Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 107 ด่านแห่งความปรารถนา
ด้วยชื่อเสียงของหลินหมิงในตอนนี้ มีหลายฝ่ายที่ต้องการให้เขามา
เป็นพวก แต่ด้วยอิทธิพลของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถ
เข้ามายื่นข้อเสนอกับหลินหมิงได้หากหลินหมิงยังไม่ออกไปจากสำนักเจ็ด
แก่นแท้
ณ ทะเลสาบมรกต ผืนน้ำบริเวณนั้นนิ่งสงบ แม้ลมของฤดูใบไม้ร่วง
จะพัดมา แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีใบไม้แม้เพียงซักใบที่ร่วงหล่นลงไปยังผืนน้ำ
แห่งนั้น
หลินหมิงนั่งอยู่บนแท่นหยกในบริเวณนั้น มันเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่
ใช้ทดสอบเพื่อรับศิษย์เข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ ซึ่งจะเป็นให้เหล่าศิษย์เข้ามา
ใช้งานได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น
แต่ในตอนนี้ สถานะของหลินหมิงไม่ใช่ศิษย์ธรรมดาอีกต่อไป เขา
ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เขามาในสถานที่แห่งนี้ได้ตามต้องการ
ในการทดสอบเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ของเขา เขาพบว่าเขายังมีจุดด่าง
พร้อยในจิตใจอยู่ ในตอนนั้นเข้าได้พบกับหลานอวิ๋นเยว่ในอีก10ปี
ข้างหน้า นางงดงามและกำลังฮัมเพลงกล่อมเด็กด้วยเสียงที่อ่อนหวาน
มันเกือบจะทำเขาเสียตัวตนของตัวเองไป
หลินหมิงรู้ดีว่า เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับหลานยุนเยี่ยอีก
ต่อไปแล้ว แต่การที่นางหักหลังเขา ยังคงเป็นบาดแผลลึกในจิตใจของเขา
อยู่ในทุกวันนี้
ในการฝึกฝนนั้นมิใช่เพียงแต่ฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งเท่านั้น จิตใจก็
เช่นกัน นักสู้จะต้องซื่อตรงต่อจิตวิญญาณของตนเอง
การที่หลานอวิ๋นเยว่ทรยศเขาในครั้งนั้น ได้ทำร้ายจิตใจอันบริสุทธิ์
ของหลินหมิงอย่างรุนแรง แม้ว่าเขาจะพยายามไม่คิดถึงมันและลบมัน
ออกไป แต่เรื่องราวที่ทำร้ายจิตใจเช่นนี้ ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ลบล้างมัน
ออกไปได้ไม่หมดเสียที
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า หากจิตวิญญาณสงบนิ่ง ก็จะสามารถฝึกฝนการ
ต่อสู้ได้ง่ายขึ้น
แต่ถ้าหากจิตวิญญาณยังว้าวุ่น การไหวเวียนของพลังปราณก็จะ
ติดขัด การฝึกฝนจะจมอยู่กับความโกรธความเกลียดชัง และส่งผลร้าย
ตามมาในที่สุด
ถ้าหากจิตวิญญาณไม่สงบนิ่ง การฝึกฝนก็จะถูกชะลอ จุดด่างพร้อย
ในจิตใจจะก่อให้เกิดสิ่งล่อลวง และจะทำให้ผู้ฝึกฝนออกนอกลู่นอกทางใน
ซักวันหนึ่ง
วิธีที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านั้นก็คือ กำจัดความค้างคาในหัวใจที่เป็นดั่งจุด
ด่างพร้อยในจิตวิญญาณเหล่านั้นออกไป การไหลเวียนของพลังปราณก็
จะไม่ถูกรบกวน
ยกตัวอย่างเช่น ความพ่ายแพ้ของจูเอี๋ยนในครั้งนี้ มันจะต้องเป็นจุด
ด่างพร้อยขนาดใหญ่ในจิตวิญญาณของจูเอี๋ยนอย่างแน่นอน และจะส่ง
ผลร้ายต่อการฝึกฝนในอนาคตของเขา
หนทางที่ถูกต้องในการกำจัดจุดด่างพร้อยเหล่านั้น ไม่ใช่การจ้างวาน
ใครซักคนมาสังหารหลินหมิง แต่เป็นการใช้พลังของตนเองเอาชนะหลินห
มิงให้ได้ต่างหาก
แต่สำหรับจูเอี๋ยน มันคงจะไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว ช่องว่างระหว่าง
เขากับจูเอี๋ยนมีแต่จะเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน การที่หลินหมิงเอาชนะจูเอี๋ยนได้ จิตวิญญาณของเขา
ก็จะได้รับการเติมเต็ม และการติดขัดในด่านความฝันนั้นก็จะลดลง
ตอนนี้เขาได้เข้ามายังโลกแห่งความฝันแล้ว เขาหลับตาและนึกถึงสิ่ง
ที่เขาได้เจอในครั้งก่อน ในตอนนี้สิ่งที่ด่านทดสอบความฝันเลือกมาเพื่อ
รบกวนจิตใจของเขาไม่ใช่หลานอวิ๋นเยว่อีกแล้ว แต่เป็นฉินซิงเซวียน
รวมถึงสาวงามคนอื่นๆ มันแสดงว่าเรื่องของหลานยุนเยี่ยไม่ใช่จุดด่าง
พร้อยที่เป็นจุดอ่อนในจิตใจของเขาอีกต่อไป
และทันทีที่เขาทำจิตใจให้สงบนิ่ง ภาพความฝันแสนหวานที่มา
ก่อกวนจิตใจของเขาก็แตกสลายไป
หลินหมิงรู้แล้วว่า ด่านความปรารถณา ไม่ได้ทดสอบในด้าน
ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว มันยังทดสอบการตัดสินใจของเขาด้วย
การตัดสินใจไม่ใช่ความรักเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงธรรมชาติของ
มนุษย์ด้วย มนุษย์มิใช่สัตว์ที่จะทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด
สัญชาติญาณได้ถูกปลูกฝังมานานแล้ว ด่านนี้สามารถแสดงให้เห็นถึง
ความมุ่งมั่นในการฝึกฝนได้เป็นอย่างดี และเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะ
สูญเสียตัวตนของตัวเองไป
ถ้าหากมีความมุ่งมั่นสูง ความเร็วในการฝึกฝนก็จะสูงตามไปด้วย
และเมื่อใดก็ตามที่ถูกล่อลวงจากสิ่งเล้า ความมุ่งมั่นในการฝึกฝนก็จะ
ลดลง ส่งผลให้ความเร็วฝึกฝนลดลง
ขณะที่หลินหมิงกำลังทำสมาธิอยู่บนแท่นหยก เขาก็โคจร ‘ชีพจร
ปราณเทพคลั่ง’ และเข้าสู่สภาวะเจตจำนงนักสู้ ‘จิตบริสุทธิ์’ เขาจะลบ
จิตของตนเองออก ปล่อยให้ร่างกายโคจรพลังไปตามสัญชาตญาณ และ
ความเร็วในการโคจรของมันก็เพิ่มขึ้นและสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆ
หลินหมิงรู้สึกได้ว่าการไหลเวียนของพลังปราณเป็นไปได้อย่าง
รวดเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก
คงเป็นเพราะการเติมเต็มจิตวิญญาณของเขา จากการที่เขาสามารถ
เอาชนะจูเอี๋ยนได้ เจตจำนงนักสู้ของเขาเองก็พัฒนาขึ้นอีกขั้น
เป็นเวลากว่า3ชั่วโมงที่หลินหมิงปล่อยให้สัญชาตญาณโคจรพลัง
ปราณในร่างของเขา ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้น และนึกถึงคำเชิญจากองค์รัช
ทายาท เขาจึงส่งกระแสปราณออกไปเพื่อติตต่อมู่อี้
…
ณ เมืองลิขิตฟ้า พระราชวังขององค์รัชทายาท
ในตอนนี้พระอาทิตย์ได้ลับของฟ้าไปแล้ว ทั่วทั้งวังถูกตกแต่งอย่าง
วิจิตรงดงาม พื้นถูกปูด้วยพรมสีแดง มีหญิงงามคอยบริการน้ำและอาหาร
ให้แขกไม่ขาดสาย วังแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงดนตรีที่เหล่าศิลปินบรรเลง
ขึ้นมาอย่างไพเราะน่าฟัง
วันนี้องค์รัชทายาทเป็นเจ้าภาพในการจัดงานเลี้ยงฉลอง แม้จะกล่าว
ว่ามันเป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ แต่ก็มีแขกมามากมาย เพราะว่านี่เป็นการ
ฉลองให้กับหลินหมิง
“จอมพลจากแดนใต้ได้มาถึงแล้ว” ทันทีที่ได้ยินประกาศ ชายวัย
กลางคนรูปร่างค่อนข้างอ้วนก็เดินเข้ามาในงานพร้อมกับผู้ติดตาม
แม้ร่างกายของเขาจะดูอ้วน แต่การเดินและลมหายใจเขากลับเงียบ
กริบและพลิ้วไหว ทำให้คนที่ได้มองรู้สึกใจสั่น
เขาคือหนึ่งในสิบ จอมพลแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า แม้ทางด้านทิศใต้
ของอาณาจักรจะมีจอมพลคอยดูแลอยู่เพียงไม่กี่คน แต่พวกเขาก็มีอำนาจ
และน่าเกรงขาม นายพลคนนี้เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในบรรดานายพลทั้ง
สิบ เขามีอายุ69ปี
“จอมพลจากแดนใต้ก็มาด้วยหรือนี้?!”
เมื่อหยางหลินรับรู้เขาก็ดีใจเป็นอย่างมาก แม้เขาจะส่งจดหมายเชิญ
ไป แต่เขาก็ไม่คิดว่าจอมพลจากแดนใต้ผู้นี้มางานฉลองของเขาจริงๆ
แม้หยางหลินจะเป็นถึงองค์รัชทายาท แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าเขามี
อำนาจเป็นรององค์ชายสิบอยู่ไม่น้อย
ถ้ากษัตริย์ตาย แน่นอนว่าจะเกิดการแย่งชิงบัลลังค์ขึ้น ไม่มีใครรู้จะ
ใครจะได้เป็นผู้ครอบครองมัน นี่เป็นเวลาที่ทุกคนจะต้องเลือกฝ่าย ถ้า
เลือกได้ถูกต้องชีวิตก็จะไปในทิศทางที่ดี แต่หากเลือกผิดฝ่ายล่ะก็ คงจะ
ยิ่งกว่าตกนรกเสียอีก
อย่างไรก็ตาม เรื่องของจิตใจคนนั้นก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ เหล่า
ผู้นำจะต้องมีข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้ อย่างเช่นองค์ชายสิบที่มีจู
เอี๋ยนเป็นข้ารับใช้คนสนิท
สำหรับกองทัพแล้ว หากทางกองทัพเข้ามายุ่งเรื่องการแย่งชิงบัลลังค์
แน่นอนว่าอาณาจักรจะต้องเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงเป็นข้อห้ามที่ว่ากองทัพจะไม่เข้ามายุ่งในเรื่องนี้โดยเด็ดขาด
จึงเป็นเรื่องที่แปลกมากที่จอมพลจากแดนใต้ม่าร่วมงานฉลองในวันนี้
หยางหลินรู้ดีว่าที่จอมพลจากแดนใต้มางานฉลองก็เพราะต้องการ
พบกับหลินหมิง เพราะเขาเองก็เป็นศิษย์เก่าจากสำนักเจ็ดแก่นแท้เช่นกัน
จะต้องมีความรู้สึกต้องการที่จะเห็นหน้าศิษย์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถโดด
เด่งเป็นธรรมดา
“แม้หลินหมิงจะมีอายุเพียง15ปี แต่เขาก็มีความสามารถสูงถึงขนาด
นี้ ถ้าหากเขาต้องการที่จะช่วยเหลือเรา เราจะมีโอกาสได้ครอบครองบัล
ลังค์สูงขึ้นมากทีเดียว”