Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,399 เงื่อนไขที่วางไว้
“อยู่ร่วมกันในสวรรค์ผันแปรศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรือ?” สีหน้าของเทพ
สวรรค์เบิกเวหามืดมนลง
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ครั้งแรก หลายคนไม่สามารถแยกแยะได้ว่ามันเป็น
น้ำมันงูแท้ 100% อันใดที่เผ่าพันธุ์ภูติเทพกำลังพยายามขาย
“เจ้ากำลังบอกว่าเจ้าต้องการให้เราอนุญาตให้เผ่าพันธุ์ภูติเทพ
สามารถเข้าสู่แดนเทวะได้โดยตรง? เจ้าต้องการสร้างนิกายในแดนเทวะ
c]tช่วยในการพัฒนาทรัพยากรที่นี่ และแม้กระทั่งศึกษามรดกของเรา?
นั่นคือสิ่งที่เจ้ากำลังพูดใช่หรือไม่?”
เทพสวรรค์เบิกเวหาแตะนิ้วมือของเขาบนโต๊ะ พูดอย่างสบายๆ แต่
ด้วยคำพูดทุกคำ มันทำให้ดวงตาของเขาเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ
“แน่นอน นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังพูด เหล่ามนุษย์เองก็สามารถเข้าสู่
ดินแดนของเผ่าพันธุ์ภูติเทพและเราจะสนับสนุนมนุษย์อย่างดีที่สุดเท่าที่
จะทำได้ เจ้าอาจศึกษาการมรดกของเราได้ด้วย”
บุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาล แต่เมื่อคำเหล่านี้ตกลงสู่หูของเทพ
สวรรค์เบิกเวหา เทพสวรรค์เบิกเวหาก็เย้ยหยัน
ข้อตกลงนี้ฟังดูยุติธรรม แต่ในอีกความหมาย มันก็คือการอนุญาตให้
เผ่าพันธุ์ภูติเทพเข้าสู่ดินแดนที่ลึกที่สุดของมวลมนุษย์โดยตรงและปล้น
ทรัพยากรของแดนเทวะโดยไม่ต้องใช้ทหารแม้แต่คนเดียว!
สำหรับการอนุญาตให้มนุษย์เข้าสู่โลกแห่งเผ่าพันธุ์ภูติเทพ นิกายของ
เผ่าพันธุ์ภูติเทพนั้นแข็งแกร่งกว่ามวลมนุษย์ ยิ่งกว่านั้น มนุษย์ยังไม่รู้อะไร
เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ภูติเทพ หากเข้าไปในจักรวาลของเผ่าพันธุ์ภูติเทพอย่าง
ประมาท พวกเขาก็อาจตายเมื่อเข้าไป แล้วจะสามารถคิดถึงการแบ่งปัน
ทรัพยากรได้อย่างไร?
เผ่าพันธุ์ภูติเทพสามารถส่งผู้คนจำนวนมากไปยังแดนเทวะได้ครั้งละ
หลายล้านล้าน แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่มวลมนุษย์จะทำเช่นเดียวกัน
นี่คือความแตกต่างของความแข็งแกร่งระหว่างเผ่าพันธุ์
“แล้วพวกเจ้าคิดว่าอย่างไร? ในแง่ของมรดก เราสามารถให้ความ
ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ในงานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรกแห่งแดนเท
วะ อันดับหนึ่งปิงเมิ่ง, อันดับสองหลินหมิง และแม้แต่ผู้มีพรสวรรค์น่าทึ่ง
อย่างซิงชือและเสี่ยวหมัวเซียนก็สามารถไปยังเผ่าพันธุ์ภูติเทพของเราและ
ศึกษามรดกของเราได้ ประตูอันยิ่งใหญ่ของตำหนักจักรพรรดิภูติเทพฟ้า
บันดาลของข้าสามารถเปิดให้พวกเขาเข้าไปได้ทุกเมื่อที่พวกเขาพอใจ!”
บุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลบอกอีกเงื่อนไขออกมา
เทพสวรรค์เบิกเวหาหัวเราะเยาะอีกครั้ง “เจ้าต้องการให้อัจฉริยะ
ของเราเพื่อเข้าร่วมเผ่าพันธุ์ภูติเทพเพื่อหาประสบการณ์? ข้าเกรงว่ามัน
จะเหมือนกับการโยนเนื้อให้สุนัข มันจะไม่มีการตอบแทนใดๆสำหรับพวก
เขาเลย! เจ้าคิดว่าพวกเราโง่ถึงเพียงนั้น?”
“ฮ่าฮ่า เทพสวรรค์ ดูเหมือนว่าเจ้าจะขาดความกล้าหาญ ใครสนใจ
ว่าคนเหล่านั้นโดดเด่นเพียงใด? ความสงบสุขระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองของ
เราเป็นสิ่งที่เผ่าพันธุ์ภูติเทพของข้าพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นไปได้ที่
จะป้องกันไม่ให้เกิดมหาภัยพิบัติอีกครั้ง เหตุใดเราจึงจะทำลายสิ่งที่เรา
ทำงานหนักเช่นการบีบคออัจฉริยะไม่กี่คน? ดูเหมือนว่าเจ้ากำลังดู
เผ่าพันธุ์ภูติเทพของเรามากเกินไป ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราสามารถอยู่ร่วมใน
สวรรค์ผันแปรศักดิ์สิทธิ์ได้ เผ่าพันธุ์ภูติเทพของเราก็จะส่งผู้ชนะเลิศใน
งานประลองร่วมชุมนุมครั้งแรกของเรามาเพื่อเข้าสู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเจ้า
ด้วย พวกเขาจะท้าทายเหล่าผู้เชี่ยวชาญของมนุษย์และขอคำชี้แนะ!”
บุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลพูดด้วยความรู้สึกที่มีความเหนือกว่า
โดยชอบธรรม
ในเวลานี้ ราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะได้กล่าวในทันทีว่า “เนื่องจาก
เป็นเช่นนั้น บุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลก็มาคนเดียวที่ตำหนักสวรรค์
นิมิตฝันเทวะในฐานะแขกเป็นอย่างไร?
คำพูดของราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะดังเข็มที่แหลมคม บุตรชาย
จักรพรรดิฟ้าบันดาลหัวเราะ “ข้าได้ยินมาว่าที่ตำหนักสวรรค์นิมิตฝันเท
วะนั้น มันมีหญิงงามในฝันอยู่ทั่วไป หากเป็นคำเชิญอย่างแท้จริง ข้าก็
ย่อมจะไม่เกี่ยงอยู่แล้ว!”
“เป็นเช่นนั้นหรือ? ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความสนใจอยู่บ้าง เช่นนั้นเรา
ก็สามารถไปได้ทันทีหลังจากการเจรจาสิ้นสุดลง” ราชันนิมิตฝันเทวะยิ้ม
ตัดเกมที่แสนสนุกของบุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลลงทันที่
ทันใดนั้น รอยยิ้มอันแสนสุขของเขาก็แข็งที่อ เขาไม่ได้คิดว่าราชัน
นิมิตฝันเทวะจะกล้าทำเช่นนั้นจริงในทันที่
ในเวลานี้ ข้างบุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาล ริมฝีปากของชายชรา
ขยับในขณะที่เขาส่งกระแสเสียงปราณแท้ เมื่อบุตรชายจักรพรรดิฟ้า
บันดาลได้ยินสิ่งนี้ เขาก็ยิ้มอีกครั้ง
ในเวลานี้ ราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะและเทพสวรรค์เบิกเวหามี
ความรู้สึกลางสังหรณ์ สีหน้าของพวกเขาเย็นชาลง
ปัง!
ด้วยการระเบิดของเสียงดัง ทั้งขุนเขาผู่โถวเริ่มสั่นไหว มือสีดำขนาด
มหึมาฉีกทะลุมิติ ฟาดลงอย่างรุนแรงที่ขุนเขาผู่โถว!
ในขณะเดียวกัน ด้านนอกของขุนเขาผู่โถว ม่านพลังมหึมาก็ปรากฏ
ขึ้นซึ่งป้องกันมือยักษ์นี้
แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก!
มือยักษ์ปะทะกันอย่างดุเดือดกับรูปแบบค่ายกลนี้ ทำให้เกิดพายุ
พลังงานที่น่ากลัวกวาดขึ้น จากนั้น มือยักษ์ก็ฉีกส่วนหนึ่งของรูปแบบค่าย
กลได้อย่างไม่คาดคิด 4 ร่างลอดผ่านรูนั้นเข้ามา จาก 4 ร่างนี้ มันมีชาย 3
คนและหญิง 1 คน พวกเขาสวมชุดคลุมสีดำและเสื้อเกราะ มีออร่าที่น่า
อัศจรรย์ออกมาจากร่างกาย
“หืม? รูปแบบค่ายกลนี้ยังคงสามารถฟื้นฟูตัวเองได้อีก? ขุนเขาผู่โถว
แห่งนี้ค่อนข้างดี” ชายคนหนึ่งในสี่คนพูดขึ้น เขามีผิวขาวและมีลักษณะ
ละเอียดอ่อน งดงามเหมือนเป็นผู้หญิงอย่างแปลกประหลาด เบื้องหลัง
เขา รูปแบบค่ายกลของขุนเขาผู่โถวที่ถูกฉีกแยกจากกันโดยมือสีดำได้เริ่ม
ที่จะค่อยๆถักกลับมารวมกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม มันยังมีพลังงานสีดำ
เหลืออยู่ ซึ่งขัดขวางกระบวนการฟื้นฟูของรูปแบบค่ายกล ทำให้มัน
สามารถฟื้นฟูได้ช้ากว่าที่ควร
“ฮ่าฮ่า มันเป็นนิกายที่คงอยู่หลังจากจากมหาภัยพิบัติครั้งล่าสุด
ดังนั้นมันต้องมีความสามารถบางอย่าง แต่ถ้าพวกเรา 4 คนรวมพลังกัน
มันก็จะไม่ได้เป็นปัญหาเลย”
นอกจากชายที่คล้ายหญิงแล้ว ชายวัยกลางคนที่ดูอ้วนก็พูดขึ้น
ดวงตาสีดำสองตาของเขาเปล่งประกายในความมืด เปล่งประกายราวกับ
เพชร
ทั้ง 4 คนนี้คือยอดผู้พิทักษ์ที่จักรพรรดิภูติเทพส่งออกมาด้วย พวก
เขายังเป็น 4 ผู้บัญชาการที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรพรรดิภูติเทพฟ้า
บันดาลด้วย
4 ผู้พิทักษ์มาที่โต๊ะเจรจา แต่ไม่เพียงพวกเขาจะไม่ส่งคำทักทายใดๆ
เท่านั้น พวกเขายังบุกทะลวงการป้องกันของที่นี่เพื่อมาเข้าร่วมอย่างอุก
อาจด้วย จุดประสงค์ของการกระทำนี้ชัดเจน มันก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง
ความแข็งแกร่งของตัวเองและแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพวกเขา
ปัง!
มิติของห้องประชุมถูกฉีกขาดออกจากกัน ทั้ง 4 คนโผล่ออกมาจาก
อากาศบางๆ ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือโต๊ะเจรจา
พวกเขาทุกคนล้วนมีการบ่มเพาะกึ่งเทพแท้จริง!
ในช่วงเวลาที่เหล่ากึ่งเทพแท้จริงปรากฏ แม้ว่าพวกเขาจะยืนอยู่เฉยๆ
แต่มันก็มีแผนภาพค่ายกลเลือนลางปรากฏขึ้นใต้เท้า แผนภาพค่ายกลนี้
มีรูนนับไม่ถ้วนไหลบนพื้นผิวของมัน แรงกดดันจากพวกเขาทำให้ราชัน
สวรรค์มนุษย์ทุกคนมีสีหน้ามืดมนและน่าเกลียด
สีหน้าของเทพสวรรค์เบิกเวหานั้นยังผึ่งผาย การปรากฏตัวอย่าง
ฉับพลันของทั้ง 4 คนทำให้เกิดการเอนเอียงอย่างรุนแรงในความสมดุล
อำนาจระหว่างทั้งสองฝ่าย หากพวกเขาจะต่อสู้ที่ขุนเขาผู่โถว แม้ว่าจะ
ได้รับความช่วยเหลือจากรูปแบบค่ายกลของขุนเขาผู่โถว แต่เทพสวรรค์
เบิกเวหาก็ยังจะไม่เชื่อแม้แต่วินาทีเดียวว่าพวกเขาจะได้รับชนะ หากพวก
เขาต้องต่อสู้ที่นี่ ในท้ายที่สุด มวลมนุษย์ก็จะได้รับความสูญเสียอย่าง
ร้ายแรง!
เป็นที่รู้กันว่าราชันสวรรค์มนุษย์รวมตัวกันที่ขุนเขาผู่โถว นั่นก็เป็น
ความแข็งแกร่งของขุมกำลังมนุษย์ครึ่งหนึ่งแล้ว ในการเผชิญกับขุมกำลัง
เผ่าพันธุ์ภูติเทพที่เปิดเผยจนถึงตอนนี้ พวกเขายังห่างไกลจากการจะ
เปรียบเทียบได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ทรงพลังเทพแท้ที่ยังไม่ปรากฏ!
ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับเผ่าพันธุ์ภูติเทพนั้นยิ่งใหญ่เกินไป
เทพสวรรค์เบิกเวหาและราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะจ้องมอง เห็นซึ่ง
ความกลัวในแววตาของกันและกัน
และนอกจากพวกเขาแล้ว โพธิสัตว์เกรียงฟ้ายังวางประคำของเขาลง
เขาจับไม้เท้า โคจรพลังงานขึ้นทั้งร่าง
“ราชทูตภูติเทพผู้มีเกียรติทั้ง 4, ในที่สุดพวกท่านก็ตามมาถึง ฮ่าฮ่า!”
บุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลได้โค้งคำนับผู้มาใหม่ทั้ง 4 4 ผู้พิทักษ์ที่
จักรพรรดิภูติเทพส่งมาที่นี่มีสถานะที่สูงมากในเผ่าพันธุ์ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง
4 ยังสามารถเข้าร่วมสร้างรูปแบบค่ายกลสู้ด้วยกันได้
ผู้พิทักษ์ทั้งสี่เพียงพยักหน้าและไม่พูดอะไร บุตรชายจักรพรรดิฟ้า
บันดาลยิ้มอย่างแผ่วเบา “ตอนนี้ เรากลับมาเข้าเรื่องเกี่ยวกับการอยู่
ร่วมกันในสวรรค์ผันแปรศักดิ์สิทธิ์จะดีกว่า!”
ความแข็งแกร่งเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโต๊ะเจรจาต่อรอง หาก
ไม่มีความแข็งแกร่ง มันจะมีการหารือกันได้อย่างไร ตอนนี้ แม้แต่ราชัน
สวรรค์ที่มีอารมณ์ร้อนอย่างเทพอัคคีก็ยังกลัวที่จะฉีกส่วนหนึ่งของความ
สงบไป หากพวกเขาต้องต่อสู้อย่างแท้จริง มันอาจเป็นไปได้ว่ามวลมนุษย์
จะต้องเผชิญกับการทำลายล้างทั้งหมด!
แต่ถ้าพวกเขาประนีประนอมและอนุญาตให้เผ่าพันธุ์ภูติเทพเข้าสู่
แดนเทวะ พวกเขาจะต้องอดทนต่อการบุกรุก พวกเขาจะต้องทนดูอย่าง
ช่วยไม่ได้เมื่อเผ่าพันธุ์ภูติเทพปล้นทรัพยากรของพวกเขา อย่างน้อยที่สุด
มวลมนุษย์ก็ยังจะคงรักษารากฐานและผู้เยาว์ของพวกเขาจะยังสามารถ
พัฒนาต่อไปได้
เพื่อข่มใจของพวกเขาสำหรับการแก้แค้นและต้องอดทนเป็นพันปี
สิ่งนี้จะให้เวลาราชันนิมิตฝันเทวะสำหรับการได้เป็นเทพแท้จริง หลินหมิง
เสี่ยวหมัวเซียนและคนอื่นๆก็จะสามารถเติบโตได้เช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้น
มวลมนุษย์ก็จะยังคงมีความหวัง
ตลอดประวัติศาสตร์ มีนักสู้ของมนุษย์มากมายที่ต้องทนทุกข์ทรมาน
จากความอับอายและการดูถูก แต่หลังจากนั้น พวกเขาประสบ
ความสำเร็จในการเป็นผู้ครองเขตแดนของตนเอง เพียงแค่ต้องอดทนต่อ
สิ่งที่ไม่สามารถทนได้เท่านั้นผู้หนึ่งจึงจะทำให้เป็นไปไม่ได้
“เจ้าต้องการหารือเรื่องอะไร?” เทพสวรรค์เบิกเวหาพูดขึ้นอีกครั้ง
คำเหล่านี้เหมือนกันกับที่เห็นด้วยกับเงื่อนไขของบุตรชายจักรพรรดิฟ้า
บันดาล
คิ้วของราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะไหวติงเล็กน้อย แต่นางก็ไม่คัดค้าน
“ฮ่าฮ่า นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด!” บุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลเต็มไปด้วย
ความสุข เมื่อเผชิญกับขุมกำลังที่เหนือกว่า มนุษย์จะไม่แสดงถึงท่าทียอม
จำนนได้อย่างไร?
ในอนาคต เผ่าพันธุ์ภูติเทพจะต้องครอบครองแดนเทวะและสร้าง
รากฐานที่นี่ จากนั้นพวกเขาสามารถปล้นทรัพยากรของแดนเทวะได้อย่าง
ไร้สิ้นสุดและลงทุนทุกอย่างเพื่อทำสงครามกับเผ่าพันธุ์วิญญาณ
หลังจากเผ่าพันธุ์วิญญาณพ่ายแพ้ เผ่าพันธุ์ภูติเทพก็สามารถหันหลัง
ให้กับมวลมนุษย์ได้ ในเวลานั้น การรับมือกับพวกเขาจะง่ายเหมือนการ
ดื่มชาสักถ้วย
ในที่สุด เผ่าพันธุ์ภูติเทพจะกลายเป็นผู้ครองสรรพสิ่งที่แท้จริง!
บุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลค่อยๆแสดงท่าทีอธิบาย “เผ่าพันธุ์ภูติ
เทพของข้าปรารถนาที่จะลงนามในสนธิสัญญาที่จะไม่รุกรานกับมวล
มนุษย์ นี่คือเงื่อนไข ประการแรก มวลมนุษย์ต้องยอมมอบโลกจรัสแสง
อันยิ่งใหญ่แก่เราเช่นเดียวกับโลกอื่นๆในเครือโลกนั้น โลกแปลกแยก
แดนเร้นลับ เขตแดนดวงดาวและอื่นๆ ทั้งหมดนี้จะเป็นของเผ่าพันธุ์ข้า
นิกายของมนุษย์ต้องออกจากโลกจรัสแสงอันยิ่งใหญ่ หากพวกเขา
ต้องการก็สามารถ แต่พวกเขาจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของเผ่าพันธุ์ภูติเทพของ
ข้าโดยไม่มีเงื่อนไข
“ประการที่สอง, 3,000 โลกอันยิ่งใหญ่ของแดนเทวะ ดินแดนมิติ
และโลกใบเล็ก จะสามารถเข้าออกไปได้ด้วยความชอบพอจากขุมกำลัง
เผ่าพันธุ์ภูติเทพของข้า พวกเขาจะแลกเปลี่ยนมรดกกับขุมกำลังของ
มนุษย์และพวกเขาสามารถพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน”
“ประการที่สาม มวลมนุษย์ต้องจ่าย 10,000 หยกเก้าตะวันสำหรับ
การเสียหายที่เกิดกับเรา สิ่งนี้สามารถชำระเป็นวัสดุหรือสมบัติวิญญาณ
เท่ากันได้!”
เมื่อบุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลพูด เขาก็วางเงื่อนไขที่พูดเกินจริง
ดังกล่าวทันที่ หลังจากได้ยินสิ่งนี้ เทพสวรรค์เบิกเวหาก็เกือบพลิกคว่ำ
โต๊ะ!
สีหน้าของราชันนิมิตฝันเทวะเปลี่ยนไป และกระทั่งเย็นชากว่าเดิม
ถ้ามันไม่ใช่เพราะ 4 ผู้พิทักษ์ของเผ่าพันธุ์ภูติเทพอยู่ที่นี่ มันก็มีโอกาสที่
สงครามจะแตกหักขึ้นทันที่
“เป็นอย่างไรบ้าง? พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่?”
บุตรชายจักรพรรดิฟ้าบันดาลยิ้มอย่างเกียจคร้าน เต็มไปด้วยความ
มั่นใจ ที่ด้านข้างของเขา, 4 ผู้พิทักษ์มีรูนที่ไหลเวียนอยู่รอบตัว เปล่งจิต
สังหารอันแรงกล้า
หาก 4 ผู้พิทักษ์เข้าร่วมใช้รูปแบบค่ายกลต่อสู้ ความแข็งแกร่งที่พวก
เขาจะสามารถแสดงในการต่อสู้ก็จะสามารถจินตนาการได้!
เทพสวรรค์เบิกเวหาเงียบงัน และแม้แต่ราชันนิมิตฝันเทวะก็ไม่ได้พูด
ออกมา โพธิสัตว์เกรียงฟ้ากลับมาถือประคำไว้ในมืออีกครั้ง เข้าฌานผ่าน
หัวใจคัมภีร์
บรรยากาศช่างตรึงเครียดอย่างยิ่ง
ในสถานการณ์ปัจจุบัน การลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอาจเรียก
ได้ว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ แต่เพื่อยอมให้ทรัพยากรมาก
เกินไปก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำได้อย่างง่ายดาย เมื่อพวกเขาเซ็นสัญญา
พวกเขาจะต้องแบกรับน้ำหนักที่ยิ่งใหญ่ของการเป็นแพะรับบาปของมวล
มนุษย์ นี่จะเป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และจะ
กลายเป็นความแปดเปื้อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผู้ทรงพลังเหล่านี้
ราชันนิมิตฝันเทวะ เทพสวรรค์เบิกเวหา, โพธิสัตว์เกรียงฟ้า,
จักรพรรดิสักกะ – ทั้งสี่คนนี้จะถูกระบุว่าเป็นผู้ทรยศต่อมวลมนุษย์
หลังจากผ่านไปหนึ่งพันปีแล้ว หากมวลมนุษย์สามารถชนะได้ ทุก
อย่างก็จะดี แต่ถ้ามนุษย์ต้องสูญเสีย พวกเขาก็จะกลายเป็นคนบาปที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญานี้ในตอนนี้ มันอาจเป็นไปได้
ว่ามวลมนุษย์จะพินาศในเวลานี้
ราชันสวรรค์ร้อยกว่าคนถูกผลักดันสู่ขอบเหว
การลงนามคือการเป็นคนบาป แต่การไม่ลงนามก็จะไม่สามารถทำได้
เช่นกัน
ในเวลานี้ ยันต์สื่อสารสว่างขึ้น คิ้วของโพธิสัตว์เกรียงฟ้าเลิกขึ้น
เล็กน้อย
“มันคือใครกัน?” เทพสวรรค์เบิกเวหาถาม
“มีใครบางคนปรารถนาที่จะเข้าสู่ห้องประชุม…” โพธิสัตว์เกรียงฟ้า
ตอบผ่านกระแสเสียงปราณแท้
“ใครกัน?”
“หลินหมิง”
“หลินหมิง?” เทพสวรรค์เบิกเวหาขมวดคิ้ว เขามองไปที่ราชันนิมิตฝัน
เทวะ แต่นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นการประชุมระหว่าง
ราชันสวรรค์ ดังนั้นเหตุใดผู้เยาว์อย่างหลินหมิงถึงอยากมาที่นี่?
“เขาจะมาเพื่ออันใด? เขาพยายามจะเข้ามาเพิ่มความวุ่นวาย
หรือไม่? หากเกิดความขัดแย้งขึ้นจริง เช่นนั้นด้วยการบ่มเพาะระดับนั้น
เขาจะถูกทำลายทันที!”
เทพสวรรค์เบิกเวหากล่าวอย่างทุกข์ใจ