Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 113 การตัดสินใจขององค์ชายสิบ
เมื่อองค์ชายสิบถามนางเช่นนั้น นางก็โค้งคำนับให้องค์ชายสิบอีกครั้ง
ก็ที่จะกล่าวออกมา “หลานอวิ๋นเยว่ขอคารวะ ท่านองค์ชาย”
องค์ชายสิบมองดูรูปร่างสัดส่วนและใบหน้าอันอ่อนหวานของนาง
และเขาก็ยิ้มออกมา “งามเลิศ! ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลินหมิงจะหลงสเน่ห์
ในตัวเจ้านักหนา หากเจ้ายังมีความสัมพันธ์อันดีกับหลินหมิงอยู่ เจ้าก็คง
จะมีประโยชน์ต่อข้ามากกว่านี้ แต่ตอนนี้เจ้ามันตัวปัญหาชัดๆ ”
องค์ชายสิบพูดอย่างไร้ความปราณีโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของนาง
เลย หญิงสาวคนหนึ่งจะสามารถทนต่อคำพูดที่โหดร้ายเช่นนี้ได้ไหวอย่าง
นั้นหรือ?
“ไสหัวของเจ้าออกไปซะ!” องค์ชายสิบสะบัดมือไล่หลานอวิ๋นเยว่ออก
ไป
หลานอวิ๋นเยว่กัดลิมฝีปากพยายามกั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา นางก้ม
หัวคารวะองค์ชายสิบอีกครั้งก่อนรีบก้าวออกจากห้องไป
เมื่อหลานอวิ๋นเยว่เดินออกไปแล้ว ในห้องนั้นก็เหลือเพียงองค์ชายสิบ
และจูเอี๋ยน
องค์ชายสิบกล่าวถามจูเอี๋ยนอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าอยากแก้แค้น
หรือไม่?”
จูเอี๋ยนยังคงเงียบ แต่เลือดที่หยดลงมาบนพื้น จากเล็บที่จิกลงไปบน
ฝ่ามือก็สามารถใช้แทนทำตอบของเขาได้
“งั้นก็ดี เจ้ารู้ว่าหลินหมิงจะได้ถูกเลือกให้เป็นศิษย์หลักแล้ว เจ้ารู้อยู่
แก่ใจดีว่าโอกาสที่เจ้าจะแก้แค้นมันได้สำเร็จเหลืออยู่น้อยนิดเพียงใด”
“แต่มันก็ยังมีโอกาสอยู่ มันเป็นไปไม่ได้ที่หลินหมิงจะอยู่ในอาณาเขต
ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ตลอดเวลา และเมื่อมันออกมาจากที่นั่น เมื่อนั้นก็
จะเป็นโอกาสของเราที่จะลอบสังหารมัน! ทว่าความแข็งแกร่งของเจ้านั้น
ไม่เพียงพอ เจ้าจงไปมองหานักสู้ที่เก่งกาจและมั่นใจว่าจะสามารถสังหาร
หลินหมิงได้ ข้าจะช่วยเหลือเรื่องเงินทองเอง เจ้าแค่ต้องเป็นคนใช้เงินทอง
ของข้าชักชูกนักสู้คนนั้นให้ได้ ตราบใดที่เรามีเงินทองและทรัพสมบัติมาก
พอการจะชักจูงนักสูงซักคนก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ”
“แต่ก่อนหน้านั้น! ข้าคงจะต้องขับไล่เจ้าออกจากตระกูลจู้เสียก่อน
ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจเหตุผลของข้า ข้าและตระกูลจู้จะต้องสืบทอดราช
บัลลังค์ ไม่เช่นนั้นทั้งข้าและตระกูลของเราจะต้องพินาศย่อยยับเป็นแน่
แท้!”
หัวใจของจูเอี๋ยนโศกเศร้าเป็นที่สุด เขาต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและ
ถูกขับไล่ออกจากตระกูล!
เขาเข้าใจถึงสาเหตุที่องค์ชายสิบต้องทำเช่นนั้น ภารกิจนี้มีความเสียง
สูงเกินไป! หากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้รู้ว่าการลอบสังหารหลินหมิงเกี่ยวข้อง
กับองค์ชายสิบ องค์ชายสิบจะต้องถูกประหารอย่างแน่นอน!
ดังนั้นองค์ชายสิบจึงต้องตัดความสัมพันธ์กับจูเอี๋ยนออกทั้งหมด!
เมื่อทำเช่นนั้น แม้การลอบสังหารหลินหมิงจะล้อมเหลว ผู้ที่จะ
รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวก็คือจูเอี๋ยน ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบกระเทือน
มาถึงตระกูลจู้และองค์ชายสิบ!
และเมื่อองค์ชายสิบขับไล่จูเอี๋ยนออกไปจากตระกูลได้ ก็เป็นการเปิด
ช่องทางให้เขาได้สานสัมพันธ์อันดีกับหลินหมิง หากเขามอบของขวัญล้ำ
ค่าให้กับหลินหมิง อย่างน้อยหลินหมิงก็คงไม่ตั้งตัวเป็นศัตรูต่อเขา
และแม้หลินหมิงจะยังอยู่ฝ่ายองค์รัชทายาทในตอนนี้ แต่หลินหมิงก็
คงต้องเกิดความลังเลที่จะเป็นศัตรูกับเขาอยู่บ้าง หรืออาจถึงขั้นสามารถ
เปลี่ยนใจให้หลินหมิงมาอยู่ฝ่ายเขาเลยก็เป็นได้ ใครจะไปรู้ว่าคนแต่ละคน
มีความโลภอยู่ในจิตใจเพียงใด
วิธีการสองแง้สองง่ามแบบนี้เป็นแผนการที่ดีที่สุด!
สำหรับจูเอี๋ยน ตั้งแต่เขาได้แพ้ให้กับหลินหมิงในวันนั้น เขาก็ไม่มี
อะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว และเขาก็รู้ว่าหัวหน้าตระกูลจู้และผู้อาวุโสที่มี
อำนาจในตระกูลเป็นคนอย่างไร
พวกเขาไม่ลังเลเลยที่จะแลกชีวิตของลูกชายตัวปัญหาเพื่อ
ผลประโยชน์ของวงศ์ตระกูล
“จูเอี๋ยน เจ้าได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่อาจจะถอยกลับไปได้อีกแล้ว นี่เป็น
ทางเลือกเดียวที่เจ้าจะแก้แค้นหลินหมิงได้ และทั้งหมดนี่ก็เพื่อตระกูลของ
เรา”
“เจ้าก็รู้ดีว่าหลินหมิงแข็งแกร่งเพียงใด หากมันได้เป็นฑูตหรือเจ้า
สำนักในอนาคต ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ตระกูลของเราจะได้ครองบัลลังค์ เรา
จะเป็นต้องกำจัดเขาออกไป เรื่องเหล่านี้ข้าได้ปรึกษากับแม่ของเจ้าแล้ว
และแม่ของเจ้าก็เห็นด้วยกับแผนการณ์ของข้า ในคืนนี้หรือพรุ่งนี้เช้า เจ้า
จงเดินทางออกไปและวางแผนการณ์ลอบสังหารหลินหมิงซะ หวังว่าเจ้า
จะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง!
“และถ้าเจ้าทำมันได้สำเร็จ ข้าไม่ลืมเจ้าแน่นอน เมื่อข้าได้ขึ้นครอง
บัลลังค์แล้ว เจ้าจะได้ทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนา!”
‘ได้ทุกสิ่งที่ข้าปรารถนา? จูเอี๋ยนหัวเราะอยู่ในใจ ทั้งหมดนี่มันก็เพื่อ
ผลประโยชน์ของเจ้าทั้งนั้น เจ้าใช้ชีวิตของข้ามาเดิมพันเพื่อความสำเร็จ
ของเจ้า!
แน่นอนว่าหากใครต้องวางแผนลอบสังหารศิษย์หลักแล้ว ไม่ว่าจะ
สำเร็จหรือไม่ เขาคนนั้นจะต้องกินอาหารไม่อร่อย หลับนอนไม่เต็มตา
หวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ข้อกล่าวหาเหล่านี้มากพอจะให้หุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ลงโทษประหารได้โดยไม่ต้องรอพิจารณา!
ถ้าแผนการณ์ล้มเหลว ข้าต้องถูกประหาร!
ต่อให้แผนการณ์สำเร็จ ข้าก็มีโอกาสถูกประหารอยู่ดี!
เจ้าทำลายอนาคตของข้า และยังใช้ชีวิตของข้าเพื่อผลระโยชน์ของ
ตัวเจ้าเองอีก…
หยางเซ็น เจ้าช่างเป็นองค์ชายที่โหดเหี้ยมอะไรเช่นนี้!
และท่านป้า นางสนมแม่ขององค์ชายสิบก็คงจะทำทุกวิธีทางเพื่อให้
ลูกชายของนางได้ครองบัลลังค์ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของข้า หลานชาย
แท้ๆของนาง นังปีศาจร้าย!
ชะตากรรมของข้า ข้าจะลิขิตมันเอง!
แววตาของจูเอี๋ยนดูเย็นชาราวกับน้ำแข็ง เขาสาบานว่าใครที่เคยมุ่ง
ร้ายต่อเขาจะต้องถูกฆ่าตาย!
ข้าต้องการพลัง! ข้าต้องการพลังที่ไร้ขีตจำกัด! พลังที่สามารถจะฆ่า
ทั้งหลินหมิงและหยางเซ็นได้! พลังที่จะสามารถลิขิตชีวิตของทุกชีวิตใน
อาณาจักรแห่งนี้!
องค์ชายสิบหยางเซ็นก้าวออกมาจากห้องของจูเอี๋ยน หลานอวิ๋นเยว่
ก็นั่งอยู่ด้านนอกนั่นและมององค์ชายสิบเดินผ่านไปอย่างสิ้นหวัง
ประตูห้องนอนของจูเอี๋ยนเป็นแง้มอยู่เล็กน้อย แต่หลานอวิ๋นเยว่ก็ไม่
มีความกล้าพอที่จะกลับเข้าไป นางทำได้เพียงแต่รออยู่ด้านนอกไปเรื่อยๆ
จนกว่าจูเอี๋ยนจะออกมา
หลังจากผ่านไปเกือบ20นาที ในที่สุดจูเอี๋ยนก็ก้าวออกมาจาก
ห้องนอน ทำให้หลานอวิ๋นเยว่ต้องลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณ
จูเอี๋ยนมองไปที่นาง เขาโยนกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาง มันคือสัญญา
การหมั้นที่ถูกลงนามโดยจูเอี๋ยนและหลายยุนเยีย
“ฉีกมันซะ” จูเอี๋ยนตวาด
“ข้า… ข้าขอโทษ?” มือของหลานอวิ๋นเยว่แข็งทื่อ
“จากนี้เราไม่มีความสัมพันธ์ใดใดต่อกันอีกแล้ว เจ้าได้ถูกขับไล่ออก
จากตระกูลจู้นับตั้งแต่บัดนี้”
“ขะ… ขับไล่?” หลานอวิ๋นเยว่ตกใจ
จูเอี๋ยนกล่าว “ที่เจ้าตัดสินใจหมั้นหมายกับข้า ทั้งหมดก็เพื่ออำนาจ
และเงินทอง ตอนนี้ข้าไม่เหลือสิ่งเหล่านนั้นอีกแล้ว สัญญานี้เองก็ไม่ได้มี
ค่าอะไรมากไปกว่าเศษกระดาษ ”
เมื่อเห็นว่าหลานอวิ๋นเยว่ไม่ยอมฉีก จูเอี๋ยนจึงรวบรวมพลังปราณไว้ที่
นิ้วและสะบัดมันออกไป ทำให้สัญญาหมั่นในมือของหลานอวิ๋นเยว่ถูกฉีก
กระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยพลังปราณของเขา
ในอาณาจักรแห่งนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมาก หากหญิงสาว
ได้หย่ากับชายหนุ่มหลังจากที่ได้หมั่นหรือแต่งงานกันไปแล้ว แทบไม่มี
ทางที่นางจะได้แต่งงานอีกครั้ง
“เจ้าไปได้แล้ว” จูเอี๋ยนกล่าวอย่างสงบ เขาหันหลังกลับ เขาไม่สนใจ
เลยว่าหลานอวิ๋นเยว่จะรู้สึกอย่างไร หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความเกลียด
ชังที่มีต่อทุกสิ่ง เขายังไม่รู้เลยว่าในอนาคต ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร
ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะต้องไปสนใจกับความรู้สึกของหญิงสาวคนหนึ่ง
…
…
หลานอวิ๋นเยว่เดินออกมาจากตระกูลจู้ นางเดินไปตามถนน หยาด
น้ำตาค่อยๆไหลออกมา นางและจูเอี๋ยนไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดใดต่อกัน
อีกต่อไปแล้ว…
แต่แล้วจู่ๆนางก็รู้สึกว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ นางรู้สึกว่า
ธรรมชาติที่สวยงามและเงี่ยบสงบโดยรอบกำลังเป็นกำลังใจให้นางอยู่
การหมั่นที่กดดันให้นางต้องฝืนใช้ชีวิตอย่างเป็นทุกข์ได้สิ้นสุดลงแล้ว
…
ในค่ำคืนช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง มีลมหนาวโบกพัดเข้ามาปะทะ
ร่างกาย ด้านนอกเต็มไปด้วยแสงไฟจากร้านอาหารเหมือนเช่นทุกวัน
จู่นางก็ยิ้มออกมา มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งอกโล่งใจ
นางจำได้ว่าในวัยเด็ก นางกับหลินหมิงจะวิ่งไล่จับแมลงปอกันในฤดู
ใบไม้ผลิ
นางจำได้ว่าเขาและนางวิ่งผ่านสายฝนเพื่อไปหาดอกไม้สวยๆด้วยกัน
เขาเคยพานางไปผจญภัยในป่า เขาเคยพานางก้าวข้ามหินลื่นๆกลาง
แม่น้ำ เคยพานางเอาเท้าจุ่มลงไปในแม่น้ำที่มีปลาตัวเล็กตัวน้อยว่ายน้ำไป
มา ด้วยการที่หลินหมิงเติบโตขึ้นมาในร้านอาหาร เขาสามารถเตรียม
อาหารอร่อยๆให้นางได้อย่างรวดเร็ว เขาไปจับไก่ฟ้า เก็บสมุนไพรและ
ผลไม้ในป่า นำมาปรุงลงในหม้อดิน มันเป็นอาหารที่อร่อมมาก
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นางป่วย หลินหมิงก็วิ่งตากฝนไปหลายสิบลี้ เพื่อไป
เก็บสมุนไพรบนภูเขามาทำโจ๊กสมุนไพรให้นาง มันเป็นโจ๊กที่เต็มไปด้วย
คุณค่าทางโภชนาการ…
แต่… นางไม่มีทางจะได้พบกับวันดีดีเหล่านั้นอีกแล้ว น้ำตาของนาง
ไหลผ่านแก้มและหยดลงบนพื้น
นางเสียใจ… นางไม่ได้เสียใจที่หลินหมิงกลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดัง
นางไม่ได้เสียงใจที่นางพลาดโอกาสที่จะได้แต่งงานกับจอมพลหรือฑูตแห่ง
อาณาจักร… นางเสียใจที่นางมองข้ามความสุขอันบริสุทธิ์ไป นางมัวแต่
ใฝ่หาความหรูหราและชื่อเสียงเงินทอง
นางเดินต่อไปเรื่อยๆอย่างอ่อนล้า ร่างกายอันอ่อนแอของนางอยู่ใน
ชุดยาวสีฟ้าดูเรียบง่าย ภายใต้แสงไฟและสายหมอก ทำให้นางรู้สึกโดด
เดี่ยวและเหงาอย่างสุดหัวใจ
นางไม่ต้องการที่จะกลับไปยังสำนักเจ็ดแก่นแท้ นางไม่ได้มีพรสวรรค์
ในด้านการต่อสู้เลย นางไม่มีทางที่จะไปได้ดีในด้านการต่อสู้อย่างแน่นอน
และนางก็ไม่ต้องการที่จะกลับไปยังเมืองใบหม่อนสีเขียว นางไม่รู้ว่า
จะบอกเรื่องราวทั้งหมดนี้และเผชิญหน้ากับพ่อแม้ของนางอย่างไร
กลับไปก็มีแต่จะโดนชาวเมืองดูถูกเหยียดหยาม
และที่สำคัญที่สุดก็คือนางไม่อยากจะเห็นหน้าหลินหมิงอีก นางไม่
ต้องการได้ยินแม้แต่คำกล่าวอำลาจากเขา…
หลินหมิงกำลังนั่งอยู่บนรถม้าที่ถูกลากด้วยม้ามังกรหิมะ เขาไม่เคย
ได้ยินเรื่องของจูเอี๋ยนและหลายยุนเยียมานานมากแล้ว เขาไม่รู้เลยว่า
ในตอนนี้จูเอี๋ยนเกลียดชังเขาขนาดไหน
เขารู้ว่าระหว่างเขาและจูเอี๋ยนไม่มีทางที่จะมาเป็นมิตรที่ดีต่อกันได้
แม้จูเอี๋ยนจะเป็นศัตรูชั่วช้าเพียงใด แต่เขาก็ไม่สามารถฆ่าจูเอี๋ยนได้ มัน
เป็นกฏของสำนักเจ็ดแก่นแท้
…
“ท่านหลิน ถึงที่หมายแล้วขอรับ” คนรับใช้ขององค์รัชทายาทกล่าว
ขณะที่รถม้าหยุดลง
หลินหมิงเปิดม่านออก เขาคิดว่าเขาจะได้พบกับองค์รัชทายาทในวัง
หลวงเสียอีก เขาไม่คิดเลยว่ารถม้าที่องค์รัชทายาทส่งมารับเขา จะพาเขา
ออกจากเมืองลิขิตฟ้าจนมาถึงภูเขาโจว แต่สถานที่แห่งนี้ก็อยู่ไม่ไกลจาก
สำนักเจ็ดแก่นแท้มากนัก
ตรงหน้าของเขามีคฤหาสน์อยู่หลังหนึ่ง คฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้หรูหรา
ออกจะดูเรียบง่ายและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเสียมากกว่า มีสะพาน
เล็กๆแขวนอยู่เหนือลำธารที่มีน้ำไหลเชี่ยวกราด ที่แห่งนี้ชวนให้รู้สึก
เหมือนเป็นบ้านพักตากอากาศเสียมากกว่าจะเป็นที่พักของขุนนาง
“ฮ่าๆ น้องหลิน เจ้ามาถึงแล้ว เจ้าชอบที่นี่หรือป่าว?”
“อืม…” หลินหมิงลังเลเล็กน้อย หยางหลินจะมอบที่นี่ให้เป็นที่อยู่
อาศัยของเขาอย่างนั้นหรือ
หากเขาตอบรับสถานที่แห่งนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าเขาตกลงที่จะอยู่ฝ่าย
องค์รัชทายาทงั้นสินะ