Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 135 การจารึกร่างกาย
เมื่อเข้าไปฝึกฝนในอุโมงค์มหาวายุที่มีความยากระดับ9 ศิษย์ปกติก็
จะโคจรพลังปราณเพื่อต้านทานแรงลมเอาไว้ แต่ความแรงของลมที่โหม
กระหน่ำเข้ามาก็ยังทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาค่อยๆฉีกขาด!
ไม่นานเสื้อผ้าของพวกเขาก็จะถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และ
หากเข้าไปฝึกที่ความยากระดับสิบเพียงระยะเวลาสั้นๆเสื้อผ้าก็จะขาด
กระจุยจนมีสภาพเปลือยล่อนจ้อนในที่สุด
แต่เสื้อผ้าของหลินหมิงนั้นขาดออกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นี่เป็นเรื่อง
ที่ไม่น่าเชื่อ!
ร่างกายของหลินหมิงดูเหมือนไร้น้ำหนัก เขากำลังร่ายรำอยู่กลาง
อากาศ ลมพายุที่พัดเข้ามาอย่างรุนแรงกลายเป็นลมที่จะเสริมการ
เคลื่อนที่ของเขาแทน เขาไม่ต่างอะไรกับปลาที่กำลังแหวกว่ายอยู่กลาง
มหาสมุทร
เขาหลับตาอยู่ตลอดเวลา เขาใช้เพียงจิตวิญญาณเพื่อสัมผัสกับลม
และรักษาสมดุลของตัวเองอยู่กลางอากาศ แต่ด้วยการแปรปรวนของลม
ในบางครั้งเขาก็ยังถูกพัดไปกระแทกกับผนังถ้ำอยู่ดี
หากต้องเจอลมที่รุนแรงขนาดนี้พัดกระเด็นไปปะทะกับก้อนหิน คน
ธรรมดาก็คงจะตายในทันที แม้แต่นักสู้ที่มีการฝึกฝนขั้นที่3ก็ยังได้รับ
บาดเจ็บ
แต่สำหรับหลินหมิง เมื่อเขาถูกสายลมพัดเข้ามาจนไม่สามารถทรง
ตัวได้ตามปกติ เขาก็จะใช้มือและแขนที่มีพละกำลังมหาศาลของเขาแหวก
ว่ายสายลมและยันผนังถ้ำเอาไว้อย่างนุ่มนวนและดันตัวเองกลับมาอยู่
กลางอากาศอีกครั้ง จากนั้นก็จะใช้จิตวิญญาณสัมผัสกันแรงลมเพื่อทรง
ตัวให้สมดุลต่อไป
การฝึกของเขาเป็นเช่นนี้มาหลายวันแล้ว เขาเหมือนกับปลาที่ว่ายอยู่
ในอุโมงค์ที่มีน้ำไหลเชี่ยวกราดไปๆมาๆ ตราบใดที่เขายังใช้พลังปราณช่วย
ในการเคลื่อนไหวและทรงตัวรักษาสมดุลอยู่ ร่างกายของเขาก็จะไม่มี
โอกาสถูกพัดไปสัมผัสกับพื้นหรือผนังถ้ำแม้แต่น้อย
เมื่อความยากระดับ9ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาแล้ว เขาก็เพิ่มความ
ยากเป็นระดับ10 แต่เมื่อต้องเข้ามาจริงๆเขาแทบจะไม่สามารถรักษา
สมดุลของร่างกายเอาไว้ได้เลย แต่เขาก็ยังคงพยายามฝึกฝนต่อไปตามรูป
แบบเดิมของเขา
เขาเป็นเหมือนกับว่าวที่ถูกสายลมโหกกระหน่ำพัดไปพัดมากลาง
อากาศ
หลังจากฝึกฝนอยู่อีกหลายวัน การรักษาสมดุลของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
เขาเริ่มที่จะทรงตัวและกำหนดทิศทางที่ต้องการได้ หลินหมิงเริ่มจะเข้าใจ
แก่นแท้ของลมมากขึ้นวันละส่วนๆ
10วันต่อมาหลินหมิงก็เข้าใจพื้นฐานความเป็นธรรมชาติของลม เขา
เริ่มฝึกวิชา ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’ แล้ว ตอนนี้เขาสามารถ
เคลื่อนย้ายร่างกายไปตำแหน่งไหนในอุโมงค์แห่งนี้ก็ได้ดั่งที่ใจปรารถนา
ลมพายุที่เคยทำให้เขาถูกพัดกระเด็ดไปอย่างรุนแรง ในตอนนี้ไม่ได้มี
อิทธิพลอะไรต่อเขาเลย
“ข้าใช้เวลาใน120ชั่วโมงในเดือนนี้ ฝึกฝนอยู่ในอุโมงค์มหาวายุจน
สำเร็จส่วนเล็กๆของวิชา ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’แล้ว ตั้งแต่วัน
พรุ่งนี้ไปข้าต้องข้าต้องเปลี่ยนไปฝึก ‘เทพทรราชคลั่ง’ และ ‘ทลายจุด
จีพจร’ แทน และข้ายังต้องนั่งสมาธิโคจรพลังปราณเพื่อทะลวงไปการ
ฝึกฝนขั้นที่4ให้ได้ด้วย ข้าอาจจะมีเวลาไม่พอก็ได้… ”
หลินหมิงมีการฝึกฝนถึงจุดสูงสุดของขั้นที่3แล้ว แต่ที่ผ่านมาเขาก็ยัง
ไม่ได้พยายามที่จะทะลวงไปขั้นต่อไป เพราะเขาใช้พลังปราณทั้งหมดไป
กับการจารึก แต่ต่อจากนี้เขาจะเข้าสู่สภาวะเจตจำนงนักสู้ ‘จิตบริสุทธิ์’
และโคจรพลังของ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ เพื่อทะลวงไปยังการฝึกฝนขั้น
ที่4ให้ได้
แม้ว่าพรสวรรค์ของเขาจะถือว่าอยู่ในระดับทั่วๆไป ไม่ได้สูงเหมือน
อัจฉริยะคนอื่นๆ แต่เขาก็มีโอกาสที่จะทะลวงไปถึงการฝึกฝนขั้นที่4ได้ใน
เร็วๆนี้ ทั้งนี้ต้องขอบใจพลังของ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ และเจตจำนงนัก
สู้ของเขา
ขณะที่หลินหมิงเดินทางอยู่บนภูเขาโจว แต่ละย่างก้าวของเขาทำให้
ร่างกายเคลื่อนไหวไปข้างหน้าได้หลายสิบก้าว ปลายเท้าของเขาสัมผัส
เบาๆกับปลายยอดของต้นหญ้า ก่อนจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่าง
รวดเร็วราวกับว่าร่างกายของเขาไร้น้ำหนัก ในเวลานี้แม้จะเป็นกำแพงที่
สูงถึง20ก้าว เขาก็สามารถกระโดดข้ามได้อย่างง่ายดาย
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าโลกใบนี้ไร้แรงโน้มถ่วง เป็นความรู้สึกที่
ลึกซึ้งจนยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด “นี่คือความรู้สึกที่เป็นหนึ่ง
เดียวกับลม โดยทั่วไปแล้วหากนักสู้ใช้ทักษะการเคลื่อนไหวพลังปราณจะ
เสริมพละกำลังให้ร่างกาย และออกแรงเคลื่อนที่ไปได้อย่างรวดเร็ว แต่
เมื่อใดที่พวกเขากระโดดพวกเขาก็จะไม่สามารถควมคุมอะไรได้อีกต่อไป
เพราะว่าร่างกายของพวกเขาไม่ได้สัมผัสกับพื้นดินแล้ว แต่ความรู้สึกของ
ลมนั้นต่างออกไป แม้จะกระโดดลอยอยู่กลางอากาศก็ยังสามารถเปลี่ยน
ทิศทางและเร่งความเร็วได้ หากข้าฝึกฝน ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’
จนสำเร็จขั้นที่3-4 ข้าจะสามารถลอยตัวบินอยู่กลางอากาศได้ตลอดเวลา
โดยปกติแล้วมีเพียงนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าเท่านั้นที่จะบินได้ แต่ด้วยวิชา
‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’ มันจะทำให้ข้าบินได้ตั้งแต่อยู่ในขั้นผสาน
ชีพจร”
ในขณะที่หลินหมิงกำลังตื่นเต้นในความสำเร็จเล็กๆของวิชา ‘ก้าว
ย่างวิหคทองคำถลาลม’ อยู่ จู่ๆก็มีเปลวเพลิงจากยันต์สื่อสารปรากฏขึ้น
ตรงหน้าของเขา และเสียงหวานๆของหวังยู้ฮานก็ดังขึ้นมา “ท่านหลิน
ตอนนี้ทางสมาคมจารึกหาวัตถุดิบหายากทั้งหมดที่ท่านต้องการได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินหมิงก็ดีใจเป็นอย่างมาก ในที่สุดเขาก็จะได้เริ่ม
การจารึกร่างกายเสียที!
หลินหมิงรีบมุ่งหน้าตรงไปยังสมาคมจารึก ทั้งหมดนี้เป็นความ
ร่วมมือกันระหว่างองค์รัชทายาทหยางหลินและสมาคมจารึก หลังจากใช้
เวลาไปกว่า1เดือน ในที่สุดพวกเขาก็หาวัตถุดิบที่หลินหมิงต้องการมาได้!
ทั้งองค์รัชทายาทและสมาคมจารึก ต้องใช้กำลังคนและเงินทองอย่าง
มากมายมหาศาลเพื่อที่จะหาวัตถุดิบเหล่านี้มาให้หลินหมิง
เมื่อวัตถุดิบหายากเหล่านั้นมากองอยู่ตรงหน้าเขา หลินหมิงก็รู้สึก
ราวกับว่ามีเหรียญทองหลายแสนเหรียญอยู่ตรงหน้าเขา วัตถุดิบเหล่านี้มี
ค่าอย่างมาก
แม้ว่าวัตถุดิบทุกอย่างจะพร้อมแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดที่จะรีบร้อน เขารู้
ว่าในตอนนี้เขายังไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด การจารึกเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง
และซับซ้อน เขาจะประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย
เขาจึงตัดสินใจที่จะนอนพักเสียก่อน หลังจากตื่นขึ้นมาเขาก็แขวน
ป้าย ‘ห้ามรบกวน’ เอาไว้หน้าประตู ก่อนที่จะลงไปแช่ในบ่อน้ำสมุนไพร
แล้วเขาถึงจะนั่งทำสมาธิอีกครึ่งชั่วโมงเมื่อให้ความคิดสงบนิ่ง และมีสมาธิ
มากที่สุด
ด้วยเจตจำนงนักสู้ ‘จิตบริสุทธิ์’ ทำให้หลินหมิงขจัดเรื่องที่ไม่
เกี่ยวข้องกับการจารึกทั้งหมดออกไปจากหัวสมอง เขาจะมุ้งเน้นความ
สนใจและสมาธิทั้งหมดไปกับการจารึกร่างกายเท่านั้น
ในที่สุดหลินหมิงก็ลืมตาขึ้นมา แววตาของเขาราวกับจะแผ่ออร่าแห่ง
ความสงบออกมา มันเป็นแววตาที่สุขุมรอบครอบ เขานำแร่เจ็ดดวงดาว
ออกมาสกัด
อุปกรณ์ต่างๆที่เขาใช้ในการเตรียมวัตถุดิบเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่
จะหาได้ในสมาคมจารึกแล้ว อุปกรณ์เหล่านี้จะไม่ส่งผลเสียต่อวัตถุดิบแม้
แต้น้อย
ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้ต่างอะไรกับสมบัติชิ้นหนึ่งเลย ชุด
เครื่องมือสำหรับเตรียมวัตถุดิบที่เขาใช้นี้มีราคาสูงถึง 20000เหรียญทอง
มันคือชุดเครื่องมือที่ดีที่สุดของสมาคมจารึก
เขาเตรียมวัตถุดิบทุกชนิดในแต่ละขั้นตอนด้วยตัวของเขาเอง เมื่อ
วัตถุดิบทุกชนิดพร้อมที่จะถูกนำมาใช้ในการจารึกแล้ว เขาก็เริ่มวาดอักระ
จารึกขึ้นมา อักขระแต่ละตัวเปล่งแสงราวกับว่ามันเป็นแสงแห่งชีวิตที่ไม่มี
วันมอดดับ วัตถุดิบหายากค่อยๆหายไป และกลายมาเป็นอักขระที่ทรง
พลังอยู่ตรงหน้าหลินหมิง
หลินหมิงใช้เวลาวาดอาคมจารึกตลอดทั้งคืน ปกติแล้วการจารึก
อุปกรณ์ทั่วๆไปของเขาจะสำเร็จในเวลาอันสั้น แต่ละอักขระถูกวาดขึ้นมา
ภายในไม่กี่ลมหายใจ แต่ในตอนนี้กว่าจะวาดอักขระขึ้นมาได้ซักตัวหนึ่ง
ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า1ก้านธูป แต่ละอักขระที่เขาวาดขึ้นมาในตอนนี้ล้วน
มีโครงสร้างที่ลึกซึ้ง นอกจากจะใช้เวลานานแล้วเขายังต้องใช้สมาธิเป็น
อย่างมาก
ในการจารึกครั้งนี้หลินหมิงวาดอักขระล้มเหลวไปเพียงไม่กี่ครั้ง
เท่านั้น ซึ่งเขาก็คาดการณ์เอาไว้แล้ว และได้เตรียมวัตถุดิบมาสำรองไว้
แล้ว
ในที่สุดพลังวิญญาณและพลังปราณของเขาก็มาถึงขีดจำกัด แต่ยังไง
เขาก็ไม่คิดที่จะหยุดโดยเด็ดขาด หากเขาหยุดในตอนนี้อักขระตรงหน้าที่
ถูกวาดขึ้นด้วยส่วนผสมของวัตถุดิบหายากก็จะสลายไป เขาจำเป็นต้อง
ฝืนขีดจำกัดของร่างกายด้วยการสะกดจิตตนเอง ซึ่งมันเป็นอันตรายอย่าง
ยิ่ง มันจะทำให้ร่างกายของเขาต้องแบกรับภาระที่ตามมาอย่างรุนแรง
เหมือนเช่นในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหว แล้วมีเด็กติดอยู่ในซาก
ปรักหักพัง ผู้เป็นแม่ของเด็กคนนั้นสามารถสร้างพละกำลังหลายพันจิน
เพื่อช่วยชีวิตลูกน้อยของนางออกมาได้ ทั้งๆที่โดยปกติแล้วผู้เป็นแม่คน
นั้นมีพละกำลังไม่ถึงหนึ่งร้อยจินด้วยซ้ำ นี่ถือเป็นการสะกดจิตตัวเองอย่าง
หนึ่ง แน่นอนว่าหลังจากช่วยลูกของนางออกมาได้แล้ว ร่างกายของผู้เป็น
แม่จะได้รับภาระอย่างหนัก อาจจะแขนหัก เป็นอัมพาต หรืออาจถึงขั้น
เสียชีวิตเลยก็เป็นได้
… ..
เวลาค่ำคืนผ่านล่วงเลยไปจนมาถึงช่วงสายๆ หลินหมิงวาดอักขระ
ขึ้นมาได้ครบทุกตัวแล้ว อักขระทั้งหมดกำลังถูกถึงเข้ามาผสานกันอยู่
กลางอากาศ ปรากฏเป็นสัญลักษณ์รูปพญาอินทรีย์สยายปีก มันส่งแสง
ประกายระยิบระยับราวกับแสงจากดวงดารา มันถูกสลักลงไปบนอกข้าง
ซ้ายของหลินหมิง
เกิดความเจ็บปวดราวกับถูกแทงด้วยเข็มที่ร้อนระอุ เมื่อสัญลักษณ์
รูปพญาอินทรีย์กลางปีกประทับลงไปบนหน้าอกของหลินหมิง มันก็
เปลี่ยนเป็นรูปดาวหกแฉกสลักอยู่บนออกของเขา
จากนั้นภาพตรงหน้าก็มืดลงกลายเป็นสีดำทมิฬ อาการเวียนหัวอย่าง
รุนแรงปะทุขึ้นภายในหัวของเขา เข่าของเขาทรุดลงไปกับพื้นอย่าง
ควบคุมไม่ได้
พลังวิญญาณของเขาหมดลงไปนานแล้ว ในเวลานี้เขาอ่อนเพลียและ
ง่วงนอน ทันทีที่ประทับสัญลักษณ์รูปอินทรีย์ลงบนอกเขาก็สลบไป
ในทันที เขาหลับลึกถึงขั้นที่ตัดการรับรู้จากโลกภายนอกออกไปทั้งหมด
ไม่ว่าใครหรืออะไรก็ไม่สามารถปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาได้
การนอนหลับในครั้งนี้กินเวลานานถึงสามวันสามคืน…
หลินหมิงลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความหิวโหย เขารู้สึกปวดหัวอย่าง
รุนแรง มันเกิดจากการที่เขาฝืนใช้พลังวิญญาณในการจารึกร่างกายจน
เกินขีดจำกัด
เขาเอาอาหารออกมาจากแหวนมิติและนั่งกินมันอยู่บนพื้น
เขาจำได้รางๆว่าเขาประทับอาคมจารึกร่างกายบนร่างกายของเขา
เรียบร้อยแล้วก่อนที่จะสลบไป เขายกมือขึ้นมาสัมผัสบริเวณอกซ้ายของ
เขา มันไม่ได้เรียบสม่ำเสมอเหมือนปกติ เขาจึงก้มหัวลงไปมองที่อกของ
เขา ที่ออกข้างซ้ายของเขามีสัญลักษณ์รูปดาวหกแฉกสลักอยู่ แต่ที่น่า
ตกใจก็คือมันหลอมรวมเข้ากับสัญลักษณ์ของลูกบาศก์ศักดิ์ที่สลักอยู่บน
อกของซ้ายของเขา