Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 129 ดาบระดับมนุษย์ขั้นกลาง
เมื่อซางกวนยู่เดินจากไป หลานอวิ๋นเยว่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่
งอก เขาคนนั้นถูกเรียกว่าซาง หรือว่าเขาจะเป็นซางกวนยู่
แม้ว่าหลานอวิ๋นเยว่จะไม่ได้ติดตามข่าวของหลินหมิงมากนัก แต่นาง
ก็รู้ว่าหลินหมิงจะต้องสู้กับซางกวนยู่ในอีก4เดือน คนที่ชื่อซางกวนยู่คิดจะ
มาข่มขืนนางเพื่อยั่วโมโหหลินหมิงสินะ
การประลองของนักสู้ต้องทำเรื่องชั่วช้าถึงขนาดนี้ด้วยหรือ?
หลานอวิ๋นเยว่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงต้องทำขนาดนั้น
สำหรับคนปกติ ยกตัวอย่างเช่นองค์ชายสิบ ถ้าหากเขาเป็นศัตรูกับ
หลินหมิง เขาก็จะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนี้ แต่ซางกวน
ยู่นั้นต่างออกไป ใครที่เป็นศัตรูของเขาจะต้องถูกบดขยี้จนวอดวาย
“ท่านหลานปลอดภัยหรือไม่?” เลี่ยวเหวินหยวนกล่าว แม้ว่าเขาจะรู้
เรื่องที่นางทรยศต่อหลินหมิง แต่เขาก็ไม่ได้ดูถูกนาง ผู้หญิงที่จะอยู่ร่วม
ทุกข์ร่วมสุขกับผู้ชายแม้ว่าจะต้องพบกับยากลำบากขนาดไหน ก็หายาก
พอๆกับชายที่จะไม่ทิ้งภรรยาไปเมื่อได้มาซึ่งเงินทองและอำนาจนั่นแหละ
ชายหญิงที่มีจิตใจบริสุทธิ์แบบนั้นไม่ได้หาได้ง่ายๆ การที่หลานยุน
เยี่ยทิ้งหลินหมิงไปหาจูเอี๋ยนที่มีเงินทองและอำนาจมากกว่า ก็เป็นเรื่อง
ธรรมดาของมนุษย์
“ขอบใจท่านมาก.. ข้าขอทราบชื่อของท่านได้หรือไม่?” หลานอวิ๋น
เยว่กล่าวพร้อมกับก้มหัวแสดงความเคารพ
นางรู้ดีว่าชายคนนี้มาเพื่อปกป้องนาง เขาจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับ
หลินหมิงอย่างแน่นอน
“ท่านหลานไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้ ข้าชื่อเลี่ยวเหวินหยวน เรียก
ข้าว่าเลี่ยวก็พอแล้ว”
“บุณคุณของท่าน ข้าจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด”
“ฮ่าๆ ไม่จำเป็นต้องขอบใจข้าหรอก ข้าก็แค่ทำตามหน้าที่ของข้า”
หลานอวิ๋นเยว่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถาม “ท่านเกี่ยวข้องอะไร
กับท่านหลินอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ยิ้ม “ท่านหลิน? หมายถึงหลินหมิงสินะ?”
หลานยุนเยี่ยพยักหน้าอย่างเขินอายๆ ตอนนี้นางเป็นแค่คนธรรมดา
คนหนึ่ง การจะเรียกชื่อของหลินหมิงเฉยๆคงจะไม่เหมาะสมเท่าไร และ
เลี่ยวเหวินหยวนที่มีการฝึกฝนขั้นผสานชีพจรก็ดูเหมือนจะเป็นคนระดับ
ขุนนางด้วย ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าเขาจะทำงานให้หลินหมิงอีกต่างหาก
หลินหมิงเป็นถึงศิษษ์หลักของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ฐานะของหลินหมิ
งสูงกว่าเหล่าขุนนางเสียอีก และนางก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับหลินหมิง
แล้ว นางจึงต้องเรียกชื่อของเขาด้วยความเคารพ
“ข้าเป็นคนขององค์รัชทายาท ศิษย์น้องหลินได้ถามถึงความ
ปลอดภัยของเจ้าอยู่เหมือนกัน การที่เจ้าใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังเช่นนี้มัน
อัตรายเกินไป เจ้าควรจะย้ายไปอยู่ที่วังขององค์รัชทายาทนะ ท่านองค์รัช
ทายาทจะสามารถรับรองความปลอดภัยของเจ้าได้อย่างแน่นอน”
หลานอวิ๋นเยว่ไม่อยากทิ้งร้านของนางไปเลย แต่นางก็ไม่มีทางเลือก
อื่นอีกแล้ว นางกัดริมฝีปากและพยักหน้าอย่างหมดหนทาง
เพราะสาเหตุนี้ หลานอวิ๋นเยว่จึงได้ย้ายมาอยู่ที่วังขององค์รัชทายาท
แต่นางก็ยังมีความรู้สึกหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย นางได้เข้าพักอยู่ห้องที่
หรูหรา และมีคนรับใช้มาคอยดูแลนาง
เมื่อนางย้อนกลับไปมองชีวิตของนาง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่า
ระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนจะเกิดเรื่องวุ่นวายในชีวิตของนางได้มาก
ขนาดนี้ แต่ก็ยังดีที่สุดท้ายนางก็ได้มาอยู่ในวังขององค์รัชทายาท
…………………………
ในสมาคมจารึก นักจารึกจะวาดอาคมให้ตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่ง
ลูกค้าแต่ละคนก็มีความต้องการอาคมจารึกแตกต่างกันออกไป บางคน
อาจจะให้ซ่อมหรือปรังปรุงประสิทธิภาพของอาคมให้สูงขึ้นด้วยก็ได้
ในทุกๆวัน หลินหมิงได้พบกับวัตถุดิบหลากหลายชนิด เขาต้องพบ
กับปัญหามากมายให้หาทางแก้ไข ฝีมือในการจารึกของเขาพัฒนาขึ้น
เรื่อยๆ ความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ในขณะเดียวกันพลังวิญญาณของเขาก็เพิ่มสูงขึ้น กฏแห่งจิตวิญญาณ
‘ครอบงำวิญญาณ’ ก็ถูกใช้เป็นประจำจนเกิดความชำนาญ เช่นเดียวกับ
วิชา ‘ปฐมบทแห่งความโหลาหล’
หลินหมิงมักจะฝืนขีดจำกัดของตัวเองอยู่บ่อยๆ และเมื่อเข้าสู่สภาวะ
เจตจำนงนักสู้ มันก็ทำให้ความสามารถของเขาพัฒนาขึ้นไปอีก
เขาได้วาดอาคมจารึกมาเป็นเวลาสามวันแล้ว เขาเป็นที่รู้จักไปทั่ว
วงการในชื่อนักจารึกนอกสังกัดคนใหม่แห่งสมาคมจารึก
สัญลักษณ์รูปเปลวเพลิงของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ยอดนิยมที่ใครๆ
ก็ต้องการ หากมีตราสัญลักษณ์รูปเปลวเพลิงของเขาอยู่ มูลค่าของ
อุปกรณ์ชิ้นนั้นก็จะสูงขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว
……
ณ สำนักเจ็ดแก่นแท้
มู่หลงซีมองไปยังดาบของไป๋จิ้งอวิ๋นด้วยสายตาเป็นประกาย “ศิษย์พี่
หญิง นี่มัน… ดาบระดับมนุษย์ขั้นกลาง!”
ในอาณาจักรลิขิตฟ้า สมบัติอุปกรณ์ระดับมนุษย์ขั้นกลางนั้นหาได้
ยากยิ่ง แม้แต่นักสู้ขั้นผสานชีพจรบางคนก็ยังไม่มีอุปกรณ์ระดับสูงขนาดนี้
เลย
แต่มู่หรงซีและไป๋จิ้งอวิ๋นมีการฝึกฝนขั้นที่4เท่านั้น หรับพวกนางแค่
อุปกรณ์ระดับมนุษย์ขั้นต่ำก็มากเกินพอแล้ว หากเป็นอุปกรณ์ระดับ
มนุษย์ขั้นกลางมันคงจะมากเกินไปสำหรับพวกนาง
“ท่านลุงของชั้นซื้อมันมาให้เป็นของขวัญ มันถูกสร้างขึ้นโดย ช่างตี
ดาบจากอาณาจักรฮั่วหลัว”
มู่หรงซีกล่าว “ว้าว เป็นท่านลุงที่ใจดีจริงๆ ราคาของมันต้องสูงกว่า
20000 เหรียญทองอย่างแน่นอน”
ไป๋จิ้งอวิ๋นกล่าว “เดี๋ยววันหนึ่งก็ต้องมีญาติผู้ใหญ่ซื้อของขวัญเช่นนี้
ให้เจ้าบ้างอยู่แล้ว”
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น แต่ตระกูลของข้าคงจะไม่ทำเช่นนั้นน่ะสิ
พวกผู้ใหญ่แต่ละคนไม่ใช่คนใช้เงินฟุ่มเฟือยเลย หากพวกเขาจะซื้อของ
ราคาแพงขนาดนั้นให้ข้า ก็คงเป็นวันที่ข้าได้เป็น10อันดับแรกของสำนัก
เท่านั้นน่ะแหละ ซึ่งข้าคงทำไม่ได้หรอก”
“ก็เจ้าไม่ยอมขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝนเองนี่ พรสวรรค์ของเจ้าก็
สูงขนาดนั้น หากเจ้ามีความมุ่งมั่นและทุ่มเท เจ้าสามารถไปถึง10อันดับ
แรกของสำนักได้อยู่แล้ว”
“ข้าก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน ว่าแต่ศิษย์พี่หญิง ทำไม่ข้าไม่เคยเห็น
ศิษย์พี่ใช้ดาบนั่นมาก่อนเลยล่ะ”
ไป๋จิ้งอวิ๋นยิ้มแล้วกล่าว “เพราะข้ายังหาอาคมจารึกที่คู่ควรกับดาบ
ของข้าไม่ได้ยังไงล่ะ แต่เมื่อวานข้าได้ยินมาว่า มีนักจารึกนอกสังกัดคน
ใหม่เข้ามาทำงานที่สมาคมจารึก นอกจากเขาจะมีฝีมือยอดเยี่ยมแล้วเขา
ยังเป็นหนุ่มอยู่ด้วย เขาจะต้องวาดอาคมจารึกที่คู่ควรกับดาบเล่มนี้ได้แน่”
นางได้รวบรวมวัตถุดิบหายากต่างๆไว้นานแล้ว ถึงเวลาได้ใช้พวกมันเสียที
มันเป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถันอย่างมาก ไม่มีทางที่นางจะยอมให้จารึก
อาคมระดับต่ำๆมาสลักอยู่บนดาบระดับมนุษย์ของนาง ต้องเป็นอาคม
จารึกจาก ปรมาจารย์การจารึกที่มีชื่อเสียงและมีความสามารถมากพอจะ
จารึกอาคมในแบบที่นางต้องการได้เท่านั้น
ไป๋จิ้งอวิ๋นต้องการให้อาคมบนดาบของนางเป็นธาตุน้ำหรือธาตุ
น้ำแข็ง แต่อาคมธาตุน้ำและน้ำแข็งที่เหมาะกับอาวุธก็มีอยู่ไม่มากนัก ที่
นางรู้จักก็มีแค่ ‘อาคมแยกวารี’ ซึ่งมันเป็นอาคมระดับต่ำที่อ่อนแอมาก
นางไม่ต้องการอาคมระดับต่ำพวกนั้น นางหวังว่านักจารึกนอกสังกัดนั้น
จะวาดอาคมธาตุน้ำระดับสูงๆได้
มู่หรงซีกล่าวถาม “หนุ่มนักจารึกคนนั้นมีอายุเท่าไรรึ?”
“เห็นเขาว่ากันว่า อายุของเขาน้อยกว่า20ปีเสียอีก”
“อย่าล้อข้าเล่นสิ ข่าวลือพวกนั้นจะเชื่อถือได้ซักแค่ไหนกัน ข้าไม่เชื่อ
หรอก ข้าว่าอย่างมากเขาก็แค่ดูหน้าเด็กกว่าวัยซักหน่อยเท่านั้นแหละ”
ไป๋จิ้งอวิ๋นยิ้ม “เจ้าก็เชื่ออะไรยากแบบนี้แหละ ตอนแรกๆที่หลินหมิง
ปรากฏตัวออกมา เจ้าก็ดูถูกเขา แล้วดูเขาตอนนี้สิ เขาได้เป็นถึงศิยษ์หลัก
แล้ว เจ้าแค่ยอมรับไม่ได้ที่มีเด็กที่อายุน้อยกว่าเจ้า แต่แข็งแกร่งกว่าเจ้าก็
เท่านั้นเอง”
“ใครยอมรับไม่ได้กันฮะ?! ศิษย์พี่จิ้งอวิ๋นรอดูเถอะ อีกไม่นานข้าจะไล่
ตามเขาให้ทัน ข้าจะขึ้นเป็น10อันดับแรกของสำนักให้ดู”
“ฮ่าๆ ก่อนหน้านี้ใครพูดว่าคงจะไปถึง10อันดับแรกของสำนักไม่ได้
กันน๊า ฮ่าๆ”
“ก็…ก็ข้า…” มู่หรงซีเขินอาย
ไป๋จิ้งอวิ๋นหัวเราะ “เอาน่าๆ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้วก็ได้ ว่าแต่เจ้าจะไป
สมาคมจารึกกับข้าด้วยไหมล่ะ?”
“ข้าขี้เกียจไป เรื่องนักจารึกหนุ่มนั่นก็ยังเป็นแค่ข่าวลือ ศิษย์พี่หญิง
ลองขอให้ปู่ของหวังยู้ฮานช่วยสิ เขาเป็นนักจารึกที่เก่งเป็นอันดับต้นๆของ
อาณาจักรแห่งนี้เลยนะ ศิษย์พี่หญิงไม่ผิดหวังในฝีมือของเขาหรอก”
ไป๋จิ้งอวิ๋นกล่าว “ข้าต้องการอาคมธาตุน้ำ ท่านประทานสมาคมไม่ได้
มีความเชี่ยวชาญในอาคมธาตุนี้เสียหน่อย”
แม้หวังหวนจี่จะเป็นนักจารึกที่มีความรู้และประสบการณ์มากมายก็
ตาม แต่เขาก็ชำนาญเฉพาะอาคมธาตุไฟและโลหะเท่านั้น
“งั้นข้าขอตัวไปก่อนล่ะ เจ้าก็ฝึกฝนการต่อสู้ซะ ข้าจะรอดูอันดับของ
เจ้าในอีก3เดือนข้างหน้า” ไป๋จิ้งอวิ๋นกล่าวคำพูดหยอกล้อมู่หรงซีอีกครั้ง
“หึ ถ้าพูดขนาดนี้ ข้าไปสมาคมจารึกด้วยเลยก็ได้ ข้าก็พูดไปอย่างนั้น
แหละ ศิษย์พี่หญิงก็ เอาจริงเอาจังไปได้” มู่หรงซีกล่าว “ข้าเองก็อยากรู้
เหมือนกันว่านักจารึกนอกสังกัดคนใหม่นั่นจะมีฝีมือซักแค่ไหน”