Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 124 อุโมงค์มหาวายุ
ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูเขาโจวมีหุบเขาหนึ่งตั้งอยู่
ทางเข้าของหุบเขานั้นอยู่ทางทิศเหนือ รูปร่างของมันคล้ายๆกับอุโมงค์ลึก
มีความกว้างประมาณ 10 ก้าว
เมื่อมีลมพัดเข้ามา หุบเขาแห่งนั้นก็จะเป็นตัวรับแรงลมทั้งหมดเอาไว้
และก่อเกิดเป็นความดันที่หนักหน่วงขึ้นมาภายในหุบเขา
ก่อนที่สำนักเจ็ดแก่นแท้จะถูกก่อตั้ง หุบเขาแห่งนั้นถูกเรียกว่าหุบเขา
วายุ มันไม่ใช่สถานที่ซึ่งเหมาะแก่การอยู่อาศัยซักเท่าไร
หลังจากที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ถูกก่อตั้งขึ้น ปรมาจารย์ขั้นปราณปลาย
ฟ้าก็ใช้หุบเขาแห่งนั้นให้เป็นประโยชน์ เหล่าปรมาจารย์จากหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ร่วมมือกันสร้างอาคมเพื่อเพิ่มความเร็วลมที่รุนแรงอยู่แล้วนั้น ให้
รุนแรงขึ้นไปอีก จนกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดสถานที่แห่งการฝึกฝนในทุกวันนี้
สถานที่ฝึกฝนแห่งนี้ถูกเรียกว่าอุโมงค์มหาวายุ
สถานที่ฝึกฝนแห่งนี้เหมาะแก่การฝึกฝนการทรงตัวและสร้างความ
สมดุลให้ร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของนักสู้ทุกคน
หลินหมิงได้มายังสถานที่ถึงฝนแห่งนี้ แต่งสิ่งที่เขาต้องการจะฝึกฝน
จริงๆกลับต่างออกไป เขาไม่ได้มาเพื่อฝึกฝนการทรงตัวหรือสร้างสมดุล
ของร่างกายอะไรทั้งนั้น เขามาที่นี่เพื่อฝึกการเคลื่อนไหว
การฝึกการเคลื่อนไหวที่อุโมงค์มหาวายุคงเป็นสิ่งที่เหล่านักสู้ทั่วไปไม่
คาดฝันมาก่อน เพราะไม่ว่าจะมีความเร็วซักเท่าไรก็คงไม่สามารถเอาชนะ
แรงลมที่โหมกระหน่ำเข้ามาได้อย่างแน่นอน
ปกตินักสู้ที่จะฝึกฝนการเคลื่อนไหว จะไปฝึกฝนที่เนินศิลาลาดชัด
สถานที่แห่งนั้นมีหินกระเด็นกระดอนลงมาอยู่ตลอดเวลา และเหล่านักสู้
ต้องหลบหินเหล่านนั้นให้ได้ หลินหมิงได้ไปเห็นที่นั้นมาแล้ว แต่รู้สึกว่ามัน
ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมแก่การฝึก ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’ ซัก
เท่าไร
ถ้าหากฝึกที่เนินศิลาลาดชัด ก็จะได้รับความเร็วในการตอบสนอง
และพลังปราณที่เพิ่มมากขึ้น หากฝึกฝนไปถึงระดับสูงๆในเนินศิลาลาด
ชัด นักสู้คนนั้นก็จะมีการตอบสนองที่ว่องไวและพลังปราณที่มหาศาล
ทักษะการเคลื่อไหว จะมีองค์ประกอบ2อย่างคือความเร็วและความ
ยืดหยุ่น ไม่ค่อยมีนักสู้คนใดที่เป็นเลิศพร้อมๆกันทั้ง2ด้าน
บันไดผ่านสวรรค์,เชือกแขวนเมฆ และ ตัวเบาดั่งขนหงส์ วิชาเหล่านี้
จะเน้นไปด้านความเร็ว หากฝึกสำเร็จสามารถพุ่งทะยานได้อย่างรวดเร็ว
พวกเขาสามารถทะยานขึ้นไปจับนกที่บินอยู่บนฟ้าได้อย่างง่ายดาย
เจ็ดดาราเหาะเหิน ก้าวพริบตา และ เจ็ดย่างก้าวแห่งสัจธรรม วิชา
เหล่านี้จะเน้นด้านความยืดหยุ่นพริ้วไหวและการหลบหลีก หากชำนาญ
แล้วก็ยากที่จะจู่โจมพวกเขาได้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าแต่จะย่างก้าวของพวก
เขาจะเคลื่อนไหวไปทางไหน
แต่เมื่อหลินหมิงได้ตรวจสอบความสามารถของ ‘ก้าวย่างวิหคทองคำ
ถลาลม’ ทำให้เขาตระหนักได้ว่า เพียงแค่เป็นเลิศทั้งความเร็วและความ
ยืดหยุ่นพริ้วไหวก็ยังธรรมดาเกินไป
การจะพัฒนาการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องชำนาญทั้งสองด้านนั้นก็
ได้ แต่ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน
การจะฝึก ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’ ให้สำเร็จมีสองปัจจัยที่
สำคัญก็คือลมวายุและห่วงมิติ
ในตำนานได้กล่าวว่า ครุฑทองคำ สัตว์เทพธาตุวายุ มันกินเนื้อมังกร
เป็นอาหาร มีอายุเป็นพันๆปี พลังอำนาจของมันทัดเทียมกับมักกรแก่น
แท้ และเป็นสัตว์เทพธาตุวายุที่แข็งแกร่งที่สุด
ปรมาจารย์ผู้เก่งกล้าท่านหนึ่ง ได้เข้าใจหลักการของการทะลุผ่านมิติ
ได้ตามใจปรารถนาของสัตว์เทพวายุตนนี้ และได้ให้กำเนิดวิชา ‘ก้าวย่าง
วิหคทองคำถลาลม’ ขึ้นมา
แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นขั้นสูงสุดของวิชา การจะฝึกฝนไปให้ถึงขั้นนั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ความสามารถระดับนั้นยังสูงล้ำเกินกว่าที่หลินหมิงจะทำ
ได้ในตอนนี้ หลินหมิงยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของวายุเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นเพื่อที่จะฝึก ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’ ซึ่งเป็นทักษะการ
เคลื่อนไหวธาตุวายุ หลินหมิงจึงมายังสถานที่ฝึกฝนธาตุวายุ อุโมงค์มหา
วายุ!
“อะไรกัน ศิษย์น้องหลินจะเข้าไปฝึกฝนในระดับ7งั้นหรือ?!” ผู้คุม
อุโมงค์มหาวายุกล่าวถาม เขาคิดว่าเขาต้องฟังผิดไปแน่ๆ
อุโมงค์มหาวายุ มีทั้งหมด 12 ระดับ ระดับ 7 เหมาะสำหรับนักสู้ที่มี
อันดับประมาณ 100 หลินหมิงควรจะเข้าไปฝึกฝนในความยากระดับ 10
ถึงจะถูกต้องเหมาะสม
เป็นที่รู้กันดีว่าคนระดับจูเอี๋ยนจะฝึกฝนที่ความยากระดับ10 หลินห
มิงซึ่งขึ้นมาแทนอันดับของจูเอี๋ยน เขาก็ควรที่จะฝึกฝนที่ระดับ10เช่นกัน
ส่วนความยากระดับ11นั้นจะเหมาะสำหรับ10อันดับแรกของสำนัก
ถ้าวันนี้หลินหมิงเลือกความยากระดับ 10 หรือ 11 เขาก็จะไม่แปลก
ใจเลย หลินหมิงเป็นถึงศิษย์หลักที่มีโอกาสเอาชนะ หลิงเซ็น ต้ากู่ และ
ซางกวนยู่ได้ในอนาคต แต่เขากลับเลือกที่จะฝึกฝนที่ความยากระดับ7เท่า
นั้นเองหรือ? “ศิษย์น้องหลิน ระดับ7มันน่าจะง่ายเกินไปสำหรับเจ้า เจ้า
ล้อข้าเล่นหรือป่าว?”
หลินหมิงยิ้ม “ข้าต้องการจะฝึกที่ความยากระดับ7จริงๆ ข้าไม่ได้
ล้อเล่น”
“ข้าได้ยินถูกต้องแล้วสินะ” เขายักไหล่และปรับความยากไปที่ระดับ
7
สาเหตุที่หลินหมิงเลือกความยากระดับที่ไม่สูงมาก สาเหตุหนึ่งก็เป็น
เพราะเขาต้องการประหยัดหินพลังปราณเอาไว้
ทันทีที่มิติอุโมงค์มหาวายุเปิดออก หลินหมิงก็เดินเข้าไปในทันที
ขณะที่เขาเข้าไปก็ได้ยินเสียงคำรามของลมที่พัดเข้ามา เสียงของมัน
รุนแรงราวกับเสียงฟ้าผ่า หากเข้าไปที่ความยากระดับ10 เสียงของลมก็
คงจะดังสนั่นราวกับกองทัพทหารนับหมื่นกำลังทำสงครามกัน เพียงแค่
เสียงก็ทำให้จิตใจเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาได้
หลินหมิงเดินเข้าไปในอุโมงค์ ลมก็พัดเข้ามาแรงๆขึ้นเรื่อยตาม
ระยะทางที่เขาเดินเข้าไป เขามาถึงช่วงกลางของอุโมงค์ เขาหลับตาและ
สัมผัสลมพายุที่พัดโหมกระหน่ำเข้ามาปะทะร่างกาย
แก่นแท้ของลมคืออะไร?
แม้ว่าในเศษเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณจะมีความทรงจำเกี่ยวกับแก่นแท้
ของลมอยู่ แต่เขาก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจและสัมผัสกับมันด้วยตนเอง
ความทรงจำนั้นก็เป็นได้แค่แนวทางเท่านั้น
แก่นแท้ของสิ่งใดก็คือ ธรรมชาติที่ลึกซึ้งของสิ่งนั้น ถ้าหากเข้าใจแก่น
แท้ของมัน ก็จะสามารถควบคุมและใช้ประโยชน์จากมันได้
ในโลกนี้ทุกสรรพสิ่งนั้นมีกฎของมันอยู่
อย่างเช่นน้ำก็จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เปลวเพลิงก็ลุกโชติช่วงขึ้นไป
ข้างบน แต่ละสิ่งมีกฏธรรมชาติที่ลึกซึ้งในตัวของมันเอง
สำหรับหลินหมิงที่ต้องการจะเข้าถึงแก่นแท้ของลม เขาไม่จำเป็นต้อง
ต้านทานและเอาชนะลมที่พัดเข้ามา แต่สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ พยายามทำ
ความเข้าใจธรรมชาติของลมและปล่อยให้ร่างกายไหลไปเป็นหนึ่งเดียวกับ
ลม
ถ้าหากหลินหมิงโคจรพลังปราณปกป้องร่างกายเอาไว้ เขาก็สามารถ
ที่จะต้านทานแรงลมที่ความยากระดับ10ได้โดยง่าย แม้แต่ที่ความยาก
ระดับ11เขาก็ยังสามารถต้านเอาไว้ได้
แต่เขาเลือกที่จะเข้ามาที่ความยากระดับ 7 หลินหมิงไม่ได้ต้องการที่
จะใช้พลังปราณต้านมันเพื่อฝึกฝนร่างกาย แต่เขาต้องการที่จะทำความ
เข้าใจและเป็นหนึ่งเดียวกับมัน
หลินหมิงพยายามปล่อยร่างกายให้ไหลไปตามสายลมเพื่อที่จะเข้าถึง
แก่นแท้ของมัน
ปึงง!
หลินหมิงถูกพัดไปกระแทกกับกับผนังหินอย่างแรง ถึงร่างกายของ
เขาจะแข็งแกร่งแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด
หลินหมิงยืนขึ้นและปล่อยร่างกายให้ไหลไปตามสายลมอีกครั้ง แต่
เขาก็ยังถูกแรงลมพัดไปกระแทกเข้ากับผนังอุโมงค์เหมือนเช่นครั้งที่ผ่าน
มา
เขาทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่รู้ว่าเขาถูกลมพัดลอยไปชนผนัง
อุโมงค์กี่รอบแล้ว ตอนนี้เขามีรอยช้ำและบาดแผลเต็มร่างไปหมด เสื้อผ้า
ของเขาก็ขาดหลุดลุ่ยจนดูเหมือนขอทานสกปรกไปเลยทีเดียว
หลินหมิงได้บอกหวังยู้ฮานเอาไว้แล้วว่า วันนี้เขาจะไม่เข้าไปที่
สมาคมจารึก เขาจะใช้เวลา8ชั่วโมงของวันนี้เพื่อศึกษาแก่นแท้ของลม
นี่เป็นการฝึกที่ดูไม่ค่อยเหมาะสมและบ้าระห่ำเกินไปซักหน่อย ถึง
เขาจะมีสาโอสถรักษาแผลติดตัวมาด้วย แต่สภาพของเขาก็ดูย่ำแย่มาก
เสื้อผ้าขาดเละเทะน่าอับอายเป็นอย่างยิ่ง
“เหมือนข้าจะพลาดเสียแล้ว ข้าลืมนึกถึงเสื้อผ้าพวกนี้ไปซะสนิท ข้า
ไม่ได้เตรียมอีกชุดมาเปลี่ยนเสียด้วยสิ” หลิมหมิงยิ้มแห้งๆ เขาคิดคำพูดที่
จะใช้ขอยืมเสื้อจากผู้คุมอยู่
ตอนนี้ก็ใกล้จะบ่ายแล้ว ผู้คุมคนนั้นกำลังเบื่อหน่าย เขากำลังคิดอยู่
ว่าคนที่มีชื่อเสียงอย่างหลินหมิงเข้าไปทำอะไรที่ความยากระดับ7 หรือ
เขาเข้าไปเล่นสนุก
“เล่นสนุกหรือ? ไม่น่าเป็นไปได้หรอก นั้นไม่ใช่นิสัยของคนอย่าง
หลินหมิงแน่ แล้วเขาเข้าไปที่ความยากระดับ7ทำไมกันนะ?”
“พวกคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังนี่ทำอะไรเข้าใจยากเสียจริงๆ เวลาที่ได้
ฝึกฝนในสถานที่ฝึกฝนนั้นมีค่าขนาดไหนทำไมเขาถึงไม่เข้าไปที่ระดับ
ความยากที่เหมาะสมกับตนเอง การที่เขาไปฝึกฝนที่ระดับความยากง่ายๆ
แบบนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอก น่าเสียดายเวลาที่ได้ฝึกฝนในเจ็ด
สถานที่ฝึกฝนของสำนักเสียจริง”
ศิษย์พี่ผู้คุมถอนหายใจ ตอนนี้หลินหมิงได้ออกมาจากอุโมงค์มหาวายุ
แล้ว เขากล่าวขึ้น “ขอรบกวนท่านหน่อยท่านศิษย์พี่ ท่านพอจะช่วยหา
เสื้อให้ข้าซักตัวได้ไหม?”
ตอนนี้เสื้อผ้าของหลินหมิงขาดรุ่งริ่งไปหมด จะเรียกว่าเศษผ้าก็ไม่ผิด
เขาเกือบจะอยู่ในสภาพที่แก้ผ้าแล้วในตอนนี้ ถ้าเขายังฝึกต่ออีกซักหน่อย
มันคงขาดกลายเป็นชิ้นเล็กๆจนสวมใส่ไม่ได้แน่ๆ
ศิษย์พี่คนนั้นหันไปมองหลินหมิงแล้วอ้าปากค้าง เสื้อผ้าของเขามี
รอยขาดเต็มไปหมด แต่ละรอยก็กว้างมากพอจะเอาไข่ทั้งใบลอดผ่านเข้า
ไปได้
เขางงอยู่ซักพัก ก่อนจะสังเกตได้ว่าชายโทรมๆในชุดที่ขาดรุ่งริ่งคน
นั้นคือหลินหมิง
นี่..นี่มันเรื่องอะไรกัน?!