Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 225 เริ่มคัดเลือกศิษย์
แม้ว่าฉินจื่อหยาจะเป็นอารมณ์ดีและรักสงบ แต่เขาก็ไม่ชอบให้ใคร
มาดูถูกเขาและสำนักของเขา
ฉินจื่อหยาถอนหายใจและพึมพำออกมา “ช่างโชคร้ายยิ่งนัก ในการ
ชุมนุมรวมสาวกครั้งนี้สำนักของข้าขาดบุคคลที่เหมาะสม เหล่าศิษย์หลักก็
ยังมีอายุน้อยอยู่ แม้พวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าศิษย์คนอื่นๆที่อายุเท่ากัน
แต่พวกเขาก็เอาชนะผู้ที่อายุมากกว่าไม่ได้อยู่ดี สำนักของข้าไม่ติด 100
อันดับแรกมานานกว่า 20 ปีแล้ว ข้าฝากความหวังเอาไว้กับหลิงเซ็น ข้า
หวังว่าหลิงเซ็นจะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้สำนักของข้าได้…”
“น่าเสียดายที่หลินหมิงไม่ได้อยู่ที่นี่ ข้าว่าในเวลานี้ความแข็งแกร่ง
ของเขาคงจะแซงหน้าต้ากู่ไปแล้ว” ชายอีกคนที่อยู่ข้างๆฉินจื่อหยากล่าว
เขาคือหนึ่งในสองรองเจ้าสำนักซุนหยูโดว
ซุนหยูโดวทะลวงขึ้นมาขั้นปราณต้นฟ้าได้สำเร็จตั้งแต่อายุ 45 ปี
ปัจจุบันเขามีอายุ 70 ปีและมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า น่า
เสียดายที่ระดับพรสวรรค์ของเขาค่อนข้างต่ำ ยาเบิกทางสวรรค์เพียงเม็ด
เดียวคงไม่พอที่จะทำให้เขาทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าได้
ซุนหยูโดวพึงพอใจกับระดับการฝึกฝนของตนเอง เขาเป็นคนอารมณ์
ดีและซื่อสัตย์ เขาเป็นสหายที่ฉินจื่อหยาไว้วางใจ
ฉินจื่อหยาพยักหน้าและกล่าว “ข้าก็คิดเช่นนั่น หลินหมิงไม่น่าหาย
ตัวไปในเวลานี้เลย”
“ข้าว่าหลินหมิงคงไม่ได้ออกไปผจญภัย เขาคงถูกใครบางคน…” ซุนห
ยูโดวพึมพำ ไม่มีเหตุผลที่คนอย่างหลินหมิงจะออกไปผจญภัยนอกสำนัก
เจ็ดแก่นแท้เลยแม้แต่น้อย หลินหมิงเป็นถึงศิษย์หลักอย่างไม่เป็นทางการ
เขาได้รับยาโอสถและหินพลังปราณจำนวนมากจากสำนักในแต่ละเดือน
และเขายังสามารถใช้สถานที่ฝึกฝนทั้งเจ็ดแห่งได้อย่างไม่จำกัดเวลา ไม่มี
สถานที่ใดในโลกที่จะส่งผลดีต่อการฝึกฝนของเขามากไปกว่าสำนักเจ็ด
แก่นแท้อีกแล้ว
ฉินจื่อหยาได้ฟังแล้วก็เงียบ เขาก็คิดเช่นเดียวกันกับซุนหยูโดว การ
หายตัวไปของหลินหมิงต้องเป็นแผนการณ์ของใครซักคน น่าเสียดายที่
เขาไม่มีเบาะแสหรือร่องรอยใดใดเพื่อที่จะสืบหาความจริงได้เลย
ซุนหยูโดวถอนหายใจและกล่าว “หลินหมิงเป็นนักสู้ที่มีพรสวรรค์ ใน
อนาคตเขาจะเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจ ไม่แน่ว่าตอนที่เขาอายุ 21 ปี เขา
อาจจะติด 10 อันดับแรกในการชุมนุมรวมสาวกก็เป็นได้! ”
ทันทีที่ซุนยู่โยวกล่าวจบ เปลวเพลิงจากยันต์สื่อสารก็ปรากฏขึ้น
ตรงหน้าของฉินจื่อหยา ข้อความจากยันต์สื่อสารส่งตรงไปในความคิดของ
ฉินจื่อหยา
ทันทีที่ฉินจื่อหยาได้ยินข้อความที่ส่งมา เขาก็สูญเสียความสงบที่เคย
มีไปในพริบตา เขาดีใจจนแทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่
“มีเรื่องอะไรงั้นรึ?” ซุนหยูโดวรีบกล่าวถาม
“สำนักทะเบียนรางงานมาว่า หลินหมิงได้กลับมาแล้ว” ฉินจื่อหยาพูด
ด้วยความตื่นเต้น
“จริงรึ?!” ซุนหยูโดวตกใจ “ให้ตายเถอะ… เขาแค่ออกไปผจญภัย
หรอกรึ?”
ทันทีที่สิ้นเสียงของซุนหยูโดว ก็มีเสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งตะโกน
เข้ามาจากด้านนอกของคฤหาสน์เจ้าสำนัก “ข้าน้อยหลินหมิงขอเข้าพบ
ท่านเจ้าสำนัก”
“เข้ามาได้!”
ประตูของคฤหาสน์ถูกเปิดออก หลินหมิงเดินเข้ามาและก้มหัวคารวะ
ผู้อาวุโสทั้งสอง “คารวะท่านเจ้าสำนักฉินจื่อหยาและท่านรองเจ้าสำนัก
ซุนหยูโดว”
หลินหมิงจำซุนหยูโดวได้เป็นอย่างดี ซุนหยูโดวเป็นคนที่นำหอกอ่อน
ปราณคลั่งมามอบให้เขา
ฉินจื่อหยามองหลินหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก
เขาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“การฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ห้า!”
“ใช่แล้วขอรับ ข้าโชคดีแล้วประสบความสำเร็จในการผจญภัย”
หลินหมิงพูดเบาๆ
ฉินจื่อหยายิ้มออกมา แม้ว่าเขาจะอยากรู้ว่าหลินหมิงทำเช่นไรถึง
พัฒนาการไปได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ แต่มนุษย์ทุกคนก็ย่อมมีความลับอยู่ เขา
ไม่คิดจะกดดันหรือทำให้หลินหมิงลำบากใจ
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินหมิง ซุนหยูโดวก็ขนลุก หลินหมิงพึ่งจะ
ทะลวงขึ้นมาการฝึกฝนขั้นที่ 4 เมื่อ 2 เดือนก่อน แต่ในเวลานี้เขากลับมี
การฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 นี่เป็นความเร็วในการฝึกฝนที่น่า
เหลือเชื่อยิ่งนัก ไม่แน่ว่าหลินหมิงอาจจะติด 100 อันดับแรกในการชุมนุม
รวมสาวกครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ก็เป็นได้
ฉินจื่อหยากล่าวถาม “หลินหมิง เมื่อสองเดือนก่อนเจ้าออกไปผจญ
ภัยจริงๆงั้นรึ?”
หลินหมิงพยักหน้าตอบ แม้ว่าความจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เขาก็
ไม่ต้องการพูดถึงเรื่องที่โอวหยางตี๋ฮัววางแผนสังหารเขา
ฉินจื่อหยาลังเลเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะอยากรู้ แต่เขาก็ไม่อยากถามถึง
รายระเอียดในการผจญภัยของหลินหมิง เขาจึงเปลี่ยนไปพูดคุยเรื่องที่
สำคัญกว่าแทน
“หลินหมิง เจ้าถือเป็นศิษย์หลักคนหนึ่งของสำนักเจ็ดแก่นแท้ เจ้ารู้
เรื่องการชุมนุมรวมสาวกหรือไม่?”
หลินหมิงพยักหน้า “ข้ารู้”
“เยี่ยม ตอนนี้ทางเรายังขาดผู้เข้าร่วมการชุมนุมอีก 2 คน ตอนแรก
ข้าจะให้หลิงเซ็น ต้ากู่ เฉ่าชีเฟิง และเจียงบิ๋น ประลองฝีมือกันเพื่อหาผู้
ชนะ 2 คน แต่เมื่อเจ้ากลับมาแล้ว ข้าก็จะให้เจ้าเข้าร่วมการประลองกับ
พวกเขาด้วย วันนี้เจ้ากลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ การประลองจะเริ่มขึ้นในวัน
พรุ่งนี้ จะมีผู้ได้เข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวก 2 คนจากพวกเจ้าทั้ง 5 คน
แน่นอนว่าหากเจ้าสามารถเอาชนะหลิงเซ็นหรือต้ากู่ได้ในการประลองวัน
พรุ่งนี้ เจ้าก็จะได้รับยาเม็ดปาฏิหารสีครามกับยาน้ำผสานกายจิตตามที่ได้
ตกลงกันเอาไว้ แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อนหลิงเซ็นสามารถทะลวงขึ้นมาการ
ฝึกฝนเข้าที่ 5 ได้แล้ว เจ้าควรเตรียมตัวให้ดี”
แม้ว่าหลินหมิงจะมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่5และถือว่าเขาได้
เป็นศิษย์หลักอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เขาก็มาช้าไป หากฉินจื่อหยาให้
หลินหมิงเป็นตัวจริงและให้อีก4คนต่อสู้กันเพื่อหาผู้ชนะเพียงคนเดียวไป
เข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวก จะเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมต่อเหล่าศิษย์อีก 4
คนซักเท่าไร
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงกล่าว เป็นเรื่องธรรมดาที่หลิงเซ็นจะทะลวง
ขึ้นมาการฝึกฝนขั้นที่ 5 ได้ หลิงเซ็นมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 4 มา
นานแล้ว
หลินหมิงเองก็รอวันที่จะได้ต่อสู้กับหลิงเซ็นอยู่เช่นกัน หลิงเซ็นเป็น
เป้าหมายที่เขาจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้
…………………………
ข่าวการกลับมาของหลินหมิงแผ่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทุกๆคน
ต่างก็เข้าใจว่าเขาออกไปผจญภัยเพื่อหาประสบการณ์
แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่รู้ความจริงของเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างดี เขาคือ
หนึ่งในสองรองเจ้าสำนักไป่โหล่ว เขาตกใจมากที่หลินหมิงยังมีชีวิตอยู่
แม้ว่าหลินหมิงจะมีชีวิตรอดกลับมาได้ แต่เขาก็ไม่คิดว่าการตายของ
โอวหยางตี๋ฮัวจะเกี่ยวข้องกับหลินหมิง เขามั่นใจว่าผู้ที่สังหารโอวหยางตี๋
ฮัวต้องเป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
“ไอ้เด็กนั่นมันรู้หรือไม่ว่าข้าเป็นคนปลอมตัวเป็นฉินจื่อหยาเพื่อ
ล่อลวงมัน?” ไป่โหล่วพึมพำออกมาด้วยความกังวล การฝึกฝนของหลินห
มิงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่กี่ปีการฝึกฝนของหลินหมิงก็คงจะขึ้นมา
เทียบเท่ากับตัวเขาเอง และเมื่อถึงเวลานั้นเขาก็อาจจะเป็นอันตราย เขา
รู้สึกเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
……………
การชุมนุมรวมสาวกจะเกิดขึ้นทุกๆ 3 ปี ในเวลานี้ลานประลองของ
สำนักเจ็ดแก่นแท้เต็มไปด้วยผู้คนที่มาชมการคัดเลือกศิษย์ที่จะได้เข้าร่วม
การชุมนุมรวมสาวก เพียงแค่เป็นศิษย์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ พวกเขาก็
สามารถเข้าร่วมชมการแข็งขันครั้งนี้ได้
เมื่อเหล่าศิษย์ได้ยินข่าวว่าหลินหมิงกลับมาแล้วและจะเข้าร่วมการ
คัดเลือกในครั้งนี้ด้วย พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะมาชมการแข่งขันในครั้งนี้ ยิ่ง
ไปกว่านั้นการแข่งขันครั้งนี้ยังมีการประลองกันระหว่างหลิงเซ็นกับหลินห
มิง นี่เป็นการต่อสู้ที่น่าจับตาดูเป็นที่สุด
แม้แต่ศิษย์หลักอย่างโจวยู่กับเหลียงหลง ที่เป็นตัวจริงในการเข้าร่วม
การชุมนุมรวมสาวกก็ยังมาดูการแข่งขันในครั้งนี้
หิมะตกหนัก ผู้ดูแลความสะอาดช่วยกันกวาดหิมะออกจากลาด
ประลองก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น
นอกจากเหล่าศิษย์จากสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้ว ก็ยังมีเหล่าขุนนาง
มาร่วมชมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย หากเป็นผู้ที่ฝึกฝนการต่อสู้มาบ้าง พวก
เขาก็จะใส่ชุมผ้าไหมตามปกติ แต่หากเป็นผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนการต่อสู้พวกเขา
ก็จะสวมใส่เสื้อหนาหลายชั้นเพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกาย
“เจ้าคิดว่าระหว่างหลิงเซ็นกับหลินหมิง ใครจะเป็นฝ่ายชนะ?” เหลียง
หลงกล่าวถาม เขาสนใจสองคนนี้เป็นพิเศษ เขาไม่ค่อยสนใจอีก 3 คนที่
เหลือซักเท่าไร
โจวยู่หัวเราะและกล่าว “เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา ตอนที่หลิงเซ็นมี
การฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 4 ความแข็งแกร่งของเขาก็เหนือกว่านักสู้
ขั้นผสานชีพจรช่วงต้น ส่วนหลินหมิงตอนที่เขามีการฝึกฝนขั้นที่ 4 ช่วงต้น
เขาก็สามารถเอาชนะซางกวนยู่ที่มีการฝึกฝนขั้นที่ 5 ได้ ข้าไม่อาจคาดเดา
ได้เลยว่าระหว่างพวกเขาทั้งสองใครจะเป็นฝ่ายชนะ”
ข่าวที่หลินหมิงมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 ยังไม่ได้
แพร่กระจายออกไป โจวยู่รู้แค่ว่าหลินหมิงมีการฝึกฝนไม่น้อยกว่า
จุดสูงสุดของขั้นที่ 4 เพราะหลินหมิงได้ขึ้นเป็นศิษย์หลักอย่างเป็นทางการ
แล้วดง
“เฉ่าชีเฟิงกับเจียงบิ๋นคงจะไม่ใช่คู่มือของหลินหมิง ข้าล่ะอยากไป
ทดสอบความแข็งแกร่งของหลินหมิงด้วยตัวเองเสียจริงๆ” เหลียงหลง
กล่าว เขาเชื่อว่าความแข็งแกร่งของเขาไม่เป็นรองหลิงเซ็นกับหลินหมิงอ
ย่างแน่นอน
“ท่านเจ้าสำนักมาถึงแล้ว!” เสียงประกาศดังขึ้น
ฉินจื่อหยาเดินนำเข้ามา ด้านหลังของเข้ามีรองเจ้าสำนักซุนหยูโดว
หลิงเซ็น หลินหมิง และศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขันในอีก 3 คนเดินตามมา
ติดๆ
เมื่อหลินหมิงปรากฏตัว เหล่าผู้คนก็มองไปที่เขาด้วยความตื่นเต้น
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาได้สร้างปาฏิหาริย์ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกลายเป็นบุคคล
ที่มีชื่อเสียงและเป็นต้นแบบของเหล่าศิษย์หลายๆคน
หญิงสาวหลายคนชื่นชอบในตัวหลินหมิงเป็นอย่างมาก พวกนางโบก
ไม้โบกมือและยิ้มให้เขา
ในวันนี้ไป๋จิ้งอวิ๋นก็มาร่วมชมการแข่งขันด้วยเช่นกัน เรื่องนี้ทำให้มู่
หรงซีรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก “ศิษย์พี่หญิงก็มาด้วยรึ? ข้าคิดว่าเจ้า
จะไม่ออกมาจากห้องของเจ้าแล้วเสียอีก”
ไป๋จิ้งอวิ๋นยิ้มและไม่ได้พูดอะไร นางจ้องมองไปที่หลินหมิงในขณะที่
เขากำลังเดินไปที่ลานประลอง
ไป๋จิ้งอวิ๋นรู้ดีว่าโอวหยางตี๋ฮัวกับหลินหมิงเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน แม้ว่า
จะสิ่งต่างๆจะบ่งบอกว่าผู้ที่สังหารโอวหยางตี๋ฮัวจะเป็นนักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้า แต่หัวใจของนางกลับรู้สึกว่าการตายของโอวหยางตี๋ฮัวต้อง
เกี่ยวข้องกับหลินหมิง
“ศิษย์พี่หญิงจิ้งอวิ๋นกำลังมองใครอยู่รึ?” มู่หรงซีกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
เจ้าเล่ห์
“เปล่าซะหน่อย ข้าก็แค่มองไปรอบๆเท่านั้นเอง” ไป๋จิ้งอวิ๋นกล่าว
ใบหน้าของนางมีสีแดงเรืองขึ้นมาเล็กน้อย และหัวใจของนางก็เต้นแรง
กว่าปกติ
หลังจากนั้นประมาณ 10 นาทีองค์รัชทายาทก็ปรากฏตัวขึ้น เขาสวม
ชุดที่เป็นทางการดูหรูหรา เขาเดินทางมาด้วยรถม้าที่ถูกลากด้วยม้ามังกร
หิมะ เขาดูองอาจและน่านับถือเป็นอย่างยิ่ง
การมาเยือนขององค์รัชทายาทไม่ได้ถูกประกาศเหมือนเช่นทุกที
เพราะในเวลานี้มีทั้งเหล่าขุนนางชั้นสูง และบุคคลที่ทรงอำนาจของ
อาณาจักรมาเข้าร่วมชมการแข่งขันมากมาย แม้แต่สองในสิบของเหล่าแม่
ทัพใหญ่ก็ยังมาร่วมชมการต่อสู่ในครั้งนี้ด้วย
ฐานะขององค์รัชทายาทจึงดูธรรมดาๆไปเลยเมื่อเทียบกับเหล่าแม้
ทัพใหญ่ทั้งสองและผู้ทรงอำนาจคนอื่นๆ ผู้ประกาศข่าวสารจึงไม่ได้
ประกาศชื่อขององค์รัชทายาทออกมา