Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 224 การกลับมาของหลินหมิง
แผนการของหลินหมิงสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หลังจากโอวหยางตี๋ฮัว
ตาย โอวหยางปั๋วเหยียนก็มาที่เมืองลิขิตฟ้าและค้นหาตัวฆาตกรที่สังหาร
หลานชายของเขาที่ซอกทุกมุมของแผ่นดิน แต่เขาก็อุปทานว่าฆาตกรคือ
นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า ทำให้หลินหมิงไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย
แม้แต่ไป่โหล่วที่รู้ว่าหลินหมิงกับโอวหยางตี๋ฮัวมีเรื่องบาดหมาง
ร้ายแรงกันอยู่ก็ยังไม่สงสัยในตัวหลินหมิงเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นตัวเขา
เองที่เป็นนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าที่เชี่ยวชาญด้านภาพมายาก็ยังไม่สามารถ
สังหารโอวหยางตี๋ฮัวอย่างเงียบกริบเช่นนี้ได้
การตายของโอวหยางตี๋ฮัวไร้ซึ่งเบาะแสใดใด โอวหยางปั๋วเหยียนใช้
เวลาตามหาเบาะแสต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอดระยะเวลา 10 วัน แต่เขาก็
ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เลย เขาคงไม่มีโอกาสได้แก้แค้นให้หลานชาย
ของตนเองเสียแล้ว…
………….
เมืองลิขิตฟ้าถูกปกคลุมด้วยหิมะ เมืองทั้งเมืองกลายเป็นสีขาว ใน
ทุกๆเช้าจะมีผู้ดูแลออกมากวาดหิมะตามถนนสายหลัก เพื่อให้ผู้คน
เดินทางไปมาได้อย่างสะดวกมากขึ้น
ในห้องทะเบียนแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ ผู้ดูแลงานทะเบียบซุนเหลียง
กำลังก้มหน้าอ่านนิยายของเขาอย่างเพลิดเพลิน ภายในห้องทะเบียนมี
เตาผิงและผ้าม่านหนาช่วยให้ความอบอุ่น
แม้จะเป็นฤดูหนาว แต่อากาศในห้องทะเบียนราวกับฤดูใบไม้ผลิที่
อบอุ่น นี่เป็นสภาพอากาศที่น่าพักผ่อนหย่อนใจและเปิดอ่านหนังสือ
นิยายเล็กๆซักเล่มเป็นที่สุด
ทันใดนั้นประตูห้องทะเบียนก็ถูกเปิดออก ซุนเหลียงรู้สึกหงุดหงิด
เล็กน้อยที่มีคนมาขัดจังหวะการอ่านนิยายของเขา เขาค่อยๆปิดหนังสือ
นิยายและหันไปมองที่ประตู ทันทีที่เขารู้ว่าผู้มาเยือนเป็นใครเขาก็ตกใจ
อย่างมาก
ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาคือหลินหมิง!
“ศิษย์น้องหลิน? เจ้ากลับมาแล้วรึ?” เขารีบเก็บหนังสือนิยายแล้วลุก
ขึ้นมาทักทายหลินหมิงด้วยรอยยิ้ม
“ใช่แล้ว ข้าพึ่งจะกลับมา ข้ามาเพื่อลงบันทึกว่าข้าได้กลับมาแล้ว”
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะลงบันทึกให้เจ้าเอง เจ้าอาจจะไม่รู้ การชุมนุม
ครั้งยิ่งใหญ่ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะเริ่มขึ้นในเร็วๆนี้ เมื่อหลายวันก่อน
ท่านเจ้าสำนักฉินจื่อหยาเริ่มคัดเลือกผู้สมัครแล้ว” ในขณะที่ซุนเหลียงพูด
เขาก็รินน้ำชาอุ่นๆไปให้หลินหมิง เขารู้ดีว่าหลินหมิงจะเป็นใหญ่ใน
อนาคต เขาจึงบริการหลินหมิงเป็นอย่างดี
“จริงรึ?” หลินหมิงตกใจเล็กน้อย ในฐานะศิษย์หลักอย่างไม่เป็น
ทางการ เขาก็อาจจะได้เข้าร่วมการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่นี้ด้วย
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้จัดตั้งสำนักเจ็ดแก่นแท้ขึ้นมาในทุกๆอาณาจักร
หรืออาณาจักรที่พวกเขาปกครองอยู่ เหตุผลแรกก็เพื่อให้ปกครอง
อาณาจักรหรืออาณาจักรนั้นๆได้ง่ายขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อให้ง่ายต่อ
การพัฒนาบุคลากรให้แข็งแกร่งขึ้น และทุกๆสามปีสำนักเจ็ดแก่นแท้ที่อยู่
ในอาณาจักรต่างๆก็จะส่งเหล่าศิษย์ที่โดดเด่นมาแสดงฝีมือและ
แลกเปลี่ยนทักษะการต่อสู้ในการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่นี้
แม้ว่าศิษย์ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นศิษย์หลัก แต่ศิษย์
ทั่วๆไปก็มีสิทธิ์ได้รับเลือกด้วยเช่นกัน ถ้าหากพวกเขามีฝีมือโดดเด่นและ
เป็นที่ยอมรับของเจ้าสำนัก
ในการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่นี้ ศิษย์ที่ถูกเลือกล้วนเป็นเหล่านักสู้อัจฉริยะ
ด้วยกันทั้งสิ้น หากพวกเขาแสดงฝีมือได้น่าประทับใจและได้อันดับสูงๆมา
ละก็ นอกจากตัวของพวกเขาเองจะได้รับรางวัลแล้ว เจ้าสำนักของสำนัก
ที่เขาฝึกฝนอยู่ก็จะได้รับรางวัลด้วย
ยาเบิกทางสวรรค์เป็นรางวัลที่ล้ำค่าที่สุดในการชุมนุมครั้งนี้ ซึ่งจะ
มอบให้กับศิษย์ที่ชนะเลิศและเจ้าสำนักของศิษย์ที่ชนะเลิศเท่านั้น และมี
เงื่อนไขว่าผู้ที่จะได้รับมันต้องมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของปราณต้นฟ้าด้วย
ในทุกๆ 3 ปีหุบเขาเจ็ดแก่นแท้สามารถปรุงยาเบิกทางสวรรค์ขึ้นมาได้
เพียง 20-30 เม็ดเท่านั้น
ฉินจื่อหยาเป็นผู้มีพรสวรรค์และทำงานให้หุบเขาเจ็ดแก่นแท้มา
ยาวนาน เขาเคยได้รับยาเบิกทางสวรรค์มาแล้วครั้งหนึ่ง น่าเสียดายที่
ตอนนั้นจิตวิญญาณของเขาก็ยังหยาบเกินไป ทำให้การใช้ยาเบิกทาง
สวรรค์ทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าล้มเหลว
ในช่วงหลายปีมานี้เขานั่งวิปัสสนาเพื่อทำให้จิตวิญญาณของตนเอง
อ่อนโยนขึ้นและพร้อมที่จะทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้า ในเวลานี้ร่างกาย
และจิตวิญญาณของเขาพร้อมแล้ว สิ่งที่ขาดเหลือก็แค่ยาเบิกทางสวรรค์
เท่านั้น
แต่น่าเสียดายที่การจะได้รับยาเบิกทางสวรรค์มานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ผู้ที่มีสิทธิ์จะได้รับมันต้องเป็นผู้ที่ชนะเลิศหรือเจ้าสำนักของศิษย์ที่
ชนะเลิศเท่านั้น!
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่เจ้าสำนักอย่างฉินจื่อหยาจะได้ยาเบิกทาง
สวรรค์มา มีอาณาจักรที่อยู่ใต้การปกครองของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้อยู่
ทั้งหมด 36 อาณาจักร และไม่ใช่แค่ศิษย์จากสำนักเจ็ดแก่นแท้จาก 36
อาณาจักรเท่านั้นที่ได้เข้าร่วมในการชุนนุมครั้งนี้ ยังมีศิษย์จากฝ่ายต่างๆ
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้อีก ศิษย์จากฝ่ายต่างๆของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ต่างก็
เป็นอัจฉริยะในกลุ่มอัจฉริยะด้วยกันทั้งนั้น
แม้จะไม่ได้ชนะเลิศ แต่เพียงแค่มีความสามารถโดดเด่นและได้อันดับ
สูงๆก็เพียงพอแล้ว เพียงเท่านี้ก็ได้รับรางวัลและเกียรติยศ พวกเขาจะมี
ชื่อเสียงและกลายเป็นที่รู้จักไปทั่ว
“ข้าไม่คิดเลยว่าการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่จะเริ่มขึ้นในเร็วๆนี้… ” หลินหมิ
งพึมพำ
ซุนเหลียงจ้องมองไปที่หลินหมิงและอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ไม่จริง! เจ้า… เจ้ามีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 แล้วรึ?”
ซุนเหลียนแทบจะทำถ้วยน้ำจาตกจากมือ เขาไม่อย่างเชื่อว่าหลินห
มิงจะฝึกฝนได้รวดเร็วถึงขนาดนี้ เมื่อสองเดือนก่อนหลินหมิงพึ่งจะทะลวง
ขึ้นมาการฝึกฝนขั้นที่ 4 แต่ในเวลานี้เขากลับมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของ
ขั้นที่ 5 แล้ว นี่เป็นความเร็วในการฝึกฝนที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!
“ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้นเอง” หลินหมิงกล่าว ในเวลานี้เขาไม่ได้ใช้พลัง
จากโลหิตเกล็ดย้อนปิดบังการฝึกฝนของตัวเองเอาไว้ เพราะเขาคิดว่าเขา
คงไม่สามารถปิดบังฉินจื่อหยาได้อยู่ดี ถ้าฉินจื่อหยารู่ว่าเขามีพลังอัน
ยิ่งใหญ่ที่สามารถปกปิดระดับการฝึกฝนของตนเองได้ เขาก็อาจจะมี
ปัญหาได้
เจ้าช่างโชคดีจริงๆ ทำไมข้าไม่โชคดีแบบนี้บ้าง?!” ซุนเหลียงพูดออก
ด้วยความยินดี และแอบอิจฉาหลินหมิงอยู่เล็กน้อย
“จริงสิ เจ้ามีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 4 ได้ก่อนที่จะมีอายุครบ
17 ปี หากท่านเจ้าสำนักได้รู้เรื่องนี้เจ้าก็คงจะกลายเป็นศิษย์หลักอย่าง
เป็นทางการแล้วสินะ?” ซุนเหลียงกล่าวถาม
“ก็คงจะเป็นเช่นนั้น” หลินหมิงกล่าว
สำหรับซุนเหลียง ในตอนแรกที่ผู้คนพูดกันว่าหลินหลินจะได้เป็นทูต
หรือเจ้าสำนักในอนาคต เขาคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในตอนนี้เขา
รู้แล้วว่าการที่หลินหมิงจะได้เป็นทูตหรือเจ้าสำนักนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย!
และหากหลินหมิงสามารถทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าได้ในอนาคต
เขาก็อาจจะได้เป็นถึงผู้อาวุโสแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ด้วย!
ซุนเหลียงสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด เขาส่งถ้วยน้ำชาอุ่นๆให้กับ
หลินหมิงด้วยความเคารพยำเกรง “การฝึกฝนของศิษย์น้องหลินพัฒนาไป
อย่างรวดเร็วยิ่งนัก ไม่แน่ว่าหากศิษย์น้องหลินได้เข้าร่วมการชุมนุมครั้ง
ยิ่งใหญ่ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ศิษย์น้องหลินอาจจะได้เป็น 50 อันดับแรก
ก็ได้”
50 อันดับแรกของการชุมนุมถือว่าเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งสำหรับ
เหล่าอัจฉริยะอายุ 15 ปี เพราะในการชุมนุมครั้งนี้เหล่าศิษย์ที่มาเข้าร่วม
ต่างก็เป็นอัจฉริยะที่ถูกคัดสรรค์มาแล้วทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพวกศิษย์ที่
อายุประมาณ 20 ปีมาเข้าร่วมด้วย และส่วนใหญ่ผู้ที่เป็น 50 อันดับแรก
ในการชุมนุมก็มักจะเป็นศิษย์ที่มีอายุประมาณ 20 ปี เพราะพวกเขาได้
ฝึกฝนนานกว่าและมีประสบการณ์มากกว่า
ในการชุมนุมครั้งนี้คงจะมีเหล่าศิษย์เข้าร่วมประมาณ 500-600 คน
จาก 36 อาณาจักรและศิษย์จากฝ่ายต่างๆของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ การจะ
เป็น 50 อันดับแรกไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
หลินมิงยิ้มและกล่าวถาม “ท่านเจ้าสำนักฉินจื่อหยาคัดเลือกผู้ที่จะไป
เข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้แล้วหรือยัง?”
ซุนเหลียงกล่าว “เมื่อสองวันท่านเจ้าสำนักฉินจื่อหยาได้คัดเลือกผู้ที่มี
คุณสมบัติเหมาะสมเพื่อที่จะเข้าร่วมการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่นี้ มีศิษย์ 3 คน
ที่ถูกเลือกให้เขาร่วม และรับศิษย์อีก 2 คนมาเข้าร่วมจากการประลอง
“โอ้? สามคนนั้นเป็นใคร?”
“ศิษย์สามคนที่ถูกเลือกคือ ฉินซิงเซวียน โจวยู่ เหลียงหลง ส่วนศิษย์
คนอื่นๆที่จะแข่งขันกันเพื่อหาผู้ชนะ 2 คนไปเข้าร่วมการชุมนุมครั้ง
ยิ่งใหญ่คือ หลิงเซ็น ต้ากู่ เฉ่าชีเฟิง และเจียงบิ๋น”
“เหตุใดหลิงเซ็นถึงไม่ถูกเลือกให้อยู่ในกลุ่มแรก?” หลินหมิงกล่าว
ถามด้วยความสงสัย แม้ว่าระดับการฝึกฝนของหลิงเซ็นจะไม่สูงมากนัก
แต่ด้วยความแข็งแกร่งของเขา เขาสามารถเอาชนะนักสู้ขั้นผสานชีพจรได้
ไม่ยาก เหตุใดเขาถึงไม่ถูกเลือก?
ซุนเหลียงกล่าว “ท่านเจ้าสำนักฉินจื่อหยาจะเลือกเฉพาะศิษย์หลัก
ก่อน และให้ศิษย์ที่มีฝีมือคนอื่นๆแย่งชิงตำแหน่งที่เหลือกันเอาเอง”
ในตอนนี้หลินหมิงเข้าใจแล้ว การชุมนุมในครั้งนี้มุ่งเน้นให้เกิด
ประโยชน์กับผู้ที่เป็นศิษย์หลัก หากศิษย์หลักไม่พอถึงจะรับศิษย์จากห้อง
สวรรค์เข้ามาเติมเต็ม
“ศิษย์น้องหลิน เจ้ารีบไปหาท่านเจ้าสำนักฉินจื่อหยาเถอะ ตอนนี้
ท่านเจ้าสำนักฉินจื่อหยาคงอยู่ที่คฤหาสน์ของเจ้าสำนัก…”
……………………
การชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่เป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง ฉินจื่อหยาจริงจังกับ
การชุมนุมในครังนี้มาก เดิมทีเขาคิดจะส่งหลินหมิงไปแสดงฝีมือในการ
ชุมนุมครั้งนี้ แต่เมื่อเขาลองคิดดูอีกทีเขาก็ตระหนักได้ว่าหลินหมิงยังมีการ
ฝึกฝนต่ำเกินไป หลินหมิงพึ่งจะทะลวงขึ้นมาการฝึกฝนขั้นที่ 4 ได้ไม่กี่
เดือนเท่านั้น ต่อให้หลินหมิงมีทักษะการต่อสู้ล้ำเลิศและสัญชาตญาณที่
เฉียบคมมากแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีการฝึกฝนขั้นผสาน
ชีพจรได้อยู่ดี
เหล่าศิษย์ที่จะเข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ต้องมีอายุไม่เกิด 22 ปี
ในตอนนี้หลินหมิงยังอายุแค่ 15 ปี เขายังมีโอกาสได้เข้าร่วมการชุมนุมอีก
2 ครั้งตอนอายุ 18 และ 21 ปี เขาตั้งใจที่จะส่งเสริมหลินหมิงอย่างสุด
ความสามารถเพื่อที่จะให้หลินหมิงโดดเด่นในการชุนนุมครั้งต่อไป
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำเช่นนั้น หลินหมิงก็หายตัวไปเสียก่อน
ฉินจื่อหยาคาดว่าการหายตัวไปของหลินหมิงต้องเกี่ยวข้องกับโอวห
ยางตี๋ฮัวอย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่มีหลักฐานใดใดที่จะสามารถ
นำมาช่วยยืนยันความคิดของเขาได้ แล้วหลังจากที่หลินหมิงหายตัวไปได้
ไม่นาน โอวหยางตี๋ฮัวก็ถูกลอบสังหารในสมาคมพันธมิตรหอการค้า แม้
แค่ผู้คุมกันของเขาก็ไม่รู้ตัว นี่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ทันทีที่โอวหยางตี๋ฮัวถูกลอบสังหาร โอวหยางปั๋วเหยียนก็รีบมาที่
เมืองลิขิตฟ้าเพื่อแก้แค้นให้หลานชายของเขา ทำให้เมืองลิขิตวุ่นวายและ
ไม่สงบสุขอยู่พักหนึ่ง
จากนั้นการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ก็ใกล้จะเริ่มขึ้น อาณาจักรลิขิตฟ้าเป็น
อาณาจักรระดับ 2 สามารถส่งศิษย์เข้าร่วมการชุมนุมได้ทั้งหมด 5 คน
แม้ว่าสำนักเจ็ดแก่นแท้แห่งอาณาจักรลิขิตฟ้าจะมีศิษย์หลักอยู่ 5 คน
พอดี แต่พวกเขาบางคนก็ยังไม่แข็งแกร่งพอและยังมีอายุน้อยอยู่ ใน
บรรดา 5 คนนั้นมีเพียงแค่ฉินซิงเซวียนเท่านั้นที่พอจะไปต่อสู้ในการ
ชุมนุมครั้งนี้ได้ แต่เขาก็ยังกลัวว่านางจะไปไม่ถึง 200 อันดับแรก
เขาจึงให้หลิงเซ็นและต้ากู่เข้าร่วมด้วย ในความเป็นจริงฉินจื่อหยาก็
ไม่อยากทำเช่นนี้ เพราะการนำศิษย์ทั่วๆไปที่ไม่ได้เป็นศิษย์หลักไปเข้า
ร่วมการชุมนุมจะโดนดูถูกจากอาณาจักรอื่นๆ แต่มันก็ดีกว่าการที่เหล่า
ศิษย์หลัก 5 คนที่ส่งไปมีแต่คนอายุน้อยๆและได้รับอันดับท้ายๆกลับมา
แม้ว่าฮินซี่หยาจะเป็นอารมณ์ดีและรักสงบ แต่เขาก็ไม่ชอบให้ใครมา
ดูถูกเขาและสำนักของเขา