Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 79 ดันเจี้ยนชูรีม่า [VIII]
[ยังไม่ได้เกลาคำ+ตรวจคำผิด]
“ยังมีลงไปต่ออีกหรอเนี่ย!” แอเรียลกล่าวออกไปด้วยความเหนื่อยหน่ายส่วนรามและไพร์คก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“น่าจะเป็นชั้นสุดท้ายแล้วละมั้ง นี่เราก็อยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้มาเกือบเดือนแล้วด้วย ชักอยากไปนอนให้สบาย ๆ บนที่นอนเสียแล้วซิ” รามกล่าวติดขบขันเล็กน้อยส่วนไพร์คก็ส่ายหัวยิ้ม ๆ
อาจจะบอกได้ว่าความเร็วในการเคลียร์แต่ละชั้นของทั้งสามคนนั้นไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อยอย่างเช่นในชั้นที่ 50 ทั้งไพร์คและรามไม่ต่องทำอะไรเลยเพียงแค่แอเรียลใช้เวทย์บทเดียวมอนทั้งชั้นก็หายไปหลงเหลือไว้เพียงของดรอปจำนวนมาก แต่ด้วยเพราะว่าจำนวนพื้นที่แหวนมิติของพวกเขานั้นจุเก็บได้ไม่มากเหมือนของราวเช่นนั้นแล้วทั้งแอเรียลและไพร์คต่างก็เลือกของที่จำเป็นและดูมีค่าเก็บเข้าแหวนของพวกเขา
“ว่าแค่ไหวกันหรือไม่ หรือจะพักก่อน” รามหันไปกล่าสถามไพร์คที่ตอนนี้ร่างของเขาใส่ชุดเกาะระดับสูงที่ดรอปจากชั้นที่ 86 ส่วนแอเรียลก็ได้คฑาเวทย์ที่ดรอปจากชั้นที่ 90 รวมถึงชุดนักเวทย์แห่งทรายที่ครอบปจาชั้นที่ 71 ด้วย ทำให้ตอนนี้กลุ่มของรามมีทั้งชุดและอาวุธระดับสูงสุดเท่าที่พวกเขาเคยมีมาเว้นเพียงแต่รามเท่านั้นที่ยังใส่ชุดหนังขนจิ้งจอกเพลิงอยู่
“ไปเลยก็ได้ ข้าเองก็อย่างพักเหมือนกัน” ไพร์คในตอนนี้เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นแบบสุด ๆ เขากระชับดาบอย่างตั้งมั่นส่วนแอเรียลจับคฑาของตนเองแน่นเช่นกัน
“งั้นไปกันเถอะ” รามกล่าวเท่านั้นก่อนจะเดินนำลงไปเป็นคนแรก เสียงฝีเท้าดังก้องไปทั่วทางเดินลง รามเองรู้สึกแปลก ๆ กับทางสายนี้เพราะมันไม่ได้สร้างจากหินสาก ๆ แต่มันสร้างด้วยหินอ่อนรวมถึงเส้นทางยังประดับไปด้วยอัญมณีเวทย์มนต์ที่สะท้อนกับดวงไฟสีขาวที่แอเรียลสร้างขึ้นมา
“ข้าว่าทางมันแปลก ๆ นะ” ไพร์คกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตรึงเครียด
“จริง แต่ว่าพวกเราคงย้อนกลับไปตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วละนะ” รามกล่าวพร้อมจ้องมองไปด้านหน้าที่มีบานประตูใบใหญ่มันคล้ายกับบานประตูห้องโถงที่กษัตริย์ทรงว่าราชการกับเหล่าขุนนาง แอ้ด~ บานประตูค่อย ๆ เปิดอ้าออกเผยให้เห็นห้องโถงภายในที่ทรุดโทรมแต่ยังแฝงไว้ด้วยความงดงามและน่าเกรงขาม ทางเดินปูด้วยพรมสีแดงลากยาวไปถึงบัลลังก์ที่คาดว่าคงเป็นของกษัตริย์
ทั้งสามคนเดิมทาถึงตรงด้านหน้าของบัลลังก์พร้อมจ้องมองไปยังโครงกระดูกที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ด้านข้างยังมีดาบเคียงคู่ราชาเสียบไว้อยู่ ในขณะที่ทั้งสามคนยังจมอยู่กับความคิดของตนเองนั้น สายลมสายหนึ่งก็พัดพาละอองมรายสายหนึ่งปลิวไปในอากาศวนรอบตัวพวกรามก่อนจะปรากฏเป็นข้อความขึ้น
“รุ่งอรุณ สงคราม อำนาจ นำพาซึ่งความรุ่งเรืองแห่งชูรีม่า เหล่าผู้ผ่านการทดสอบ เผชิญหน้ากับบททดสอบสุดท้าย ปลดปล่อยทรราชผู้ทรนง”
สิ้งเสียงการอ่านของแอเรียลไม่นานก็ปรากฏสายลมหลายสายพัดพากองทรายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมของชั้นนี้รวมถึงข้อความทรายกลางอากาศเองก็เช่นกันพวกมันถูกพัดพาไปยังร่างโครงกระดูกที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
แรงกดดันที่หนักหน่วงเริ่มกดทับพวกของราทอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาสีน้ำตาลแดงจ้องมองพวกรามด้วยแววตาที่มองมดปลวก แอเรียลจ้องมองภาพดังกล่าวด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวซึ่งแตกต่างกับรามและไพร์คที่ยืนต้าสปรงกดดันอยู่ด้านหน้าของแอเรียลด้วยรอยยิ้ม
“ดูท่าแล้วงานนี้คงสนุกน่าดูว่ามั้ยสหาย” รามหล่าวยิ้มพร้อมเก็บดาบคาตานะของเขาพร้อมหยิบสิ่งที้รามถนัดที่สุดออกมา ปืนพกคู่สีดำพร้อมกับชุดของรามก็เปลี่ยนเป็นชุดที่ช่วยในเรื่องของการเคลื่อนที่
“ดูท่าแล้วคงไม่เอาจริงไม่ได้สินะ” ไพร์คกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก ทันใดนั้นร่างของไพร์มปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีดำทมิฬก่อนที่ไพร์คจะดีดนิ้วครั้งหนึ่งเปลวไฟที่คลุตัวของเขาอยู่ก็แตกสลายหายไป ปรากฏร่างของไพร์คนในชุดเกราะสีดำเงินลิ้มด้วยตราสัญลักษณ์บางอย่างสีทอง ผ้าคลุมติดไหล่สีแดงพริ้วไสวไปตามแรงลมที่อยู่ภายในห้อง
‘ราม ไพร์ค พวกนายเป็นใครกันแน่’ แอเรียลคิดในใจเมื่อเห็นทั้งอาวุธและชุดเกาะที่รามและไพร์คสวมใส่อยู่ จากนั้นก็เตรียมตัวปัทะกับสิ่งที่อยู่ในกลุ่มทรายขนาดใหญ่ที่ดวงตาของมันกำลังจ้องมองมายังพวกเธอ
ตูม! ดสียงการระเบิดของพายุทรายดังสนั่นไปทั่วห้องโถง แอเรียลมองสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอด้วยความไม่อยากจะเชื่อ จากร่างที่มีแต่โครงกระดูกนั่งอยู่บนบัลลังก์ตอนนี้กลับกลายเป็นชายวัยกลางคนที่กำลังจ้องมองมายังพวกเธอด้วยแรงกดดันมหาศาล (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“หึหึ ข้าไม่คาดคิดว่าจะมีคนมาถึงชั้นนี้ได้ช่างเหนือความคาดหมายของข้าเสียจริง” ชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
ทั้งรามและไพร์คกระชับอาวุธของตัวเองทันที หลังจากที่ได้ยินเสียงของชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เมื่อมันเห็นท่าทางของรามและไพร์คก็ยิ้มออกมาหากรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความยโสราวกับมันคือเจ้าโลกแห่งนี้
“ช่างเป็นคนหนุ่มสาวที่เลือดร้อนเสียจริง อย่ากังวลไป ข้ารอคนที่จะมาถึงที่นี้มายาวนานเสียจนข้าหลงลืมเรื่องของเหล่ามนุษย์ทำกันเสียแล้ว หึหึ”
“เจ้าต้องการอะไร” ไพร์คกล่าวถาม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า นั่นต้องเป็นข้าเสียมากกว่าที่เป็นคนกล่าวถามว่าพวกเจ้าต้องการอะไร ชื่อเสียง? เงินทอง? อำนาจ? สตรีหรือบุรุษเพศ?”
“ข้าชักรู้สึกหงุดหงิดกับตาลุงนี่แล้วว่ะสหาย” รามหัวคิ้วกระตุกแล้วกล่าวกับไพร์คออกไป
“เหอ ๆ เห็นด้วยสหาย สงสัยต้องส่งลุงนี้ไปสวรรค์เสียละมั้ง” ไพร์คเองในตอนนี้ก็รู้สึกแบบเดียวกันกับราม
“หึหึ เสียเวลาหยอกล้อมามากเกินพอแล้ว ข้าอดีตกษัตริย์แห่งชูรีม่า อาเซีย หากพวกเจ้าอยากออกจากที่นี่จงเอาชนะข้าให้ได้!” อาเซียลุกขึ้นขากบัลลังก์พร้อมกับถือหอกคู่ใจของตนเองชี้มาทางกลุ่มของราม
“เหอะ! ก็เพียงเท่าเนี่ย! จะเวิ่นเว้อไปทำเพื่อ!” ไพร์คกล่าวจบก็หายตัวไปจากตรงที่ตัวเขายืนอยู่ก่อนจะปรากฏอยู่บนฟเาเหนือหัวของอาเซีย อาเซียยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอาหอกของเขาต้านดาบใหญ่โดยใช้มือซ้ายจับหอกเพียงมือเดียว
“อย่าลืมซิว่าพวกข้ามีกันสามคนนะ” รามกล่าวดึงสติอาเซียที่กำลังใช้สมาธิรับการป้องกันจากคมดาบของไพร์ค อาเซียหันไปมองด้านหลังก็พบกันราวที่เล็งปืนคู่มากทางตน อาเซียกระโดดหลบกระสุนส่วนไพร์คเมื่อไม่มีแรงต้านคมดาบของดขาก็ทำการผ่าบัลลังก์ออกเป็นสองส่วน
“น่าสนุกเสียจริง” อาเซียที่ลอยอยู่กลางอากาศพึมพำออกมาเบา ๆ ก่อนจะเห็นแอเรียลกำลังง้าวคันศรธนูเวทย์มนต์อยู่ คันศรนั้นสร้างจากน้ำทั้งหมดแอเรียลปล่อยลูกธนูให้มันแหวกว่ายตรงไปยังอาเซีย ลูกศรเมื่อถูกปล่อยก็กระจายตัวออกเป็นหลาย ๆ เส้น รวมทั้งยังมีกระสุนเวทย์มนต์ของรามที่คอยยิงสกัดกั้นไว้อยู่ อาเซียใช้ความเร็วในการหลบทั้งลูกศรและกระสุนปืนของรามจนเกิดเป็นเสัยงระเบิดขนาดย่อม ๆ
อาเซียหลบการโจมตีทั้งหมดก่อนจะยืนอยู่กลางอากาศ “แววตาของอาเซียและน้ำเสียงไม่ได้มีกาาเล่นหลงเหลืออยู่แม้แต่ “ฝีมือแค่นี้ริอาจมาท้าทายข้า! ข้าจะให้เห็นว่าเวทย์มนต์และความแข็งแกร่งที่แท้จริงมันเป็นเยี่ยงไร!!”
=====
** เขียนไปง่วงไป เมื่อคืนนอนดึก วันนี้ตื่นเข้าไปงานหนังสือ เสียหายไปเกือนสามพันห้าจร๊า~ ไปโดนทรราชย์ตื้อรักเล่ม 2-6 มา แถมไปโดนบูท Luсkрim และเซ็นชูด้วย บอกเลยเดือนนี้ต้มหนังสือนี่แหละกิน หากหายไปไม่ต้องสงสัยนะว่าไปไหน 55555 นี่ยังไม่ได้ซื้อผนึกสวรรค์ สยบมาร ฉบับหนังสือนะงบหมดก่อน
** ขอ Тimеskiр นะครับเพราะหากเขียนลงทุกขั้นเกรงว่าคงจบที่ตอน 130 ถึง 140 แน่ ๆ แล้วอีกอย่างใกล้….ไม่เอาไม่สปอยล์ ไว้เจอตอนหน้านะครับ