Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 74 ดันเจี้ยนซูรีม่า [III]
[ยังไม่ได้เกลาคำ+ตรวจคำผิดเน้อ]
“ยินดีที่ได้พบท่านผู้มีธาตุบริสุทธิ์” เสียงใสกังวาลที่สามารถสะกดให้เหล่าบุรุษหลงไหลได้ดังก้องในหัวของราม
“เอ่อ…คุณคือ?” รามที่ตกตะลึงกับหญิงสาวตรงหน้าเขาพัดหนึ่งก็ได้สติขึ้นก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“ข้ามีนามว่าลีเซีย ข้านั้นเป็นภูติที่ได้อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาเป็นเวลานาน พฤกษาที่ท่านมอบชีวิตให้มันเปรียบเสมือนร่างกายของข้าที่ตายไปแล้ว แต่ท่านก็ได้คืนชีวิตให้กับข้า ข้าจึงปรากฏกายขึ้นเพื่อขอบคุณท่าน”
“อืม…งั้นหรอ มันไม่ได้ลำบากอะไรหรอก” รามกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ในเมื่อเช่นนั้นข้าจะส่งท่านออกไปให้ไกลจากที่แห่งนี้เล็กน้อย ข้ารู้ว่าท่านคงไม่อยากเป็นจุดเด่น หลังจากนี้ข้าจะสลายบาเรียเพื่อให้เหล่ามนุษย์เข้ามาพักผ่อน”
รามที่ได้ยินก็พยักหน้ารัก่อนที่ร่างของรามจะหายไป พร้อมกับาเรียที่หายไป เมื่อบาเรียหายไปเหล่านักผจญภัยก็เร่งรีบเข้าไปสำรวจหวังว่าอาจจะเจอกับสมบัติวิเศษปต่ก็ต้องผิดหวังเพราะมันไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย บางคนก็เริ่มสำรวจหาที่ทางตั้งเต็นท์สำหรับพักผ่อนเพราะด้วยบรรยากาศที่ร่มรื่นมันดีกว่าไปนอนกลางพื้นที่แห้งแล้งเป็นไหน ๆ
“ว่าแต่รามไปไหนละเนี่ย” แอเรียลพยายามหันซ้ายหัวขวามองหารามแต่ก็ไม่เจอ
“นั่นซิ เห็นบอกว่าจะไปหาที่ตั้งเต็นท์ตอนนี้ยังไม่เห็นเลยแหะ” ไพร์คตอบแอเรียล
ทั้งสองยืนอยู่ใต้ต้นไม้พยายามมองหารามแต่ก็ไม่เจอ กลับมาที่รามที่ในตอนนี้อยู่ที่เนินเขาไม่ไกลจากต้นไม้นั้นนักเพียงแต่ว่ารอบตัวของรามในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยจิตสังหารและความตรึงเครียด
‘เจ้าหนู เจ้าจะกังวลไปใยในเมื่อเจ้าสามารถจัดการมันได้อย่างง่าย ๆ ‘เรนส่งข้อความให้ราม
‘ก็จริง เพียงแต่ว่าผมไม่คิดว่าดันเจี้ยนแห่งนี้จะโหดถึงขั้นส่งบอสพิเศษมาในเวลานี้ ดูแล้วท่าทางมันต้องการสังหารคนที่อยู่ในชั้นที่ 1 ทุกคน’ ที่รามกล่าวไปนั้นไม่เกินเลยแม้แต่น้อย เพราะบอสดังกล่าวหากคนปกติจัดการต้อนใช้นักผจญระดับ S ถึง 3 ปาร์ตี้ใหญ่เลยก็ว่า หากอยู่ในโลกของรามคงเรียกว่าเป็นการลงเรดก็ว่าได้
“เพื่อความปลอดภัยของคนในชั้นนี้ผมขอจัดการมันก่อนเลยก็แล้วกัน ไหน ๆ พวกนักผจญก็คงอยู่ในเซฟโซนกันหมดแล้ว” รามเรียกดาบคาตานะสีขาวบริสุทธิ์กับสีดำทมิฬออกมา มันเป็นหนึ่งในอาวุธที่รามสร้างพร้อมใส่จิตวิญญานของแสูรระดับสูงลงไปด้วย ถือว่าเป็นสองในสิบอาวุธที่เราสร้างและใส่จิตวิญญาณของอสูรลงไปด้วย
‘ฮ้าว~ นายท่านเอาข้าออกมาทำไมขอรับกำลังหลับเพลิน ๆ ‘ ดาบสีดำกล่าวกับรามด้วยน้ำเสียงที่แสนจะขี้เกียจ
‘นั่นซินายท่าน ข้าเองกำลังฝันหวานอยู่เหมือนกัน ทำไมไม่เรียกเจ้าอาชิออกมาแทนละขอรับ’ ดาบเล่มสีขาวกล่าวเสริมดาบเล่มสีดำ
รามถึงกับคิ้วกระตุกกับท่าทางของอาวุธทั้งสองของตน “บ่น บ่นกันเข้าไปสงสัยอยางเข้าเตาหลอมอีกรอบใช่มั้ยหึ?” รามถืออาวุธทั้งสองเข้าด้วยกันพร้อมเรียกเปลวเพลิงแห่งการสร้างซึ่งรามได้มันมาตอนเลื่อนระดับทักษะ Blacksmith เป็นขั้นปรมาจารย์
‘เอ่อ….นายท่านพวกข้าตื่นเต็มตาพร้อมให้ท่านใช้งานแล้วขอรับ แหะ ๆ ปะโปรดสลายเปลวเพลิงแห่งการสร้างก่อนขอรับ’ ดาบสีดำกล่าวกับรามด้วยท่าทางสั่นกลัว
‘จะจริงขอรับนายท่าน พะพวกเราพร้อมเป็นอาวุธให้นายท่านฟาดฟันแล้วขอรับ’ ดาบสีขาวกล่าวเสริม
รามที่ได้ยินพร้อมกับอาการสั่นของดาบก็ยกยิ้มเล็กน้อย “อยากนอนไม่ใช่รึข้าก็เพียงแค่ช่วยส่งเสริมให้ได้หลับไปยาว ๆ แบบหลับไปตลอดกาลแบบนั้นไม่ดีงั้นรึ” รามอดที่จะหัวเราะในใจไม่ได้เพราะตอนนี้รามเหมือนเห็นสัตว์อสูรสองตัวกอดกันกลมด้วยความหวาดกลัว โดยดาบสีดำนั้นมีจิตวิญญาณของราชสีห์ทมิฬส่วนเล่มสีขาวนั้นมีจิตวิญญาณของหมาป่าเหมันต์
“ว่าไงเจ้าพวกขี้เกียจ อยากหลับไปตลอดกาลมั้ย”
”มะไม่ขอรับ!!”
“ดี งั้นรีบจัดการให้เสร็จกันเถอะ” รามกล่าวพร้อมชักดาบทั้งสองเล่มออกมาก่อนจะตรงไปฟันโซ่ที่ผนึกบอสไว้อยู่
ดวงตาสีแดงฉายฉายแววอาฆาตร่างของมันจากที่มีขนาดเพียงเท่าไข่นกกระจอกเทศเท่านั้น เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โฮก!! บอสคำรามลั่นสร้างคลื่นเสียงสร้างความเสียหายทั่วบริเวณชั้นที่ 1 ของดันเจี้ยน
“เห้ย! พวกเราดูนั่น!” นักผจญภัยคนหนึ่งที่ได้ยินเสียงคำรามก็จ้องมองไปยังต้นเสียงแล้วมันก็ต้องตื่นตระหนกดวงตาฉายแววหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
“ไม่จริง นะนั่นมันบอสพิเศษไม่ใช่งั้นหรอ!! ทะทำไมมันถึงเกิดมาที่ชั้นแรก”
“เดี๋ยวนั่นใครกันที่เผชิญหน้าอยู่กับบอสพิเศษ!!”
“เห้ย! จริงด้วยดูแล้วคงเป็นนักผจญภัยระดับสูงแน่ ๆ ”
“แล้วทำไมถึงไม่โดนโจมตีเลยละข้าเคยได้ยินว่าพลังเสียงของมันสามารถสังหาคนักผจญภัยระดับ D ได้อย่างง่ายดายเลยนะ”
“เอ่อข้าเองก็เห็นด้วย หรือว่าเพราะต้นไม้ต้นนี้” การสนทนาของสองนักผจญภัยนั้นได้เรียกความสนใจของทุกคนแต่แล้วก็มีบางคนที่คิดจะลองของออกจากอาณาเขตของต้นไม้แห่งนี้
“อ้ากกกก!!” เท้าที่เก้าออกไปเพียงนิดเดียวก็ต้องดึงกลับเข้ามา มันทรุดตัวนั่งลงพน้อมกับมองข้อเท้าที่หายไป
“ไม่จริงน่า ถ้าพวกเราออกไปไม่ตายจริง ๆ งั้นหรอ” หญิงสาวนักเวทย์กำลังทำการรักษาชายดังกล่าวอยู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว น้ำตาของเธอไหลออกมาโดยที่เธอไม่รู้ตัว
“ใจเย็น ๆ ดูแล้วคนที่เผชิญหน้ากับเจ้าบอสพิเศษนั้นคงแข็งแกร่งน่าดูขนาดอยู่ไกล ๆ ยังได้รับแรงกดดันขนาดนี่ ถ้าพวกเราอยู่ใกล้ ๆ คงไม่กลายเป็นละอองเลือดไปแล้วงั้นหรอ” หญิงสาวคนหนึ่งในชุดเกราะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง พร้อมจ้องมองไปยังชายที่กำลังเผชิญอยู่กับบอสด้วยสายตาที่คุ้นเคย ‘เหมือนเคยเจอที่ไหนแหะ’
“นั่นก็จริง แต่ว่าตอนนี้ต้องรักษาเขาก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน” ชายคนหนึ่งเห็นด้วยกับหญิงสาวที่สวมเกราะ
ในขณะที่ทุกคนกำลังเคร่งเครียดกันอยู่แต่มีสองคนที่ต่างตกใจกับรูปร่างและชุดของบุคคลที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับบอสพิเศษ “เอ่อ…ไพร์ค นายว่าใช่ใช่มั้ย” แอเรียลกล่าวถามอีกฝ่าย
“อืม…ข้าว่าข้าก็คิดแบบเจ้านะแอเรียล”ไพร์คกล่าวตอบแอรียลพร้อมมองไปยังจุดที่กำลังเริ่มการต่อสู้ด้วยสายตาที่เหม่อลอย
ทั้งสองคนอดคิดในใจพร้อมกันไม่ได้ว่า’เจ้า/เอ็งไปยืนทำอะไรตรงนั้นฟร๊ะ!!’
กลับมาที่รามที่ตอนนี้ลอยตัวอยู่กลางอากาศพร้อมยืนแกว่งดาบด้วยท่าทางสบาย ๆ บอสพิเศษจ้องมองมนุษย์ตัวจ้อยที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการคคำรามของมันด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวก่อนที่มันจะรวมพลังเวทย์ไว้ที่ปากพร้อมคำรามใส่ราม
“โว้! ใจร้อนเสียจริง..!!!” ไม่ทันที่รามจะได้ฟันไปที่แขนของมัน รามก็ต้องถอยออกมาตั้งหลักเพราะหากช้ากว่านี้ก็คงเป็นตัวเขาที่พ่ายแพ้แน่ ๆ
“ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอหนึ่งในขุมพลปีศาจที่นี้” รามยกยิ้มกล่าวด้วยท่าทางยียวน
“หึหึ เป็นเจ้าซินะที่คืนชีพให้ต้นไม้ต้นนั้น เห้อ~ ข้าอุตส่าห์จองจำเธอไว้เสียตั้งนานแต่เจ้าก็ดันมาโฝปลดปล่อยเธเสียได้ หึหึ แต่ว่าเจ้าน่าสนใจดีนะ สนใจมาเป็นคนของข้ามั้ย รับรองจะดูแลเจ้าทั้งร่างกายและจิตวิญญาณเลยทีเดียว”
“…..ไม่อ่ะผมยังไม่อยากเปลี่ยนรสนิยมทางเพศ” รามมองพร้อมตอบกลับด้วยใบหน้าที่นิ่ง ๆ
“……”
“……”