Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 112 จูเอี๋ยนบ้าคลั่ง
เมื่อขอโทษหลินหมิงเสร็จ หวังกานก็กลับจากงานเลี้ยงในทันที เขา
ได้เข้าพบองค์ชายเมฆมายาโดยใช้ประตูหลังวังเพื่อหลบสายข่าวขององค์
รัชทายาท เขาได้อธิบายต่อองค์ชายเมฆมายาถึงเหตุผลที่เขาไปงานเลี้ยง
ในวันนี้ และเขายังรายงานความชั่วช้าของจูเอี๋ยนที่องค์ชายสามไม่เคยรู้
มาก่อนให้ฟังอีก
เขาไม่ได้บอกเรื่องเหตุผลที่เขาไปงานเลี้ยงตรงๆ เขาบอกเพียงแค่ว่า
ที่เขาไปร่วมงานเลี้ยงเพราะมีเหตุผลทางการทหารบางอย่าง
แต่องค์ชายสิบก็ไม่ได้โง่ เขารู้ดีว่าหวังกานแอบซ่อนบางอย่างเอาไว้
อยู่ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเค้นเรื่องทั้งหมดจากหวังกาน
ในตอนนี้
“หวังกาน วันนี้ท่านก็คงเหนื่อยมามากแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อน
เถอะ” องค์ชายสิบพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอตัวก่อน” แม้ยศของเขาจะถือว่าค่อนข้างสูงใน
ระดับหนึ่ง แต่เขาก็ต้องระวังตัวเอาไว้ด้วยเช่นกัน การไปขอโทษหลินหมิง
ในครั้งนี้ ทำให้ศัตรูในอนาคตของเขาลดลงไปอีกหนึ่งคน
…
ณ ตระกูลจู้
จูเอี๋ยนอยู่ในชุดผ้าสีเขียวบนที่นอนของเขา สายตาของเขามอง
ออกไปนอกหน้าต่าง เขารู้ดีว่าองค์รัชทายาทได้จัดงานเลี้ยงฉลองให้กับ
หลินหมิง
เมื่อคิดไปถึงเรื่องนั้น ก็ทำให้เขาเกิดความเครียดแค้นขึ้นภายในจิตใจ
เขาขย้ำที่นอนของเขาจนมันขาดเละเทะ
ในการต่อสู้เมื่อหลายวันก่อน การใช้วิชา ‘ดอกบังเพลิงนรกโลกันต์’
ซึ่งเป็นวิชาที่เขายังควบคุมพลังของมันได้ไม่สมบูรณ์ และเมื่อต้องใช้มัน
ปะทะกับวิชาหอกที่แข็งแกร่งของหลินหมิง ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสจน
แทบจะลุกเดินไม่ได้
“บ้าเอ้ย!”
ปัง!
หมอนสีม่วงข้างๆจูเอี๋ยนปริแตก เศษของมันกระจัดกระจายไปทั่ว
“ว้าย! ” หลายยุนเยียรู้สึกตกใจและหวาดกลัว ในตอนแรกจูเอี๋ยนก็
ยังสงบดีอยู่หรอก แต่จู่ๆเขาก็ดูเหมือนคนบ้าขึ้นมาอย่างไม่มีต้นสายปลาย
เหตุ
เสียงร้องของนาง ทำให้จูเอี๋ยนหันมาทันที “เจ้าคงจะเสียใจมากงั้น
สินะ?”
“เสียใจ?…เรื่องอะไร?” หลานอวิ๋นเยว่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก แต่
นางก็ยังพยายามทำใจให้สงบ
“เจ้าก็รู้ว่าข้าหมายถึงอะไร”
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงเหนือกว่าจูเอี๋ยนไปแล้ว และหลินหมิงก็
มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าจูเอี๋ยนอย่างเทียบกันไม่ติด ซึ่งจูเอี๋ยนก็มั่นใจว่า
หลานอวิ๋นเยว่จะต้องเสียใจเรื่องที่นางทิ้งหลินหมิงไปอย่างมากเป็นแน่
“องค์รัชทายาทกำลังจัดงานเลี้ยงให้เขาอยู่ หลินหมิงเองก็อยู่ที่นั่น
ถ้าเจ้าอยากจะขอโทษมันนักก็ไม่หามันเลยสิ ที่นั่นมีแต่พวกขุนนางชั้นสูง
ทั้งนั้น เจ้าเองต้องการใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับพวกขุนนางนักไม่ใช่หรือไง ไป
ซะสิ”
จูเอี๋ยนพูดด้วยนำเสียงเย็นชา ซึ่งมันทำให้หลานอวิ๋นเยว่หวาดกลับ
เป็นอย่างมาก นางรู้ว่าตอนนี้จูเอี๋ยนกำลังโมโหจนแทบบ้า ถ้านางตอบไป
ว่านางเสียใจเรื่องหลินหมิง สถานการณ์ก็คงเลวร้ายขึ้นไปอีก
หลานอวิ๋นเยว่กัดฟันพูดออกมา “ข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะเสียใจหรอก”
จูเอี๋ยนยิ้มอย่างชั่วร้าย “ใช่แล้ว เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะเสียใจอะไรทั้งนั้น
ถอดเสื้อออกซะ”
“อะไรนะ?!” หลายยุนเยียก้าวถอยหลังไปอยู่มุมห้อง “จูเอี๋ยน เรายัง
ไม่ได้แต่งงาน…”
“แต่งงานรึ? ข้าคิดว่าเจ้าเข้าใจสถานะของตัวเองดีแล้วเสียอีก คิดว่า
ตัวเองเป็นเจ้าหญิงหรือไง ที่ข้ายังไม่ทำอะไรเจ้าก็เพราะข้ายังเคารพในตัว
เจ้าอยู่ แต่ดูเจ้าในตอนนี้สิ เคยมีข้าอยู่ในใจบ้างไหม ข้าสั่งให้เจ้าถอดเสื้อ
ออก!!”
“จูเอี๋ยน นี่เจ้า…” หลานอวิ๋นเยว่รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่รุนแรง จิตใจ
ของจูเอี๋ยนกำลังดิ่งลงเหว ก่อนหน้านี้เขาเป็นสุภาพบุรุษ แม้เขาจะ
อาละวาดทำลายข้าวของอยู่บ่อยๆ แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะชั่วช้าได้
ถึงขนาดนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจูเอี๋ยนคิดที่จะข่มขืนนาง ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะ
ความเครียดที่โดนหลินหมิงทำร้าย จนอนาคตของเขาต้องพังพินาศ
ตอนนี้จูเอี๋ยนไม่ต่างอะไรกับคนบ้าเลย
จูเอี๋ยนเห็นนางคิดจะหนีจึงได้พูดขึ้นมา “ถึงข้าจะบาดเจ็บหนักขนาด
ไหนก็ตาม แต่การจะจัดการกับเจ้านั้นมันง่ายดายมาก ข้าขอแนะนำว่า
อย่าคิดจะหนีดีกว่า หากยังคิดเช่นนั้นอีกข้าก็คงต้องลงไม้ลงมือเสีย
หน่อย”
“จุ… จูเอี๋ยน…” หลานอวิ๋นเยว่กัดลิมฝีปากแน่น น้ำตาเริ่มไหลซึม
ออกมาจากดวงตา สีหน้าของนางซีดลงอย่างชัดเจน
เสียงของนางฟังดูสั่นๆ “ท่านได้พ่ายแพ้ให้กับหลินหมิง นั้นเป็นเรื่อง
ของการต่อสู้ ท่านคิดว่าหากท่านข่มขืนหญิงที่หลินหมิงรักแล้วความแค้น
ของท่านจะเบาลงอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าว่าไงนะ?!” สีหน้าของจูเอี๋ยนยิ่งตึงเครียดขึ้นทุกที แต่เหตุผลที่
เขาต้องการข่มขืนนางก็เพื่อระบายความโกรธแค้นจริงๆ
เขาเกลียดทุกอย่างที่เป็นหลินหมิง แม้แต่ชื่อของมันเขาก็ไม่อยากได้
ยิน เขาต้องการที่จะข่มขืนหญิงที่หลินหมิงรัก มันคงช่วยระบาย
ความเครียดแค้นในใจให้เขาได้
เมื่อได้ฟังที่นางพูดย้ำเรื่องความพ่ายแพ้ของเขาเช่นนั้น เขาจึงโกรธ
จนเลือดขึ้นหน้า
เขาโคจรพลังปราณและกำลังจะสั่งสอนนาง แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียง
จากข้ารับใช้ของเขาดังขึ้นมา “นายท่าน องค์ชายสิบมาถึงแล้วขอรับ”
“หือ..” จูเอี๋ยนทำหน้าบิดเบี้ยว และสลายพลังปราณที่อัดแน่นบนผ่า
มืออกไป
หลานอวิ๋นเยว่หวาดกลัวจนถึงขีดสุด นางเข่าอ่อนทรุดตัวลงไปกับพื้น
ตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน ชื่อขององค์ชายสิบเป็นฝันร้ายที่จะทำร้ายชีวิตนางมา
ตลอด แต่ตอนนี้ชื่อของเขาได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้
จูเอี๋ยนรีบจัดแจงชุดผ้าของเขาให้ดูเรียบร้อยขึ้น ปกติเขาจะเป็นฝ่าย
ไปพบองค์ชายสิบที่ราชวัง แต่เพราะอาการบาดเจ็บสาหัสของเขา ทำให้
ต้องเปลี่ยนสถานที่มาเป็นห้องนอนของเขาแทน
ประตูถูกเปิดออกองค์ชายสิบยืนอยู่ตรงทางเข้า ดูไม่ออกเลยว่าเขา
เป็นสุขหรือทุกข์อย่างไรกันแน่
“คารวะ ฝ่าบาท” จูเอี๋ยนโค้งคำนับ หลานยุยเยียเองก็เช่นกัน นาง
ยืนขึ้นมาโค้งคำนับก่อนจะเดินไปอยู่ที่มุมห้องตามเดิม
“เจ้ารู้จักหวังยี่เกาใช่หรือไม่?” องค์ชายสิบกล่าวถามในทันที คำพูด
ที่หนักแน่นขององค์ชายสิบทำให้หลานอวิ๋นเยว่หวาดกลัวและเป็นกังวลว่า
จะมีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับนาง
จูเอี๋ยนเข้าใจถึงสาเหตุที่องค์ชายสิบมาหาขึ้นมาในทันที หากไม่มี
เรื่องสำคัญแล้ว ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่คนระดับองค์ชายสิบจะไปรู้จักกับสวะ
อย่างหวังยี่เกา
“ใช่ขอรับ” จูเอี๋ยนตอบไปตามตรง ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเอ่ยชื่อของ
มันให้องค์ชายสิบได้ยินมาก่อน แต่เรื่องของมันก็ได้ยินมาถึงหูองค์ชายสิบ
จนได้
“งั้นเจ้าก็คงรู้แล้วสินะว่าข้ามาที่นี่ทำไม เจ้ารู้ไหมทำไมน้องชายของ
ข้ามันถึงชักจูงหลินหมิงให้อยู่ฝ่ายมันได้สำเร็จ เจ้าอาจจะยังไม่รู้ คนที่
ช่วยชีวิตของหลินหมิงในวันนั้น วันเดียวกับที่สำนักเจ็ดแก่นแท้จะทดสอบ
รับศิษย์ วันที่เจ้าสั่งให้หวังยี่เกาเสแสร้งว่าถูกหลินหมิงทำร้ายจนหลินหมิ
งเกือบจะถูกส่งตัวเข้าคุก คนที่ช่วยหลินหมิงก็คือองค์รัชทายาท
ตลอดเวลาที่เจ้าอยู่กับข้ามาสองปีนี้ เจ้าสร้างประโยชน์อันใดให้ข้าได้บ้าง
นอกจากเจ้ามันจะไร้ประโยชน์แล้วเจ้ายังได้มอบของขวัญสุดแสนล้ำค่า
อย่างหลินหมิงไปให้กับศัตรูของข้าอีกด้วย แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้มันถูก
เลือกให้เป็นศิษย์พิเศษแล้ว หากมันผ่านบททดสอบได้มันจะเหนือว่าหลิง
เซ็นเสียอีก”
ว่าไงนะ?! หลินหมิงถูกเลือกให้เป็นศิษย์พิเศษ?!
เป็นไปไม่ได้ ทั้งอาณาจักรแห่งนี้มีเพียงแค่ฉินซิงเซวียนคนเดียว
เท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอที่จะถูกเลือก จะบอกว่าหลินหมิงอยู่ในระดับ
เดียวกับนางหรือ?
“จูเอี๋ยน เจ้ารู้ไหมว่านี่มันเรื่องใหญ่แค่ไหน” เริ่มเห็นได้ชัดว่าตอนนี้
องค์ชายสิบอารมณ์เสียขึ้นมาแล้ว หากหลินหมิงต้องไปประจำการอยู่ที่
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็คงจะเป็นการดี แต่หากเขาได้เป็นเอกอัครราชทูต
ประจำอาณาจักรแห่งนี้หรือได้เป็นเจ้าสำนักในอาณาจักรแห่งนี้ สามารถ
พูดได้อย่างชัดเจนเลยว่า หากหลินหมิงยังอยู่ฝ่ายองค์รัชทายาท ก็
เหมือนกับองค์รัชทายาทได้บัลลังค์ไปไว้ในมือแล้ว เอกอัครราชทูตและ
เจ้าสำนักมีอำนาจเหนือกษัตริย์เสียอีก
เมื่อเวลานั้นมาถึง แม้โอกาสเพียงเล็กน้อยที่เขาจะได้ครอบครองบัล
ลังค์ก็คงไม่เหลืออยู่แล้ว
จูเอี๋ยนกำหมัดแน่น เป็นไปได้ยังไงกัน ถ้าหากหลินหมิงได้เป็นศิษย์
พิเศษ หลินหมิงจะสามารถฆ่าเขาได้เหมือนกับใช้เท้าเหยียบลงไปบนมด
ตัวหนึ่ง เมื่อคิดได้เช่นนั้นจิตใจของจูเอี๋ยนก็เต็มไปด้วยความหดหู่และสิ้น
หวัง
หากเขารู้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้น เขาจะไม่ยอมเป็นศัตรูกับ
หลินหมิงโดยเด็ดขาด ไม่มีทางทีเขาจะทำให้หลินหมิงยกโทษให้ได้เลย
จริงๆอย่างนั้นหรือ?
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลานยุนเสียก็ต้องผงะ นางไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่
ได้ยิน หลินหมิงได้ถูกเลือกให้เป็นศิษย์พิเศษ?! อนาคตของเหล่าศิษย์
พิเศษนั้นยิ่งใหญ่เพียงใดก็เป็นที่รู้ๆกันดี แต่ที่แน่ๆก็คือมีอำนาจเหนือ
กษัตริย์อย่างแน่นอน
ในตอนแรก องค์ชายสิบคิดว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องคนนั้นเป็น
คนรับใช้ของจูเอี๋ยนเสียอีก แต่เมื่อเขาพูดเรื่องหลินหมิงและสังเกต
พฤติกรรมเล็กๆน้อยๆของนาง และจากชุดที่นางใส่อยู่มันทำให้เขามั่นใจ
ว่าก่อนหน้านี้เขาคิดผิด และเพื่อยืนยันความคิดของเขา องค์ชายสิบก็
กล่าวถามออกมาในทันที “เจ้าคือ… หลานอวิ๋นเยว่สินะ?”