Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 134 ความสำเร็จเล็กๆในทักษะการเคลื่อนไหว
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 134 ความสำเร็จเล็กๆในทักษะการเคลื่อนไหว
หลินหมิงใช้เวลาเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมต่อการจารึก จากนั้น
เขาก็เริ่มวาดอักขระขึ้นมา ทักษะฝีมือในการวาดอาคมของเขาก้าวหน้า
ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่นี้เป็นครั้งแรกที่เขาจะจารึกอุปกรณ์ระดับมนุษย์
ชั้นสูง เขาจึงต้องใช้เวลาในการจารึกนานกว่าปกติ
ในขณะที่เขาวาดอักขระตัวสุดท้ายขึ้นมาได้สำเร็จ อักระที่ถูกวาดมา
ก่อนหน้านี้นับร้อยตัวเปล่งแสงออกมาและผสานตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็น
อาคมที่มีสัญลักษณ์เปลวเพลิงของหลินหมิง จากนั้นมันก็ถูกสลักลงบน
ดาบระดับมนุษย์ชั้นสูง
ซางกวนยู่หยิบดาบของเขาขึ้นมาลองกวัดแกว่งดู เขาถ่ายเทพลัง
ปราณเข้าไป แล้วก็พบว่ามันมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 43 % จริงๆ
“ฮ่าฮ่า! ยอดเยี่ยม!” ซางกวนยู่หัวเราะ
“หึหึ ข้าอยากจะใช้ดาบที่มีอาคมอันทรงพลังของเจ้าฟาดฟันเจ้าเสีย
เหลือเกิน ข้าอยากจะเห็นหน้าของเจ้าตอนที่ถูกดาบที่ตัวเองเป็นคนลง
อาคมแทงทะลุอก เจ้าจะต้องบาดเจ็บปางตายเพราะดาบเล่นนี้นี่แหละ
ข้าจะใช้วิชา ‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ร่วมกับดาบเล่มนี้ และทำลาย
อนาคตทั้งหมดของเจ้าซะ เจ้าจะไม่มีวันได้เป็นศิษย์หลัก ชีวิตที่เหลือของ
เจ้าจะต้องทรมานยิ่งกว่าตาย” ซางกวนยู่คิดอยู่ในใจ
แต่ซางกวนยู่ไม่รู้เลยว่า หลินหมิงก็มีความคิดที่ชั่วร้ายไม่ต่างอะไรกับ
เขา ในเวลานี้หลินหมิงเองก็ยิ้มเยาะพร้อมกับคิดแผนการณ์อันชั่วร้ายอยู่
ในใจเช่นกัน
“ซางกวนยู่ เจ้ามันโง่เอง ข้าจะรอดูความพ่ายแพ้ที่น่าสมเพชในอีก4
เดือนของเจ้า เพราะว่าข้าจะวาดอาคมจารึกร่างกายที่ทรงพลังทั้ง2อาคม
ไว้บนร่างกายของข้า เจ้าไม่มีทางที่จะรอดเงื้อมมือของข้าไปได้ น่า
เสียดายที่คนโง่อย่างเจ้าจะไม่มีโอกาสได้รู้ว่า ต้นเหตุแห่งความพ่ายแพ้
ของตัวเจ้าเองก็คือเลือดปีศาจที่เจ้านำมามอบให้ข้าในวันนี้ ข้าอยากจะ
เห็นหน้าของเจ้าตอนถูกทำลายจุดชีพจรและสูญเสียพลังปราณทั้งหมดไป
เสียจริง เจ้าจะไม่เหลือพละกำลังมากพอที่จะขืนใจผู้หญิงคนใดอีกต่อไป”
แม้ว่าในความคิดของพวกเขาทั้งสอง จะเต็มไปด้วยแผนการณ์อันชั่ว
ร้าย แต่ใบหน้าของพวกเขาก็ยังยิ้มออกมาให้กัน โดยเฉพาะรอยยิ้มของ
ซางกวนยู่ ใครจะไปเชื่อว่ารอยยิ้มอันใสซื่อบริสุทธิ์น่าหลงไหลของหนุ่มรูป
งามอย่างเขา จะเต็มไปด้วยแรงอาฆาตพยาบาทอย่างรุนแรงภายในจิตใจ
“จริงสิ เมื่อวันก่อนข้าได้ยินมาว่าหลานอวิ๋นเยว่เปิดร้านผ้าไหมอยู่
และนางก็เป็นหญิงที่งามเลิศที่สุดในเมืองใบหม่อนสีเขียว ข้าจึงคิดที่จะไป
อุดหนุนนางเสียหน่อย แต่ข้าก็บังเอิญพบกับเลี่ยวเหวินหยวน ดูเหมือนว่า
เขาจะเข้าใจเจตนาของข้าผิดไป ข้าเพียงแค่ต้องการไปอุดหนุนผ้าไหมของ
ศิษย์ร่วมสำนักก็เท่านั้น”
“เป็นเช่นนั้นนี้เอง ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงกล่าว แม้ว่าหลินหมิงจะ
พูดเช่นนั้น แต่เขาก็รู้เจตนาที่แท้จริงของซางกวนยู่ดี
“ในความเป็นจริงข้าเองก็ปรารถนาในเรือนร่างของนางอยู่ไม่น้อย ข้า
อยากจะได้นางมาเป็นของข้าเสียจริงๆ” ซางกวนยู่กล่าว
“ซางกวนยู่ เจ้ามันไม่มีความละอายบ้างเลยหรือไงกัน ไอ้หน้าด้าน!!
ในที่สุดหวังยู้ฮานก็ทนไม่ไหว นางเกลียดสัตว์เดรัจฉานในคราบ
มนุษย์เป็นที่สุด!
แต่ด้วยการฝึกฝนที่สูงอย่างเหนือชั้นของซางกวนยู่ เขาคิดไม่คิดจะ
ฟังคำพูดของหวังยู้ฮานเลยแม้แต่น้อย เขาทำเหมือนกับว่าไม่ได้ยินมัน
“จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าศิษย์น้องหลินชอบท้าเดิมพันกับคู่ต่อสู้งั้นสินะ
เหมือนในครั้งที่เจ้าต่อสู้กับ หวังยานเฟิง ซางฉาง และคนอื่นๆ ในครั้งนี้
เจ้าอยากจะเดิมพันกับข้าบ้างหรือไม่? ข้ามีแร่เจ็ดดวงดาวมาเดิมพันกับ
เจ้าด้วยนะ ข้าอยากจะเดิมกับกับแม่นางหลานอวิ๋นเยว่ของเจ้า ”
“ถ้าข้าแพ้ แร่เจ็ดดวงดาวนี้ก็จะเป็นของเจ้า และข้าก็จะไม่เข้าไปยุ่ง
กับหลานอวิ๋นเยว่อีก แต่หากข้าเป็นฝ่ายชนะแร่เจ็ดด้วยดาวก็จะยังเป็น
ของเจ้าอยู่ดี แต่เจ้าจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับแม่นางหลานอีก ข้าจะทำให้นาง
เปลี่ยนใจและกลายมาเป็นของข้า เจ้าอยากจะเดิมพันกับข้าหรือไม่? ”
“เปลี่ยนใจของหลานอวิ๋นเยว่ด้วยตัวเองรึ?” หลินหมิงยิ้ม มันดู
เหมือนว่าซางกวนยู่ต้องการที่จะทำลายจิตวิญญาณของเขาอีกแล้ว หาก
เขาแพ้เขาก็คงจะไม่เหลือศักดิ์ศรีแห่งนักสู้อยู่อีกเลย
เขายิ้มและกล่าวตอบ “แม้ว่าข้าจะมั่นใจว่าสามารถเอาชนะศิษย์พี่
ซางได้ ข้าก็ไม่อาจนำผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเดิมพันได้หรอก ข้า
ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับนางอีกต่อไปแล้ว หากศิษย์พี่ซางจะใช้
ความบริสุทธิ์ใจ หรือชื่อเสียงเงินทอง เพื่อเปลี่ยนใจนาง ให้นางเข้ามาหา
ด้วยความเต็มใจของนาง ข้าก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่หากศิษย์พี่ซางคิด
จะบีบบังคับและขืนใจนาง โดยที่นางไม่ยินยอม ข้าเองก็คงจะนั่งดูอยู่
เฉยๆไม่ได้เช่นกัน”
“ก็จริงอยู่ว่าข้ายังขาดวัตถุดิบหายากบางอย่างอยู่ แต่ก็ใช่ว่าข้าจะ
ต้องการความช่วยเหลือจากสมาคมพันธมิตรหอการค้า ข้าว่าศิษย์พี่ซาง
คงจะหมดธุระแล้ว ศิษย์พี่ควรจะออกไปจากที่แห่งนี้ได้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นซางกวนยู่ก็หงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย “โอ้! ดู
เหมือนว่าเจ้าจะมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะข้าเหมือนกันนี่? ข้าคิดว่าคน
อย่างเจ้าจะไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะข้าได้ซะอีก ฮ่าๆ”
“ศิษย์พี่ซางคิดว่าในอีก4เดือนข้าจะไม่มีโอกาสชนะงั้นรึ บังเอิญว่าข้า
ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ศิษย์พี่ซางที่วันๆเอาแต่เสพสุขกับเหล่าหญิงสาว
คนอย่างข้าจะไปแพ้ได้อย่างไร เมื่อเวลานั้นมาถึงศิษย์พี่ก็จะรู้เอง! ”
“ฮ่าฮ่า! อีกแค่4เดือน ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจที่ได้เกิดมาบนโลกใบ
นี้! ”
ซางกวนยู่เก็บดาบของเขาเข้าไปในแหวนมิติ และเดินจากไป
เมื่อซางกวนยู่กลับไปแล้ว หลินหมิงก็หยิบหินพลังปราณออกมาจาก
แหวนมิติเพื่อฟื้นพลังปราณของเขา ในขณะนั้นเองหวังยู้ฮานก็พูดขึ้นมา
“ท่านหลิน ท่านประมาทเกินไปแล้ว แม้ว่าเลือดปีศาจระดับห้าจะเป็น
วัตถุดิบหายากที่ไม่ได้หาได้ง่ายๆ แต่การที่ท่านหลินไปสลักอาคมอันทรง
พลังลงไปบนดาบระดับมนุษย์ชั้นสูงของมันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง
ในความเป็นจริงแล้วต่อให้เป็นนักจารึกจากอาณาจักรฮั่วหลัวก็มีน้อยคน
นักที่จะสามารถวาดอาคมได้ระดับเดียวกับท่าน ”
“และซางกวนยู่ก็สำเร็จวิชา ‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ มาหลายเดือน
แล้ว ยิ่งเขาได้เสพสุขกับผู้หญิง พลังของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น มีผู้หญิงเป็นร้อย
ในคฤหาสน์ของเขา ใครๆก็รู้ถึงความแข็งแกร่งของเขาดี ท่านหลิน… ”
หวังยู้ฮานเป็นกังวลอย่างมาก ใครต่อใครก็รู้จักการต่อสู้ของซางกวน
ยู่ดี เขาไม่เคยมีความเมตตาปราณีต่อคู่ต่อสู้ คู่ต่อสู้ของเขาแทบทุกคนต้อง
บาดเจ็บสาหัสหรือพิการกลับมา บางรายถึงขั้นปางตายเลยทีเดียว
หลินหมิงยิ้มและกล่าว “หวังยู้ฮาน เรื่องนั้นข้าเองก็เข้าใจดีอยู่แล้ว
อย่าได้กังวลเลย”
” แต่… แต่ว่า… ” หวังยู้ฮานก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา นางหวังให้
หลินหมิงสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาอีกครั้ง นางเป็นห่วงหลินหมิงจากเบื้องลึก
ของหัวใจ
“ขอบใจมากที่เป็นห่วงข้า บ่ายวันนี้ไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไร ข้าคงจะขอ
ตัวกลับก่อน” ในวันนี้เขาก็ได้รับวัตถุดิบหายากที่เขาต้องการเพิ่มมาอีก1
ชนิดแล้ว เขาจะให้เวลาที่เหลือในการฝึกฝนการต่อสู้
……………… ..
ยิ่งหลินหมิงได้ใช้เวลาในการฝึกฝนในสถานที่ฝึกฝนแห่งสำนักเจ็ด
แก่นแท้มากขึ้น เขาก็ค่อยๆเข้าใจและเป็นหนึ่งเดียวกับลมมากขึ้น
แน่นอนว่าเขายังฝึกฝนที่อุโมงค์มหาวายุเช่นเดิม ตอนนี้หลินหมิงเพิ่ม
ความยากมาเป็นระดับเจ็ดแล้ว
เมื่อเหล่าศิษย์ได้ทราบข่าวก็แปลกใจกันอย่างมาก เหตุใดเพียงแค่
อุโมงค์มหาวายุ ที่มีความยากเพียงระดับ7 ถึงสามารถทำให้ร่างกายของ
หลินหมิงพกช้ำกลายเป็นสีเขียวๆม่วงๆได้ถึงขนาดนี้!
ศิษย์หลายๆคนก็คิดอยากจะดูถูกในความโง่เง่าของเขา แต่เมื่อย้อน
คิดไปถึงผลการต่อสู้ของเขาแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ พวกเขาไม่รู้เลยว่าหลินห
มิงกำลังทำอะไรอยู่
เหล่าศิษย์ที่ศรัทธาในตัวหลินหมิงก็คาดเดากันไปว่า หลินหมิงกำลัง
ฝึกฝนด้วยขั้นตอนการฝึกฝนพิเศษบางอย่าง
แต่สิ่งที่เขาทำอยู่ การทำให้ร่างกายเกิดบาดแผลและบอบช้ำเป็น
ประจำเช่นนั้นจะเป็นการฝึกฝนจริงๆหรือ? ไม่มีใครสามารถอธิบายเรื่อง
ทั้งหมดนี้ได้
เพื่อให้ร่างกายได้สัมผัสและเป็นหนึ่งเดียวกับลม ทำให้เขาถูกพัดไป
กระแทกผนังถ้ำนับครั้งไม่ถ้วน กระแทกเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำอีก ข่าวเรื่องของ
เขาแผร่กระจายไปทั่วจนใครต่อใครคิดว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว
เมื่อได้ยินข่าวลือของตัวเอง หลินหมิงก็ได้แต่ฝืนยิ้มออกมา เขาไม่
ต้องการที่จะเปิดเผยว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ แม้ว่าเขาจะใช้สมุนไพรรักษา
บาดแผลระดับสูง มันก็ยังรักษาและปกปิดรอยพกช้ำเอาไว้ได้ไม่หมด
แต่ยิ่งนานวันขึ้น การฝึกฝนในลักษณะเดิมของหลินหมิงก็เกิดรอยพก
ช้ำน้อยลง จนในที่สุดก็ผ่านมาอีกหนึ่งเดือน ในตอนนี้เขาปรับระดับความ
ยากของอุโมงค์มหาวายุมาเป็นความยากระดับที่9แล้ว แม้ว่าเขาจะใช้
เวลาอยู่ในนั้นหลายชั่วโมง โดยที่ปล่อยร่างกายให้เป็นอิสระไปตามแรงลม
เขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
สำหรับศิษย์ในห้องสวรรค์ที่อยู่ในระดับเดียวกับหลินหมิงแล้ว แม้
พวกเขาจะเลือกความยากระดับที่10 มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แต่สิ่งที่น่าตกใจที่ใครๆอาจจะยังไม่รู้ก็คือ หลินหมิงฝึกฝนในอุโมงค์
มหาวายุโดยที่ไม่ได้ใช้พลังปราณเลย เขาไม่คิดที่จะโคจรพลังปราณมา
ต้านแรงลม เขาต้องการปล่อยให้ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาเป็นหนึ่ง
เดียวกับลม และด้วยการที่เขาต้องถูกพัดไปกระแทกผนังถ้ำนับครั้งไม่
ถ้วนเป็นเวลา1เดือนเต็มๆ ในตอนนี้ความยากระดับที่9ไม่สามารถที่จะ
สร้างรอยพกช้ำหรือบาดแผลใดๆให้เข้าได้อีกแล้ว ร่างกายของเขา
แข็งแกร่งประดุจว่าถูกทำมาจากเหล็กกล้า
เหล่าศิษย์ที่ติดตามผลการฝึกฝนของเขาก็แอบคาดเดากันไปว่า
หลินหมิงคงจะฝึกใช้วิชาที่ทำให้ร่างกายคงกระพันแข็งแกร่งต่อทุกสรรพ
สิ่งอยู่
“ท่านหลินฝึกฝนอะไรในอุโมงค์มหาวายุที่ความยากระดับที่9กันแน่?
ด้วยความแข็งแกร่งของเขา ระดับที่9มันง่ายเกินไป ”
“ข้าบอกเจ้าแล้ว ท่านหลินกำลังฝึกให้ร่างกายทนทานโดยไม่ใช้พลัง
ปราณ เจ้าเชื่อข้าสิ”
“จะบ้าหรือไง ใครจะเข้าไปในอุโมงค์มหาวายุที่มีความยากระดับที่9
โดยที่ไม่โคจรพลังปราณต้านแรงลมเอาไว้ได้ แรงลมที่โหมกระหน่ำเข้ามา
นั้นรุนแรงอย่างมาก หากเขาทำเช่นนั้นกระดูกทั้งร่างได้แตกระเอียดแน่”
“หึ เจ้าจำวันที่ท่านหลินใช้มือเปล่ารับดาบของซางฉางได้หรือไม่? ”
“นั่นเป็นเพราะวิชา ‘หมัดสลายกระดูก’ มันทำให้เขาเอาชนะซางฉาง
และจูเอี๋ยนมาได้ ”
เหล่าศิษย์ทั้งสองก็วิเคราะห์และพูดคุยกันถึงเหตุผลหลายๆอย่าง
และในเวลานั้นเองก็มีศิษย์อีกคนหนึ่งพูดขึ้นมา “พวกเจ้าเคยเห็นชุดของ
ท่านหลินตอนที่ออกมาจากอุโมงค์มหาวายุที่ความยากระดับ9สินะ มัน
ขาดเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น มันเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง”
มันเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า อุโมงค์มหาวายุที่ความยากระดับ9มีลม
โหมกระหน่ำเข้ามารุนแรงเพียงใด ยังไงเสื้อผ้าของผู้ที่เข้าไปฝึก ก็ต้องถูก
ลมอันรุนแรงนั้นฉีกขาดเละเทะอยู่แล้ว แต่เหตุใดเสื้อผ้าของหลินหมิงถึง
ขาดเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น!
ไม่มีใครรู้เลยว่า แท้จริงแล้ว หลินหมิงไม่ได้ใช้พลังปราณเพื่อ
ต้านทานแรงลม แต่เขาปล่อยกายและใจให้ไหลไปเป็นหนึ่งเดียวกับลม
เมื่อเขาไหลไปตามสายลมแล้ว เสื้อผ้าของเขาก็จะไม่ต้านลมและไม่ขาด
เหมือนคนอื่นๆ