหว่างทางก็มีไฮยีน่าโจมตีกลุ่มของรามบ้างเป็นประปรายแล้วส่วนใหญ่พวกมันก็จะตกตายภายในดาบเดียวของไพร์มหรือไม่ก็กระสุนเวทย์มนต์ของราม อาวุธที่รามนำออกมาใช้คือปืนพกเวทย์มนต์ที่ทำงานโดยใช้การอัดบีบพลังเวทย์เป็นกระสุนเวทย์ ปัง!หัวของไฮยีน่าระเบิดออกพร้อมกับมีแสงบางอย่างลอยเข้ามาในร่างกายและบัตรนักผจญภัยของราม
“ราม! อาวุธอะไรทำไมพวกข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” ไพร์คที่ตัดหัวของไฮยีน่าตัวสุดท้ายเสร็จก็หันมากล่าวถามรามด้วยความสงสัยและตื่นเต้น โดยเฉพาะแอเรียลที่ตอนนี้ดวงตาเป็นประกายกับอาวุธของราม
“มันเรียกว่าปืนเวทย์มนต์น่ะ มันมีชื่อว่ากิม ส่วนวิธีใช้ขอไม่บอกนะ หึหึ” รามกล่าวพร้อมกลั้นหัวเราะไปด้วยกับท่าทางเหมือนเด็กเจอของถูกใจ
“ชิ! งั้นเดินทางต่อกันเถอะ ใกล้ถึงห้องบอสชั้นที่ 1 แล้ว” แอเรียลกล่าวด้วยความขัดใจก่อนจะเร่งเดินทางกันต่อ ในระหว่างทางเรียกได้ว่าแอเรียลไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะรามและไพร์คเป็นคนจัดการมอนสเตอร์เกือนทั้งหมด มีบางตัวเท่านั้นที่แอเรียลขอจัดการด้วยตัวเอง
“ถึงแล้วนี่แหละหน้าห้องบอส” ทั้งสามคนเดินทางมาถึงห้องห้องบอสของชั้นที่ 1 ประตูของมันดูเหมือนสร้างจากทรายพร้อมบนลายประตูยังมีลายสลักภาพของไฮยีน่าด้วย
“อืม…ดูจากคนแล้วสงสัยต้องรออย่างเดียวแล้วละ งั้นข้าจะไปหาที่ตั้งเต็นท์กันก่อนเธอะ ส่วนไพร์คและแอเรียลไปสอบถามดูว่าเหลืออีกกี่กลุ่มที่จะเข้าห้องบอส
“ได้ ไปฝากดูสถานที่ด้วยแล้วกัน”ไพร์คกล่าวก่อนจะพอแอเรียลไปสอบถามคนอื่น ๆ ที่รามกล่าวออกไปแบบนั้นเพราะที่หน้าห้องบอสมีคนรออยู่เป็นจำนวนมากดู จากที่รามลองประมวลดูน่าจะมีประมาณ 20 กว่าปาร์ตี้แถมยังมีกำหนดเรื่องเวลาเกิดของบอสด้วยคือ 1.30 นาที ไหนกว่าจะล้มบอสได้อีก ขึ้นชื่อว่าบอสแล้วมันต้องโหดกว่ามอนสเตอร์ปกติอยู่แล้ว
รามปล่อยเรื่องดังกล่าวให้ทั้งสองคนจัดการส่วนตัวเขาก็เดินหาพื้นที่เหมาะ ๆ ในพื้นที่บริเวณ 10 กิโลจากหน้าห้องบอสนั้นถือเป็นพื้นที่เซฟโซนเพราะงั้นไม่ต้องห่วงเรื่องมอนสเตอร์จะโจมตีเว้ยแต่บอสพิเศษจะเกินซึ่มมีโอกาศเกิดขึ้นน้อยมาก แล้วยิ่งในพื้นที่ชั้นที่ 1 แล้วด้วยแทบจะเป็นไปไม่ได้
“อืม..ต้นไม้นี้ก็ได้” รามยืนอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ที่ไม่หลงเหลือใบแม้แต่ใบเดียวและไร้ซึ่งชีวิต แต่รามสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณของต้นไม้ต้นนี้ยังไม่ตาย
‘ลุงว่าถ้าผมคืนชีพต้นไม้ต้นนี้จะเป็นอะไรรึปล่าว’ รามกล่าวถามเกรัสที่อยู่ในรอยสัก
‘ไม่มีอะไรต้องกังวล ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้าต้นไม้ต้นนี้ยังไม่ได้สูญสิ้นจิตวิญญาณไปเพราะเจ้าสามารถคืนชีพต้นไม่ต้นนี้ได้ แต่ทว่าข้ากังวลเล็กน้อยกับดันเจี้ยนแห่งนี้’
‘กังวล? กังวลเรื่องอะไรงั้นหรอครับลุง’
‘มันสืบเนื่องมาจากเมื่อก่อน ก่อนที่ข้าจะจำศีล ณ ที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นผืนทะเลทรายมาก่อน แต่ช่างเถอะข้าคงอาจจะคิดมากไปเองก็ได้’
รามที่ได้ฟังเรื่องดังกล่าวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะสบัดหัวไล้เรื่องไม่จำเป็นออกจากหัวของเขาไป รามเอามือของเขาทาบไปที่ลำต้นของต้นไม้ดังกล่าว แสงสีเขียวค่อย ๆ กระจายตัวจากตรงที่รามทาบมือ วงแหวนเวทย์สีเขียวสว่างปรากฏขึ้นต่อหน้าราม ดวงตาสีเขียวมรกตของรามมีประกายสีทองเล็กน้อย ไม่นานพื้นที่รอบ ๆ ตัวของรามก็กลับกลายเป็นผืนดินพร้อมกับหญ้าสีเขียวสดเริ่มงอกขึ้นมาจากผืนดิน ตาน้ำที่เคยแห้งขอดราวกับได้รับพลังแห่งชีวิต น้ำเริ่มผุดขึ้นมาจากใต้ปืนดินเป็นแอ่งน้ำที่สามารถให้คนใช้ดื่นกินได้อย่างไม่มีวันหมด ต้นไม้ใหญ่ที่ก่อนหน้าที่ไร้ซึ่งพลังชีวิตกลับกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาปกคลุมพื้นที่บริเวณโดยรอบ เหตุการณ์ดังกล่าวได้เรียกสายตาของนักผจญที่กำลังต่อสู้อยู่ให้เร่งมายังพื้นที่ดังกล่าวรวมถึงไพร์คและแอเรียลเองก็ด้วยแต่เมื่อพวกนักผจญภัยมาถึงก็ไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวรามกับมีอเไรขวางกั้นพวกเขาเอาไว้
“เกิดอะไรขึ้นทำไมพื้นที่แห่งนี้ถึงได้อุดมสมบูรณ์แบบนี้!!”
“จริง! พวกข้ายังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ตั้งแต่ที่ลงดันเจี้ยนแห่งนี้มาเลย!! ข้าอยากรู้จริงใครกับที่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ดั่งใจแบบนี้ ข้าจะขอเป็นศิษย์ของเขา!!”
หลากหลายคำพูดของเหล่าวนักผจญภัยต่างเต้มไปความตื่นเต้นบางคนก็ตื่นกลัวกับสิ่งดังกล่าว ส่วนคนที่เป็นต้นเหตุตอนนี้กำลังยืนตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้า หญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดา กำลังลอยอยู่ต่อหน้าของราม “ยินดีที่ได้พบท่านผู้มีธาตุบริสุทธิ์”
========