Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 132 ใครจะโหดกว่ากัน
โดยทั่วไปแล้ว นักสู้ขั้นผสานชีพจรจะมีทักษะต่อสู้ระดับสูงๆที่พวก
เขาฝึกฝนมาเองอยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่สนใจทักษะจากจารึกเท่าไหร
แต่ในครั้งนี้มันต่างออกไป ทักษะจากจารึกของหลินหมิงเป็นถึง
ทักษะต่อสู้ระดับมนุษย์ ชั้นกลาง มันเหนือกว่าทักษะที่นักสู้ขั้นผสานชีพ
จรอย่างพวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจฝึกฝนกันมาเสียอีก แม้แต่พวกนักสู้
ขั้นผสานชีพจรก็ไม่สามารถมองข้ามอาคมจารึกของหลินหมิงได้
หากมีทักษะต่อสู้เพิ่มขึ้นมาอีกซักวิชาหนึ่ง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี การมี
ทักษะต่อสู้หลายๆวิชาจะทำให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้
แต่สิ่งที่น่าตกใจไม่ใช่เพราะมีเด็กคนหนึ่งในอาณาจักรสามารถสร้าง
ทักษะของจารึกระดับมนุษย์ชั้นกลางขึ้นมาได้ สิ่งที่น่าตกใจจริงๆกลับเป็น
เรื่องที่ว่า เด็กหนุ่มคนนั้นคือหลินหมิงต่างหาก
เขาเป็นถึงยอดนักสู้อัจฉริยะแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ และเขายังมี
เจตจำนงนักสู้อีก พร้อมทั้งความมุ่งมั่นอันบ้าระห่ำ ใครจะไปเชื่อล่ะว่าผู้ที่
มีพรสวรรค์ในด้านการต่อสู้จนน่าเหลือเชื่อแล้วคนนี้ จะมีความสามารถใน
ด้านการจารึกที่น่าเหลือเชื่ออีกด้วย
แล้วอายุของเขาก็ยังไม่ถึง16ปีเลยด้วยซ้ำ
เขาคือเด็กหนุ่มมหัศจรรย์!
การศึกษาการจารึกนั้นเป็นเรื่องยากและลึกลับซับซ้อน แต่เด็กหนุ่ม
ที่ชื่อหลินหมิงคนนั้นก็มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งถึงแก้นแท้ของมันตั้งแต่
ยังมีอายุแค่15ปี ต้องนับถือในความมุ่งมั่นของเขาจริงๆ
ในครั้งแรกที่ได้ฟังข่าวนี้ ก็ไม่มีใครเชื่อหรอก มันเป็นแค่ข่าวลือ ไม่มี
ทางที่เด็กอายุแค่15จะทำได้ขนาดนั้นอย่างแน่นอน ขนาดหวังหวนจี่
ในตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้ถึงขนาดนั้นเลย จะบอกว่าเด็กหนุ่มอายุ15ปีมี
ความสามารถเหนือกว่าประทานสมาคมจารึกแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้าอย่าง
นั้นรึ?
แต่2วันต่อมาหลังจากข่าวลือนั่นได้เผลแพร่ออกไป ทางสมาคมจารึก
ก็ได้ออกมายืนยันว่าทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องจริง
ในวันถัดมาจึงมีหนังสือพิมพ์ออกมาพาดหัวข่าวว่า “ศิษย์จากห้อง
สวรรค์แห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ ท่านหลินหมิง ได้ทำงานเป็นนักจารึกนอก
สังกัดแห่งสมาคมจารึก และสามารถวาดอาคาจารึกระดับสูงได้จริง”
เรื่องราวความอัจฉริยะของเขาถูกเผยแพร่ไปทั่วอาณาจักร ทั้งหมดนี้ก็
เพื่อหาวัตถุดิบหายากที่เขาต้องการมาให้เร็วที่สุด
เมื่อสมาคมจารึกได้ออกมายืนยันด้วยตนเอง และหนังสืมพิมพ์ที่
น่าเชื่อถือก็ยังทำข่าวออกมาเช่นนั้น จะไม่เชื่อก็คงไม่ได้แล้ว
ทำให้หลินหมิงกลางเป็นที่สนใจของนักสู้ทุกระดับ แม้แต่นักสู้ขั้น
ผสานชีพจรก็ยังสนใจการจารึกของเขา เพราะทักษะส่วนใหญ่ที่พวกเขา
ฝึกฝนมาใช้จะเป็นทักษะต่อสู้ระดับมนุษย์ชั้นต่ำ เมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้า
ทักษะต่อสู้ระดับมนุษย์ชั้นกลางจากอาคมจารึกของหลินหมิงแล้ว ทักษะ
ต่อสู้ที่พวกเขาฝึกฝนมาก็ต้องแพ้ไปอย่างง่ายดาย
อาวุธระดับมนุษย์ชั้นกลางนั้น ไม่ใช่สิ่งที่หายาก มันแค่มีราคาแพง
เท่านั้น ทราบใดที่มีเงินประมาณ20000เหรียญทองก็สามารถที่จะหาซื้อ
มันได้ไม่ยาก สิ่งที่ยากก็คืออาคมจารึกที่คู่ควรกับมัน
และในช่วงที่ผ่านมานี้ ก็มีผู้คนมากมายติดต่อเข้ามาหาหลินหมิงเป็น
ให้เขาจารึกอุปกรณ์ให้ แน่นอนว่าอุปกรณ์ของพวกเขาก็มีแต่อุปกรณ์
ระดับสูงๆ และฐานะของพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นขุนนางผู้ทรงอิทธิพลและ
มีชื่อเสียงทั้งนั้น
แม้ว่าลูกค้าที่ติดต่อมาจะเป็นขุนนางที่มั่งคั่งและทรงอำนาจ แต่พวก
เขาก็ยังต้องปวดใจไม่น้อยเมื่อเห็นค่าธรรมเนียมการจารึกของหลินหมิง
พวกเขาได้แต่ภาวนาให้หลินหมิงลดราคาให้พวกเขาบ้าง แต่พวกเขากลับ
คิดผิด การที่หลินหมิงจารึกแต่อุปกรณ์ระดับสูงๆของเหล่าขุนนางเช่นนี้
ทำให้ใช้วัตถุดิบหายากไปจำนวนมาก มีวัตถุดิบหายากเหล่านั้นมีจำนวน
ลดลงไปอย่างรวดเร็ว และราคาของมันก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งเวลาผ่านไป ฝีมือการจารึกของหลินหมิงก็ยิ่งก้าวหน้า เขามี
วัตถุดิบหายากมากมายมาให้ใช้ในการจารึกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เขา
ให้หินพลังปราณฟื้นฟูพลังปราณให้กลับมาเพื่อที่จะจารึกอย่างต่อเนื่อง
เมื่อก่อนการจะวาด ‘ผลึกหิมะเยือกแข็ง’ ขึ้นมานั้น เป็นสิ่งที่ยากลำบาก
อย่างมาก แต่ในตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องง่ายๆสำหรับเขาไปเสียแล้ว
ด้วยเจตจำนงนักสู้ และ ‘ปฐมบทแห่งความโหลาหล’ ขั้นที่2 ทำให้
ปริมาณพลังปราณของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แล้วพลังปราณที่มีปริมาณ
เยอะขึ้นเหล่านนั้นก็ยังมีประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นด้วย
หลินหมิงเชื่อว่า แม้ว่าเขาจะต้องสู้กับหลิงเซ็นในตอนนี้ เขาอาจจะ
ไม่แพ้ก็ได้
หลังจากเวลาผ่านไปอีก3วัน หลินหมิงก็ขาดเหลือวัตถุดิบหายากอีก
ไม่กี่ชนิดเท่านั้น เช่น เลือดของปีศาจระดับห้า ซึ่งวัตถุดิบที่ยังขาดอยู่นี้
ไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ง่ายๆเลย
หลินหมิงมองดูรายชื่อวัตถุดิบหายากที่เขาจำเป็นต้องใช้ มันถูกขีดฆ่า
ออกไปที่ละชื่อๆในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ วัตถุดิบที่เขายังขาดอยู่ก็คงหา
มาไม่ได้ในเร็วๆนี้แน่ คงจะต้องไปพึ่งความช่วยเหลือจากองค์รัชทายาท
“ศิษย์น้องหลิน มีเรื่องบางอย่างที่ข้ายังไม่ได้บอกเจ้า ข้าเกรงว่ามัน
จะกระทบต่อการฝึกฝนของเจ้า แต่ข้าก็คิดว่าเจ้าควรจะรู้เอาไว้ ไม่กี่วัน
ก่อน ซางกวนยู่ได้พาลูกน้องคนหนึ่งบุกไปยังที่พักของน้องหลานเพื่อ
ลักพาตัวนางไป แต่ข้าได้ส่งเลี่ยวเหวินหยวนไปคุ้มครองนางไว้ก่อนแล้ว
ตอนนี้นางปลอดภัยดี ข้าให้นางเข้ามาอาศัยในวังของข้า ข้าคิดว่าซางกวน
ยู่ต้องการที่จะข่มขืนและชิงเอาความบริสุทธิ์ของนางไป เพื่อที่จะทำลาย
จิตวิญญาณที่เข้มแข็งของเจ้าให้เกิดรอยด่างพร้อย ซึ่งอาจส่งผลให้เจ้า
สูญเสียเจตจำนงนักสู้และถูกปลดออกจากการเป็นศิษย์หลัก”
“ซางกวนยู่ เป็นคนหนึ่งที่ฝึกวิชา ‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ผู้ที่ฝึกฝน
วิชานี้จะมีสัญชาตญาณที่ดุร้ายขึ้นเช่นเดียวกับสัตว์ป่า มันจะต้องพยายาม
รุกรานเจ้าอีกแน่ๆ เจ้าต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดี และข้าได้ส่งคนไปปกป้อง
คนในตระกูลเจ้าแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”
กระแสปราณส่งเสียงจากหยางหลินหยุดลง หลินหมิงทำหน้าบึ้ง คิ้ว
ขมวด
ไอ้ซางกวนยู่!
หลินหมิงยังไม่เคยเห็นหน้าตาของซางกวนยู่มาก่อน แต่เขาก็ได้ยิน
ชื่อของชายคนนี้อยู่บ่อยๆ เขาเคยเห็นแค่หลิงเซ็นกับต้ากู่ พวกเขาทั้งสอง
เป็นเพื่อนกันและอยู่ในกองทัพแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า แต่ซางกวนยู่ดูจะ
ไม่สนิทกับสองคนนี้เท่าไหร
“ข้าก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับหลานอวิ๋นเยว่อีกแล้ว และข้าก็ไม่
สนด้วยว่าชีวิตของนางจะเป็นอย่างไร แต่การที่เจ้าทำเรื่องทั้งหมดนั่นก็
เพื่อทำลายอนาคตของข้า ข้าก็จะทำลายอนาคตของเจ้าเช่นกัน”
“เจ้ายังโชคดีที่ยังเป็นศิษย์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ และมีตำแหน่งสูง
ในสมาคมพันธมิตรหอการค้า ทำให้ข้ายังฆ่าคนสารเลวอย่างเจ้าไม่ได้ แต่
การที่เจ้าคิดจะทำลายอนาคตของข้าเช่นนี้ เจ้าจะต้องชดใช้อย่างสาสม
เช่นกัน”
หวังยู้ฮานเห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดของหลินหมิง นางพอจะเดาได้ว่า
เขาใช้กระแสปราณติดต่อกับใครบางคนอยู่ นางจึงกล่าวถามด้วยความ
เป็นห่วง “ท่านหลิน มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือป่าว?”
“มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หลังจากที่ข้าเอาชนะจูเอี๋ยนได้ สำนักเจ็ด
แก่นแท้ก็ต้องการให้ข้าต่อสู้กับซางกวนยู่ แต่ไอ้มนุษย์ชั่วช้าสารเลวนั่นมัน
ไม่คิดที่จะต่อสู้กับข้าอย่างยุติธรรม มันหวังจะบุกเข้าไปข่มขืนหลานอวิ๋น
เยว่คนรักเก่าของข้า เพื่อที่จะสร้างรอยด่างพร้อยขึ้นในจิตวิญญาณของข้า
มันคงไม่อยากให้ข้าได้เป็นศิษย์หลัก”
หลินหมิงไม่ได้มีอะไรปกปิดหวังยู้ฮานเลย เขาเล่าความจริงทั้งหมด
ให้นางฟัง เรื่องระหว่างเขากับหลานอวิ๋นเยว่นั้นจบไปนานแล้ว ไม่จำเป็น
ที่จะต้องปิดปังไม่ให้ใครรู้
“บุกเข้าไปข่มขืนท่านหลาน…” นางกล่าวอย่างตกใจ จริงๆแล้วน้อย
คนนักที่จะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างหลินหมิงกับหลานอวิ๋นเยว่
ซางกวนยู่เป็นคนที่ฝึกฝนวิชา ‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ผู้ที่ฝึกฝนวิชา
นี้จะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อได้เสพสุขในกาม ยิ่งเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวยอย่างซาง
กวนยู่แล้ว เขาจะต้องผ่านผู้หญิงมาหลายร้อยคนแล้วอย่างแน่นอน
หลินหมิงส่ายหัว “ยังโชคดีที่ท่านองค์รัชทายาทส่งองค์รักษ์ไป
คุ้มครองนาง นางปลอดภัยดี”
“เห้อ” หวังยู้ฮานรู้สึกโล่งอก แม้ว่านางจะมีบางเรื่องที่ค้างคาอยู่ใน
หัวใจและอยากจะกล่าวถามออกไปตรงๆ แต่นางก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่อง
ส่วนตัวเกินไป นางจึงไม่ได้ถามออกมา
และในเวลานั้นเอง กระแสปราณก็ถูกส่งมาหาหลินหมิง กระแส
ปราณจากท่านองค์รัชทายาท
“น้องหลิน สายสืบของข้ารายงานข่าวใหม่เข้ามา ซางกวนยู่นั้น
สำเร็จวิชา ‘พลังแห่งพระเป็นจ้า’ มานานแล้ว มันเป็นวิชาที่ชั่วร้ายอย่าง
ยิ่ง เมื่อมันได้เสพสุขกับผู้หญิง พลังของมันก็จะเพิ่มขึ้น และมันก็เสพสุข
กับผู้หญิงเป็นสิบๆคนในแต่ละวัน ทำให้พลังของมันแข็งแกร่งขึ้นจนน่า
เหลือเชื่อ มันไม่ได้แสดงพลังของมันให้ใครๆได้เห็นมานานมากแล้ว ข้าว่า
น้องหลินควรจะถอนตัวจากการต่อสู้ ในการต่อสู้มันจะต้องทำให้เจ้า
บาดเจ็บปางตายอย่างแน่นอน เพื่อไม่ให้เจ้าได้เป็นศิษย์หลัก”
“การจะเป็นศิษย์หลัก น้องหลินแค่ตั้งใจฝึกฝนให้ถึงขั้นที่4ก่อนที่จะ
อายุครบ 16 ปีก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเอาชนะซางกวนยู่หรอก ตอนนี้
เจ้านั่นมันบ้าคลั่งจนกลายเป็นสัตว์ป่าไปแล้ว น้องหลินลองคิดพิจารณาให้
ดี ข้าไม่อยากให้อนาคตอันรุ่งโรจน์ของเจ้าต้องดับวูบเพราะการต่อสู้ใน
ครั้งนี้”
อย่างงั้นเหรอ…? ‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ เป็นวิชาที่ชั่วร้ายอย่างงั้น
เหรอ…? มีวิชาใดในโลกที่ชั่วร้ายกว่า ‘ทลายจุดชีพจร’ ของข้าอีกหรือไง
…?
“เดิมที่ข้าก็ไม่คิดที่จะฝึกฝนวิชาชั่วร้ายที่สามารถทำลายจุดชีพจร
ของนักสู้หรอก แต่สำหรับคนชั่วช้าสารเลวอย่างเจ้ามันก็คู่ควรดี ซางกวน
ยู่ เจ้าบังคับข้าเอง ข้าจะทำลายจุดชีพจรของเจ้าซะ หากเจ้าไม่สามารถ
ฝึกฝน ‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ได้แล้ว ผู้หญิงบริสุทธิ์ในอาณาจักรจะได้
ปลอดภัยขึ้นบ้าง”
“ซางกวนยู่นั้นแข็งแกร่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และมันยังจะสำเร็จวิชา
‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ อีก ข้าคงอ่อนข้อและเบามือกับมันเหมือนกับการ
ต่อสู้กับจูเอี๋ยนไม่ได้ หลังจารึกร่างกายสำเร็จแล้ว ข้าจะฝึกฝน ‘เทพ
ทรราชคลั่ง’ และ ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’ เจ้าจะไม่มีวันลืมความ
พ่ายแพ้ในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน”
ขณะที่หลินหมิงคิดแผนการณ์อันชั่วร้ายอยู่ หวังยู้ฮานก็อุทานขึ้นมา
อย่างหวาดกลัว “ซะ.. ซางกวนยู่”
หลินหมิงประหลาดใจเล็กน้อย ซางกวนยู่มาที่สมาคมจารึกอย่างนั้น
หรือ?
ก็ดี..มันกล้าแตะต้องหลานอวิ๋นเยว่ แล้วยังกล้ามาหาข้าอีก
หลินหมิงมองไปทางหวังยู้ฮาน ด้านหน้าของนางมีชายหนุ่มในชุด
คลุมสีทอง เขาใส่มงกุฏทองและถือพัดอันหรูหรา
ปากของเขามีสีแดงสดราวกับลูกเชอร์รี่ เขาเป็นคนที่หล่อและงดงาม
มากทีเดียว และเขายังมีรอยยิ้มที่อบอุ่นอีกด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า
เขาเป็นสุภาพบุรุษเลยก็ว่าได้ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มที่คนงามคนนั้น
ซ่อนความอาฆามพยาบาทไว้มากขนาดไหน