Life of Two World:ชีวิตสองโลก - ตอนที่ 81 ร่ำสุรากลางทะเลทราย
“ว่าไง มานั่งร่ำสุรากันหน่อยมั้ยสหาย อากาศกำลังดีด้วย” รามกล่าวพร้อมยกจอกเหล้าแล้วดื่มมันลงไป “วู่~ รสชาติดีจริง ๆ ”
“หึหึ ก็คงมีแต่เจ้าละมั้งที่รู้ว่าข้าเป็นผู้ใดแล้วไม่หันคมดาบใส่ข้า” ไพร์คหัวเราะในลำคก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ รามพร้อมกับรินเหล้าใส่จอกของตนเอง พร้อมสายตายังจ้องมองไปยังเมืองทาทารัสด้วยแววตาที่หลากหลาย
“ก็นะ ข้าว่าก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ที่มีสหายเป็นถึงจอมมารหรือราชาปีศาจ ข้าเองก็ไม่ใช่ผู้กล้าในตำนานที่ต้องคอยปราบจอมมารอยู่เรื่อย ๆ ซักหน่อย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเป็นมนุษย์ที่แปลกเสียจริง เอาเถอะข้าเองก็ไม่ได้อยากสู้กับสหายของข้าเสียเท่าไหร่”
ทั้งสองคนกล่าวจบเพียงเท่านั้นก่อนจะพากันนั่งดื่มสุรากันเงียบ ๆ และก็เป็นรามที่เอ่ยปากกล่าวดับความเงียบงันระหว่างสองคน “จะกลับแล้วงั้นรึ”
“หึ? อ่าห์ ตั้งแต่ข้าทิ้งบัลลังก์ให้เหล่าสิบขุนพลปีศาจดูแลก็เป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้วที่ข้าจากบัลลังก์นั้นมา จนเจอกับเบลฟอร์ทในดันเจี้ยนนั่นแหละ ข้าคงจากมานานจนพวกนั้นลืมความต้องการของข้าเสียแล้วละมั้ง” ไพร์คกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น
“ความต้องการของเจ้างั้นรึสหาย? หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“ย่อมได้สหาย ในความเป็นจริงแล้วปีศาจก็มีหลากหลายพวกหลากหลายเผ่าพันธุ์ เพียงแต่การดำเนินชีวิตของปีศาจนั้นกลับเต็ไปด้วยความยากลำบาก ผืนแผ่นดินปกคลุมไปด้วยไอทมิฬแม้แต่ดวงตะวันประชาชนของข้ายังไม่เคยได้เห็นเลย ข้าในตอนนั้นครองราชบัลลังก์ด้วยแนวคิดที่แตกต่างจากบรรพบุรุษของข้า คือการเชื่อมสัมพันธ์กับเหล่ามนุษย์ คนแคระ มนุษย์สัตว์และเอลฟ์แต่ทว่า ด้วยเพราะบรรพบุรุษของข้าเป็นคนริเริ่มสงครามเมื่อครั้งที่ยาวนานมาแล้ว แก้วที่มีรอยร้าวมันก็ยากที่จะผสานเจ้าว่าจริงมั้ย”
“สรุปคือความต้องการของเจ้าในฐานะราชาทวีป ๆ หนึ่งแล้วนั้นคือการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น หากสามารถผูกมิตรได้ก็จะทำให้เกิดการค้าระหว่างทวีป อืม…ช่างเป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะบรรพบุรุษของดจ้าเป็นคนริเริ่มสงครามก่อนซินะ”
“ใช่ ตามที่เจ้ากล่าวมานั้นถูกต้องทั้งหมด หากสามารถทำให้เกิดการค้าระหว่างทวีปได้มันจะเป็นผลดีต่อเผ่าพันธุ์ของข้าด้วย”
“แล้วทำไมเจ้าถึงทิ้งบัลลังก์นั้นมาละ” รามกล่าวด้วยความสงสัย
“หึ ข้าแค่ต้องการให้พวกเฒ่ามันโผล่หางออกมายังไงละแล้วก็ปรากฏออกมาจริง ๆ ในช่วงระยะเวลา 50 ปีแรงที่ข้าเดินทางในฐานะนักผจญภัยข้าสังหารพวกมันไปเกือนพันตัวแล้ว แม้จะเป็นถึงขุนพลข้าเองก็ไม่ละเว้นพวกมันหรอก จนเมื่อเบลฟอร์ทปรากฏตัวขึ้นมาข้าถึงเข้าใจได้ว่าในทวีปของข้าเริ่มแบ่งออกเป็นสองฝ่ายแล้ว ถ่าหากข้าไม่รีบกลับไปควบคุมแล้วนั่งบนบัลลังก์ข้าเกรงว่าสงครามจะเกิดขึ้นมาอีก”
“มีอะไรให้ข้าช่วยมั้ย” รามกล่าวพร้อมยกสุราจิบ
“ข้าขอรับไว้เพียงความห่วงใยในฐานะสหายก็พอ ข้ายังไม่ต้องการให้เจ้าถูกตราหน้าว่าพวกนอกรีต รวมยังสภาเวทย์มนต์ที่คอยดูแลความเป็นไปของโลกมนุษย์อีกข้าไม่อยากทำให้เจ้าเดือดร้อนสหาย”
“แต่ข้าว่าเรื่องมักมาหาข้าเสมอจริง ๆ นั่นแหละ ออกมาได้แล้วมั้ง” รามกล่าวพร้อมเทสุราลงจอกอีกใบหนึ่ง
“โฮะ โฮะ สงสัยฝีมือของข้าคงตกไปเยอะนะเนี้ยแม้แต่นักผจญภัยตัวน้อยยังสังเกตุเห็นข้าได้” เสียงปริศนาดังขึ้นพร้อมกับปรากฏร่างของชายชราผมสีขาวที่มัดหางม้า ใส่เสื้อคบูมยาวสีน้ำตาลที่เป็นสัญลักษณ์ของธาตุดินที่อกข้างขวาติดเข็มกลัดที่เป็นสัญลักษณ์ของหนึ่งในสิบผู้ใช้เวทย์ในสิบสภาเวทย์มนต์
“ดื่มซักหน่อยมั้ยลุง” รามกล่าวแบบไม่ได้หันไปมองส่วนไพร์คนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรอีกฝ่ายมากมายนั่งดื่มไปเงียบ ๆ
“โฮะ โฮะ โฮะ ข้าขอรับไว้เพียงน้ำใจก็พอ ความจริงข้าก็ไม่ได้มาแอบฟังพวกเจ้าหรอก พอดีมันเป็นทางผ่านไปยังเมืองที่ลูกชายของข้าปกครองอยู่ก็เพียงเท่านั้น”
ไพร์คที่ได้ยินคำพูดของชายดังกล่าวมือของเขาก็หยุดชะงักชั่วขณะหนึ่งก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปากไป
“น่าเสียดาย หากคราวหน้าพบกันหวังว่าผู้อาวุโสจะให้เกียรติมาร่วมดื่มกับข้าและสหายนะขอรับ” รามหันไปกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“หึหึ ข้ามีชีวิตมานานก็พึ่งเคยพบเคยเจอคนที่มีสหายเป็นถึงจอมมารนี่แหละ เอาเถอะหากสหายของเจ้าไม่ก่อเรื่องเพิ่มคงไม่นานเรื่องนั้นอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้” ชายชราชุดน้ำตาลกล่าวก่อนจะจากไปทันที (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
รามยกยิ้มขึ้นก่อนจะหันไปมองไพร์คที่ตอนนี้มือสั่นเล็กน้อย “เอ้าชน! เพื่ออนาคตของเจ้าและแอเรียล!”
“แค่ก แค่ก แค่ก เจ้า! พูดเรื่องอะไรของเจ้ากันราม!” ไพร์คสำลักสุราก่อนจะหันไปถามราด้วยแววตาที่บอกไม่ถูก
“เอ้า? ข้าหมายถึงการเปิดทวีปของเจ้าและอนาคตของแอเรียลที่ยังไม่แน่นอนก็เพียงเท่านั้นเจ้าตกใจเรื่องอะไร เอ~ หรือว่าไม่ใช่เจ้าหลงรักแอเรียลหรอกนะไพร์ค~” รามกล่าวด้วยความทะเล้น
“โว้ย! คิดอะไรของเจ้ากันเนี่ย!!” ไพร์คกล่าวจบก็ยกสุราดื่มแก้เขินส่วนรามก็เพียงแต่ส่ายหัวและอมยิ้มกับความหัวช้าของไพร์ค เพราะดูแล้วแอเรียลก็มีใจให้ไพร์คอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
“ไพร์ค ข้าเองก็ไม่อยากตัดกำลังใจเจ้าหรอกนะ เพียงแต่หากแอเรียลรู้ความจริงว่าเจ้าเป็นจอมมาร...” ยังไม่ทันที่รามกล่าวจบไพร์คก็แทรกกล่าวขึ้นมาก่อน
“ก็..คงต้องทำใจก็เท่านั้นแหละสหาย หึหึ ตลกดีนะว่าไหม ตั้งแต่ที่ข้ามีสหายที่เป็นมนุษย์มากมีเพียงเจ้าและแอเรียลเท่านั้นที่ไม่ได้รังเกียจข้าเลยแม้แต่น้อย ข้าว่าแอเรียลก็สงสัยข้าเหมือนกันนั่นแหละแต่หากวันนั้นมาถึง…ข้าไม่รู้จะทนเจ็บได้รึปล่าวก็เท่านั้นเอง” ไพร์คกล่าวจบก็ยกสุราดื่อีกหนึ่งจองก่อนจะนอนราบไปกับผ้าเอามือทั้งสองข้างรองหัวของเขาไว้จ้องมองท้องฟ้ายามราตรีที่ยังคงมีดวงจันทร์ทอประกายพร้อมกับคิดถึงคนบางคน
ทางด้านของแอเรียลในตอนนี้เธอกำลังนั่งเขัยนเรื่องราวการผจญภัยในดันเจี้ยนลงสมุดอยู่ เธอหวังว่ามันจะเป็นคู่มือสำหรับการศึกษาได้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก “ขออนุญาตนะคะคุณหนู นมอุ่น ๆ จะได้หลับสบายนะเจ้าคะ” เมดประจำตัวของแอเรียลเคาะประตูก่อนจะก้าวเดินเข้ามาในห้อง
“ขอบคุณนะลูริ” แอเรียลกล่าวก่อนจะเดินไปหยิบนมอุ่น ๆ ที่อยู่ในแก้วพร้อมเดินไปยังหน้าต่างแอเรียลนั่งลงที่ขอบหน้าต่างพร้อมทั้งยั้งจ้องมองทเองฟ้าด้วยรอยยิ้ม
“คุณหนูกำลังคิดถึงใครงั้นรึเจ้าคะ?” ลูริที่เห็นท่าทางของแอเรียลที่กำลังยิ้มมองท้องฟ้าอยู่ก็กล่าวถามออกไป
“เอ๊ะ? ปะปล่าว ๆ ว่าแต่ลูริเถอะวันหลังไม่ต้องลำบากเอานมขึ้นมาให้หนูก็ได้นะคะ” แอเรียลกล่าวขัดเขินพร้อมกับใบหูที่เริ่มแดงเล็กน้อย
“หุหุ งั้นลูริไม่รบกวนคุณหนูแล้วนะคะ” ว่าแล้วดมดสาวก็โค้งให้แอดรียลก่อนจะเดินออกจากห้องไป ฟลังจากที่ลูริออกไปแล้วแอเรียลก็ดื่มนมในแก้วจนหยดก่อนจะจ้องมองดวงจันทร์ก่อนจะยิ้มออกไป ‘ตาบื้อเมื่อไหร่จะรู้ตัวซักทีนะ’
สองสถานที่แต่ใต้แผ่นฟ้าเดียวกัน ใครจะคิดเล่าว่าแม้แต่อยู่คนละที่กันแต่กลับสามารถมองเห็นกันและกันได้แม้ว่าแต่ละฝ่ายจะไม่รับรู้ถึงความรู้สึกของระหว่างกันและกันก็ตามแต่ แต่หัวใจของทั้งสองคนคงยากจะปฏิเสธว่าไม่รู้สึกดีกับฝ่ายตรงข้ามไม่มีคำว่าน้อยแม้แต่นิดเดียว
“เอาละ! กลับกันได้แล้วมั้งว่าไงสหาย” รามกล่าวถามไพร์คที่ยังนอนมองฟ้าอยู่
“อืมกลับ…ยังไม่ได้!” ไพร์คที่กำลังตอบตกลงแต่ก็ต้องหยุดไว้ก่อนจะหันไปมองด้านหลังที่เป็นเส้นทางไปยังมหาสมุทร
“เห้อ~ ข้าว่าข้ามีดวงดูดเรื่องเข้าหาแล้วนะเจ้าก็ไม่แพ้กันจริง ๆ ” รามกล่าวพร้อมเรียกดาบออกมาพาดไหล่ไว้
ตรงด้านหน้าของพวกรามเกิดการบิดเบี้ยวของมิติเกิดขึเนพร้อมกับร่างของคนที่ไพร์คคุ้นเคยเดินออกมาจากรอยมิตินั้น
ตึง! รางดังกล่าวดมื่อเห็นไพร์คมันก็คุกเข้าลงข้างหนึ่งทันที “ในที่สุดข้าก็พบท่าน! นายเหนือของข้า”
“เจ้ามาที่นี่ทำไม” ไพร์คกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา แต่ที่ได้กลับมาก็มีแต่ความเงียบ
“ข้าถามว่าเจ้ามาที่นี่ทำไมฟิลอส!!” ไพร์คที่บังไม่ได้รับคำตอบจรึงใส่แรงกดดันเข้าไปในน้ำเสียงจนอีกฝ่ายแทนจะทนรับไม่ไหว เอ่อ…เว้นรามนะเพาะมันยังนั่งดื่มสุราสบายใจเฉิบ
==========