Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,276 ปิงเมิ่ง, เสี่ยวหมัวเซียน
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 1,276 ปิงเมิ่ง, เสี่ยวหมัวเซียน
ศิษย์ใดๆจากตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์ แม้ว่าจะไม่ใช่ศิษย์สายตรง
ของราชันสวรรค์ แต่ก็ยังเกือบถึงมาตรฐานของผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับอันดับ
หนึ่งจากรอบรองชนะเลิศ นี่ทำให้เหล่าคนที่นี่ต่างพูดไม่ออก
“เขา… เขาเป็นใครกันแน่!?”
ศิษย์ของแดนศักดิ์สิทธิ์หลายคนพูดก่อนที่จะรู้สึกว่าใบหน้าของพวก
เขาแดงไปด้วยความละอายใจ
พวกเขาไม่สามารถตรวจสอบสถานะของเขาได้ก่อนที่ฃเขาจะ
เปลี่ยนไปใช้อีกมือเพื่อทดสอบ คราวนี้ แสงสีแดงทองปกคลุมมือของเขา
ขณะที่เขาตบฝ่ามือลงบนแท่นคริสตัล
ครั้งล่าสุดคือกฎแห่งมิติ แต่ตอนนี้มันคือกฎแห่งโลหะ!
แท่นคริสตัลสว่างด้วยแสงจ้าอีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึง 4
ระดับแรก แม้แต่ระดับ 5 ก็ยังวูบวาบเป็นเวลา 1–2 ลมหายใจด้วยซ้ำ
แม้ว่ากฎแห่งโลหะของเขาจะด้อยกว่ากฎแห่งมิติของเขาเล็กน้อย แต่เขา
อาจยังคงได้รับการพิจารณาว่าสัมผัสถึงธรณีประตูของวิถีระดับ 5 แล้ว
เขาบ่มเพาะสองกฎที่แตกต่างกัน และถึงแม้เขาจะบรรลุวิถีระดับ 4
แล้วก็ตาม และไม่นานก็จะก้าวข้ามไปยังขอบเขตของวิถีระดับ 5 แล้ว
ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนในปัจจุบัน และทำให้หลายคน
พ่ายแพ้ความหวังทั้งหมดที่เคยมีมาก่อน
ศิษย์จากตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์กวาดสายตาของเขาไปยังผู้ชม
ทั้งหมดและเอียงเชิดหน้าในชัยชนะ ส่วนคนที่ท้าทายเขา ใบหน้าของพวก
เขาแดงก่ำและพูดไม่ออก และภายใต้การจ้องมองของทุกคน เขาก็ได้รับ
ความอัปยศอัปยศอย่างยิ่ง
คนเหล่านี้เป็นอัจฉริยะของโลกอันยิ่งใหญ่ต่างๆ เมื่อพวกเขามาถึง
งานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรก แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้จินตนาการว่า
ตนเองจะสามารถทำให้โลกตกตะลึงไปกับการมีพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมได้
แต่พวกเขาก็เชื่อว่าอย่างน้อยก็จะสามารถฉายแสงแห่งความรุ่งโรจน์ได้
บ้าง แต่ตอนนี้ ก่อนที่รอบชิงชนะเลิศจะได้เริ่มขึ้นพวกเขาได้รับการโจมตี
ทางจิตใจอย่างไร้ความปราณีแล้ว
“ข้าคือจ้าวจี้ และอาจารย์ผู้ทรงเกียรติของข้าคือ ฮั่วหยู่จื่อ จำเอาไว้”
ศิษย์ของตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์กล่าวด้วยรอยยิ้มที่เต็มอยู่บน
ใบหน้าของเขา ฮั่วหยู่จื่อเป็นหัวหน้าศิษย์ของราชันสวรรค์เอกภพอนันต์
และยังมีการบ่มเพาะกึ่งราชันสวรรค์อีกด้วย ไม่ใช่แค่นั้น แต่ด้วยการ
สนับสนุนทรัพยากรของตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์ ความแข็งแกร่งของ
เหล่าศิษย์ที่เขาสอนก็ย่อมสามารถจินตนาการได้ การสามารถสัมผัสวิถี
ระดับ 5 ของสองกฎได้จึงไม่แปลกเลย
หลายคนสามารถหุบขากรรไกรของพวกเขาได้ แต่พวกเขาก็ถูก
กดดันทางจิตใจมากจนไม่สามารถเชิดหน้าได้ พวกเขาไม่สามารถ
เปรียบเทียบกับเหล่าศิษย์สายตรงของราชันสวรรค์ได้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้
หลักศิษย์หลักขงอตำหนักราชันสวรรค์ก็ได้กดดันพวกเขายิ่งขึ้น
“ฮ่าๆ ข้าจะบอกความจริงให้ การที่ได้ที่รับอับดับหนึ่งในรอบรอง
ชนะเลิศก็ถือว่าพวกเจ้าได้รับความโปรนปรานจากเราแล้ว; เจ้าควรจะ
พอใจกับสิ่งที่ตนมี!” จ้าวจี้เย้ยหยัน
ตงเฉียนขมวดคิ้ว “พี่หลิน สหายผู้นี้ชอบคิดว่าตนไร้เทียมทาน เขา
กระทั่งเย้ยหยันท่าน”
หลินหมิงเป็นผู้เข้าร่วมที่ได้รับอันดับหนึ่งของดาวสุสานจันทราและ
อยู่ใน 60 ตำหนักแรก ขณะที่จ้าวจี้กล่าว มันก็ย่อมทำให้หลินหมิง
หงุดหงิด
หลินหมิงกล่าวว่า “ขอให้เขาทำตามใจชอบ ไม่มีเหตุผลที่จะทะเลาะ
กันในเรื่องนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์บนแท่นนั้นจะดีเพียงใดก็ตาม มันก็จะไม่ส่งผล
ต่อผลลัพธ์ของงานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรกแห่งแดนเทวะ นอกจากนี้
ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงจะไม่ทำอะไรที่ไร้สาระ”
หลินหมิงตระหนักดีว่ามีนักสู้หลายคนในงานประลองร่วมชุมนุมครั้ง
แรกเป็นผู้สืบทอดของราชันสวรรค์ซึ่งได้เข้าใจวิถีระดับ 5 นั่นคือสิ่งที่ไม่
เรียบง่ายเช่นการสัมผัสกับธรณีประตูเท่านั้น!
และตัวตนเหล่านั้นก็ไม่ได้ลงมือ
บทสนทนาของหลินหมิงและตงเฉียนไม่ได้ถูกปกปิด ดังนั้นจ้าวจี้จึง
ได้ยินพวกเขาอย่างเป็นธรรมดา เขาหัวเราะเยาะและพูดว่า “เจ้าพูด
เหมือนว่าเจ้าดีพอ เอาเป็นว่าเจ้าขึ้นมาและทดสอบมันดูบ้างเป้นอย่างไร
หากไม่กล้าเจ้าก็เป็นคนอัปยศที่ไร้ยางอาย!”
จ้าวจี้กล่าวยั่วยุ ทุกคนได้หันไปหาหลินหมิงทันที่ จากหลายร้อยคน
ในปัจจุบัน มันมีคนบางส่วนจากดาวสุสานจันทราที่จดจำหลินหมิงได้
“นั่นมิใช่หลินหมิงหรอกหรือ?”
“ใช่แล้ว นั่นคือหลินหมิง เขาเป็นผู้เข้าร่วมอันดับหนึ่งของดาวสุสาน
จันทรา!”
“ผู้เข้าร่วมอันดับหนึ่งคือหลินหมิง และผู้เข้าร่วมอันดับสองคือเขี้ยว
มังกร! ทั้งสองเป็นอัจฉริยะสูงสุด!”
ศิษย์หลายคนจากรอบรองชนะเลิศของดาวสุสานจันทราเริ่มเรียกชื่อ
ของหลินหมิงหลังจากที่ได้เห็นเขา
สำหรับคนที่มาจากพื้นที่ของรอบรองชนะเลิศอื่น พวกเขาก็ไม่ได้คิด
ต่อหลินหมิงมากนัก สำหรับพวกเขา มันมีผู้เข้าร่วมอันดับหนึ่งจากหลาย
พื้นที่ซึ่งแตกต่างกันอยู่จำนวนมาก
อันดับหนึ่งของดาวสุสานจันทรา? นั่นคือเขา?”
“ข้าคิดว่าเขาคงจะพอกับอันดับหนึ่งในรอบรองชนะเลิศของเรา เสวี้ย
ถู”
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุย ที่อยู่ใกล้กับแท่นคริสตัล จ้าวจี้แข็งค้าง
ใบหน้าของเขาแดงเหมือนกันกับศิษย์จากแดนศักดิ์สิทธิ์ราชันพิภพที่เขา
อาย
“เจ้า… เจ้าคือ… หลินหมิง?”
คำพูดของจ้าวจี้ตะกุกตะกักเล็กน้อย
หากไม่ได้เป็นศิษย์ของตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์ มันก็ยากที่จะ
จินตนาการได้ถึงการปีนขึ้นไปบน แท่นผนึกเทวะได้
เมื่อเหล่าศิษย์จากพื้นที่อื่นๆได้ยินว่าหลินหมิงได้ปีนขึ้นไปถึงยอดของ
แท่นผนึกเทวะ พวกเขาก็เพียงรู้ว่าหลินหมิงเป็นคนที่ร้ายกาจคนหนึ่ง
เท่านั้น สำหรับเรื่องที่ว่าเขาร้ายกาจเพียงใดนั้น พวกเขาก็ไม่แน่ใจ แต่ใน
ฐานะศิษย์ของตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์ จ้าวจี้ก็ได้พบเห็นศิษย์สาย
ตรงที่ทรงพลังของราชันสวรรค์เอกภพอนันต์โดยส่วนตัว ซึ่งปีนขึ้นไปยัง
แท่นผนึกเทวะในอดีต อย่างไรก็ตาม ศิษย์เหล่านั้นกลับไม่สามารถขึ้นไป
ถึง 10,000 ฟุตของชั้น 33 ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าหลินหมิงสามารถ
ไปถึงยอด เขาจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด?
ตอนแรก เมื่อจ้าวจี้ได้ยินข่าวนี้ เขาก็ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่หลังจาก
ที่ยืนยันเรื่องนี้กับอาจารย์ของเขาแล้ว เขาก็ได้รู้ว่าไม่ควรสงสัยข่าวนี้
แม้ว่าหลินหมิงจะใช้วิธีบางอย่าง หรือมีสมบัติบางอย่างที่ช่วยให้ปีน
ขึ้นไป แต่ก็ไม่มีใครสงสัยในตัวเขา จ้าวจี้รู้ว่าเขาไม่สามารถเทียบได้กับคน
เช่นนี้ได้ เพราะตัวเขาเองก้ไม่สามารถปีนขึ้นไปถึงชั้น 32 ได้
ความเหลื่อมล้ำระหว่างพวกเขาสามารถจินตนาการได้
“ใช่ เขาคือหลินหมิง” ตงเฉียนกล่าว ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้น เขาได้
คาดเดาว่าชื่อของหลินหมิงมีผลกระทบทางจิตอย่างมีนัยสำคัญต่อศิษย์
ของตำหนักสวรรค์เอกภพอนันต์
“หลินหมิง…” สีหน้าของจ้าวจี้อึดอัดอย่างมาก ต่อหน้าหลินหมิง เขา
ไม่ได้มีความมั่นใจเลย แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่สามารถถอยกลับไปเช่นนี้ได้
“ศิษย์พี่ของข้าอยากจะท้าทายเจ้า ผลลัพธ์ของเจ้าในการปีนขึ้นไปยังแท่น
ผนึกเทวะเป็นสิ่งที่ท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง แต่เจ้าก็ไม่ได้ใช้อะไรเลย
นอกจากลูกเล่นบางอย่าง!”
หลินหมิงยิ้ม “แท่นผนึกเทวะเป็นการทดสอบความเข้าใจในกฎของ
เจ้า ไม่ว่าเจ้าจะหาลูกเล่นใดในการปีนขึ้นไป ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับ
ความสามารถของเจ้าเอง วิธีการก็มีอยู่แล้ว ไม่ว่าเจ้าจะพบมันหรือไม่ก็
เป็นปัญหาของเจ้าเอง”
จ้าวจี้ถูกทำให้ไร้คำพูดโดยหลินหมิง
เขารู้ดีว่าไม่ว่าหลินหมิงจะขึ้นไปยังชั้น 33 ของแท่นผนึกเทวะได้ด้วย
วิธีใดก็ตาม แต่การที่เขาพยายามจะท้าทายหลินหมิง มันก็จะเป็นเพียงแค่
การนำหายนะมาสู่ตัวเองเท่านั้น
ดังนั้นเขาก็เดินลงแท่นคริสตัลนี้ คำพูดเย่อหยิ่งเมื่อครู่ของเขาจบลง
ด้วยการตบหน้าตัวเอง จ้าวจี้ไม่ได้กระทั่งกล้าเชิดหน้า
ในเวลานี้ ความเงียบปกคลุมทั้งจัตุรัส
บางคนเริ่มมองไปทางเดียว สำหรับคนอื่นๆ ดูเหมือนว่าพวกเขารู้สึก
ถึงความพิเศษบางอย่างใกล้เข้ามาและมองไปยังทิศทางนั้นด้วย
พวกเขาเห็นหญิงสาวอายุ 15–16 ปี นางสวมกระโปรงสีดำยาวและ
ขณะที่นางเดินผ่านมา นางก็คล้ายคลึงกับปีศาจร้ายยามค่ำคืน
ผมยาวของนางดำสนิท ห้อยลงมายังเอวดูราวน้ำตกของหมึก ดวงตา
ของนางดูกว้างเหมือนทารก สดใสเป็นอย่างยิ่ง
แม้กระทั่งมีหลายร้อยคนในปัจจุบัน มันก็ยังเงียบสามารถได้ยินเสียง
เข็มตก
“เสี่ยวหมัวเซียน!”
“ศิษย์ของตำหนักรุ่งอรุณปีศาจสวรรค์และผู้สืบทอดสายเลือด
โดยตรงของราชันสวรรค์รุ่งอรุณปีศาจ – เสี่ยวหมัวเซียน!”
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือด้านข้างเสี่ยวหมัวเซียน มันเป็นหญิงสาวในชุด
ยาวสีขาวบริสุทธิ์ ร่างของนางสูงและโดดเด่น ทั้งร่างกายของนางเต็มไป
ด้วยบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจเอื้อม ทำให้ทุกคนที่อยู่ใกล้นาง
รู้สึกต่ำต้อย
นางปรากฏตัวพร้อมกับเสี่ยวหมัวเซียน และนางเองก็เป็นหญิงสาวที่
สมบูรณ์แบบและน่าเกรงขาม ชื่อของนางทำให้หัวใจต้องหยุดเต้น; นาง
คือ ปิงเมิ่ง!