Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 227 ความแข็งแกร่งของหลิงเซ็น
เหลียงหลงอ้าปากค้าง เขาอยากจะถอนคำพูดของตัวเองที่เคยกล่าว
ว่าจะขึ้นไปทดสอบความแข็งแกร่งของหลินหมิงด้วยตัวเอง หากเขาทำ
เช่นนั้นจริงๆละก็ ชะตากรรมของเขาก็คงไม่ต่างอะไรกับเจียงบิ๋น แม้ว่า
เขาจะเป็นศิษย์หลักและแข็งแกร่งกว่าเจียงบิ๋นอยู่บ้าง แต่เขาก็เชื่อว่าเขา
ไม่มีทางเอาชนะหลินหมิงได้
หลินหมิงเป็นแค่นักสู้ที่มีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 จริงๆหรือ?
การที่จะใช้มือเปล่าชกนักสู้ที่มีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 ให้
กระเด็นและบาดเจ็บสาหัสเช่นนั้น อย่างน้อยก็ต้องเป็นนักสู้ขั้นผสานชีพ
จรช่วงกลาง
เหลียงหลงกลืนน้ำลายลงคอ โจวยู่ที่นั่งอยู่ข้างๆก็ตกตะลึงเช่นกัน
เขาตกตะลึงจนตาค้างและยังไม่ได้สติกลับมา
ฉินจื่อหยาพยักหน้าและยิ้มออกมาอย่างเป็นสุข สองเดือนที่ผ่านมานี้
หลินหมิงแข็งแกร่งขึ้นจนน่าตกใจ เขาสามารถเอาชนะนักสู้ที่มีการฝึกฝน
ที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 จากตระกูลโบราณอันแข็งแกร่งได้ด้วยการโจมตี
ด้วยมือเปล่าเพียงครั้งเดียว
“น่าตกใจจริงๆ!” ซุนหยูโดวพึมพำและลูบเคราของตนเอง เขารู้สึก
ภาคภูมิที่สำนักของเขามีศิษย์ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“ผู้ชนะคือ… หลินหมิง!!!” ผู้ตัดสินตะโกนประกาศ
ผู้ตัดสินคนนี้เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักเจ็ดแก่นแท้ เขารู้จักเจียง
บิ๋นมาก่อน เจียงบิ๋นสามารถต่อสู้กับนักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงต้นได้อย่าง
สูสี เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่านักสู้ที่มีพรสวรรค์อย่างเจียงบิ๋นจะพ่ายแพ้ให้
หลินหมิงอย่างง่ายดายเช่นนี้
ความแข็งแกร่งที่หลินหมิงแสดงออกมาให้เห็นเมื่อครู่นี้ไม่ได้ด้อยไป
กว่าความแข็งแกร่งของนักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงกลางเลย หลินหมิงแข็ง
แกร่งขนาดไหนกันแน่?!
ผู้ตัดสินยิ้มแสดงความยินดีให้กับหลินหมิงดูและกล่าวประกาศ
“ต่อไปเป็นการแข่งขันคู่ที่สอง หลิงเซ็น ปะทะ เฉ่าชีเฟิง!”
เจียงบิ๋นพ่ายแพ้และถูกส่งลงไปการแข่งขันสายล่าง หากเขาชนะคู่
ต่อสู้ในการต่อสู้ครั้งต่อๆไปได้ทั้งหมด เขาก็ยังมีสิทธิ์ได้เข้าร่วมการชุมนุม
รวมสาวก แต่ดูจากสภาพร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสของเขา เขาคงไม่
สามารถต่อสู้ได้อีกในวันนี้
“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว” ต้ากู่วางมือลงบนไหล่ของหลิงเซ็นและกล่าว
“ดูเหมือนว่าข้าจะหมดสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวกเสียแล้ว ข้า
ไม่สามารถชนะเจ้าได้ หลินหมิงเองก็แข็งแกร่งขึ้นจนน่าตกใจ ข้าคงไม่
สามารถเอาชนะสัตว์ประหลาดอย่างเขาได้เช่นกัน หลังจากข้าสำเร็จ
การศึกษาจากสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้ว ข้าจะเข้าร่วมกับทางกองทัพอย่าง
เป็นทางการและหันไปเอาดีทางด้านการทหารคงจะดีกว่า”
ต้ากู่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่เขาก็ยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า
เขาไม่ได้มีความรู้สึกเศร้าหรือเสียใจเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ความแข็งแกร่ง
ของเขาเป็นรองหลินหมิงอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีโอกาสชนะหลินหมิ
งอยู่เลย เขายังแอบมีความหวังเล็กๆอยู่ในใจ
“อืม ข้าเองก็คิดจะทำเช่นนั้นเหมือนกัน” หลิงเซ็นกล่าว เขายกดาบ
เก่าๆขนาดใหญ่ขึ้นไปสะพายไว้บนหลัง เขาไม่มีแหวนมิติ เขาจึงต้องแบก
อาวุธของเขาด้วยร่างกายของเขาเอง
“สหายของข้า คนที่สามารถเอาชนะหลินหมิงได้คงมีแต่เจ้าเท่านั้น
เจ้าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักแห่งนี้” ต้ากู่พูดกับหลิงเซ็นขณะที่มอง
ไปหาหลินหมิง
หลิงเซ็นไม่ได้พูดอะไรออกมา หากความแข็งแกร่งที่แสดงออกมาเมื่อ
ครู่เป็นความแข็งแกร่งสูงสุดของหลินหมิงแล้วละก็ เขาก็คงสามารถ
เอาชนะหลินหมิงได้ แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าหลินหมิงยังไม่ได้แสดงความ
แข็งแกร่งที่แท้จริงของตนเองออกมา
หรือบางที… ในสำนักแห่งนี้อาจจะไม่มีใครทำให้หลินหมิงต้องแสดง
ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตนเองออกมาก็เป็นได้…
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงสูงส่งและล้ำลึกเกินว่าจะหยั่งถึง…
นี่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณอันเฉียบคมของหลิงเซ็น
เมื่อหลิงเซ็นก้าวขึ้นไปบนลานประลอง ทุกสายตาของเหล่าผู้ชมก็
มองที่เขาด้วยความสนใจ เขาได้ชื่อว่าเป็นศิษย์อันดับ1ของสำนักเจ็ดแก่น
แท้มานานหลายปีและไม่เคยหลุดจากตำแหน่งเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แม้แต่ต้ากู่กับซางกวนยู่ที่เป็นอันดับที่ 2 และ 3 ก็ไม่สามารถแย่งชิงอันดับ
หนึ่งมาจากเขาได้ ในตอนที่เขามีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 4 ความ
แข็งแกร่งของเขาแซงหน้านักสู้ที่มีการฝึกฝนขั้นผสานชีพจรช่วงต้นไปแล้ว
และในปัจจุบันเขาก็ทะลวงขึ้นมาการฝึกฝนขั้นที่ 5 ได้สำเร็จแล้ว
หากตอนที่เขามีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 4 เขายังแข็งแกร่งกว่า
นักสู้ขั้นผสานชีพจรช่างต้น แล้วตอนที่เขามีการฝึกฝนขั้นที่ 5 เขาจะ
แข็งแกร่งขนาดไหน?
เหล่าผู้ชมตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้ดูการต่อสู้ของศิษย์อันดับหนึ่ง
อย่างหลิงเซ็น แม้ว่าระดับการฝึกฝนของเขาจะไม่ได้พัฒนาไปอย่าง
รวดเร็วเหมือนอัจฉริยะคนอื่นๆ แต่ความแข็งแกร่งของเขากลับสูงกว่า
พวกอัจฉริยะเหล่านั้นเสียอีก
เจตจำนงนักสู้ ‘อาชูร่า’ ของหลิงเซ็นไม่ได้ส่งผลอะไรต่อระดับการ
ฝึกฝนของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่มันช่วยให้เขาได้เข้าไปสู่โลกแห่งการเข่น
ฆ่า เมื่อเขาเข้าสู่โลกนั้นเพื่อต่อสู้เอาชีวิตรอดและถูกฆ่าตายอยู่เป็นประจำ
ทำให้เขามีประสบการณ์และสัญชาญาณที่เฉียบคมกว่านักสู้คนอื่นๆ
พละกำลังและความเร็วของเขาก็พัฒนาไปด้วยเช่นกัน
“หลิงเซ็น”
หลังจากที่หลิงเซ็นก้าวขึ้นมายืนรอคู่ต่อสู้ของเขาบนลานประลอง คู่
ต่อสู้ของเขาก็เดินตามขึ้นมาและตระโกนเรียกชื่อของเขาด้วยน้ำเสียงที่
เต็มไปด้วยจิตสังหาร
“ข้าเฉ่าชีเฟิง จากตระกูลเฉ่า!” เฉ่าชีเฟิงตะโกน หลังจากที่สหายของ
เขาพ่ายแพ้ให้กับหลินหมิงอย่างน่าอับอาย เขาก็รู้สึกว่าต้องเอาชนะหลิง
เซ็นให้ได้ หากมิฉะนั้นพวกเขาสองคนคงจะกลายเป็นแค่ตัวตลกในสายตา
ของเหล่าผู้ชม
‘สหายของข้าพ่ายแพ้ไปแล้ว ข้าจะพ่ายแพ้ในรอบนี้ไม่ได้ หากข้า
พ่ายแพ้ข้าจะไม่ขอไปอยู่สายล่างและจะถอนตัวจากการแข่งขันในทันที’
เฉ่าชีเฟิงคิดและหยิบอาวุธตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ต้องการไปเข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวกตั้งแต่
แรก แต่เจียงบิ๋นจากตระกูลเจียง และเฉ่าชีเฟิงจากตระกูลเฉ่าก็ได้รับ
เกียรติและถูกเชิญมาเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วม
การชุมนุมรวมสาวกด้วย หากพวกเขาพ่ายแพ้กันตั้งแต่รอบแรก ตระกูล
ของพวกเขาก็จะเสียหน้าอย่างมาก และจะทำให้พวกเขาไม่ได้รับตำแหน่ง
ฐานะที่ดีในตระกูล
ผู้ตัดสินตะโกนประกาศ “กฏการต่อสู้เป็นเช่นเดิม ข้าจะไม่กล่าวซ้ำ
อีก เริ่มต่อสู้ได้!”
ทันทีที่สิ้นเสียงของผู้ตัดสินเฉ่าชีเฟิงก็พุ่งเข้าไปหาหลิงเซ็นอย่าง
รวดเร็ว ดาบของเขาเต็มไปด้วยพลังปราณที่อัดแน่นเอาไว้และกลายเป็นสี
ดำทมิฬ
“ผ่าจันทราทมิฬ!”
เฉ่าชีเฟิงคำราม บริเวณรอบๆดาบและมือของเขามืดสนิท พลัง
อำนาจจากพลังปราณที่อยู่ในดาบเล่มนั้นสามารถกลืนกินได้แม้กระทั้ง
แสงจากดวงอาทิตย์!
ดาบสีดำทมิฬฟาดฟันไปที่หลิงเซ็นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว แต่หลิง
เซ็นกลับยังยืนอยู่เลยๆ เขาเพียงแค่เอื้อมมือไปจับดำที่พาดอยู่บนหลัง
และดึงออกมาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ดูจากขนาดอันใหญ่โตของดาบ
แล้ว ไม่มีทางที่หลิงเซ็นจะดึงดาบของตนเองออกมารับการโจมตีจากเฉ่าชี
เฟิงได้ทันอย่างแน่นอน
เมื่อดาบของเฉ่าชีเฟิงเกือบมาฟาดมาถึงร่างของหลิงเซ็น การโจมตี
ของเขาก็หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ร่างกายทั้งร่างของเขาแข็งทื่อ พลัง
ปราณที่อัดแน่นอยู่ในดาบสลายไป จากนั้นเขาก็ค่อยๆเองกายหงายหลัง
ล้มลงไปกับพื้นและหมดสติไป
หลิงเซ็นดันดาบขนาดใหญ่ที่ชักออกมาเพียงเล็กน้อยกลับเข้าไปใน
ฝักที่อยู่บนหลังแล้วเดินลงมาจากลานประลอง
เหล่าผู้ชมทั่วลานประลองเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความสงสัย
เห็นได้ชัดว่าหลิงเซ็นยังไม่ได้ชักดาบออกมาจากฝัก และร่างกายของเฉ่าชี
เฟิงก็ไม่มีบาดแผลอะไรเลยแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดเขาถึงหมดสติไปเช่นนี้?
แม้แต่ศิษย์หลักอย่างเหลียงหลงกับโจวยู่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไร
ขึ้น?
หลินหมิงขมวดคิ้ว เขามีประสาทสัมผัสในการรับรู้คมชัดกว่านักสู้คน
อื่นๆ เขารู้ว่าหลิงเซ็นทำอะไรลงไป ในชั่วพริบตาที่เฉ่าชีเฟิงกำลังโจมตีมา
ที่หลิงเซ็น หลิงเซ็นก็ปล่อยจิตสังหารแห่งความตายอันแข็งแกร่งออกมา
มันทำให้อวัยวะภายในของเฉ่าชีเฟิงบอบช้ำและหมดสติไป!
“ผู้ชนะในรอบที่สอง หลิงเซ็น!”
ผู้ตัดสินตะโกนประกาศ เขาสั่งให้หน่วยพยาบาลไปแบกเฉ่าชีเฟิงลง
มาจากลานประลอง เฉ่าชีเฟิงแค่หมดสติไปเท่านั้น เขายังมีลมหายใจอยู่
และไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง
แม้แต่ผู่ตัดสินที่เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักเจ็ดแก่นแท้ก็ยังตก
ตะลึง การต่อสู้จบลงแล้วอย่างนั้นหรือ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศิษย์หลักอย่างโจวยู่และเหลียงหลงก็เต็ม
ไปด้วยความอับอาย โชคดีที่ผู้ชมเหล่านั้นไม่เคยเห็นความสามารถของ
พวกเขา เหล่าผู้ชมรู้เพียงแค่ว่าพวกเขาเป็นศิษย์หลักที่มีพรสวรรค์และมี
การฝึกฝนที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ในความจริงแล้วพวกเขาก็ยังอายุ
น้อยอยู่และแข็งแกร่งกว่าเฉ่าชีเฟิงกับเจียงบิ๋นไม่มาก หากพวกเขาต้องไป
สู้กับหลิงเซ็นหรือหลินหมิง พวกเขาก็คงมีชะตากำเช่นเดียวกับทั้งสองคน
ที่แพ้ไปก่อนหน้านี้
การต่อสู้สองคู่แรกจบลงโดยใช้เวลาประลองในแต่ละคู่เพียงแค่ไม่กี่
วินาที!
……………………………
“หลิงเซ็นทำให้ข้าประหลาดใจมากจริงๆ” ฉินจื่อหยากล่าวหลังจาก
ที่หลิงเซ็นเดินลงมาจากลานประลอง
“นั่นเป็นเพราะจิตสังหารของเขา! หลิงเซ็นไม่มีความรักหรือ
ความหวังเหมือนคนทั่วๆไป จิตใจของเขามีเพียงแค่จิตสังหารและการเข่น
ฆ่าเท่านั้น จิตสังหารของเขาแข็งแกร่งและหนาแน่นจนกลายเป็นรูปธรรม
ขึ้นมา” ซุนหยูโดวกล่าว เขาอยู่มานานกว่า 100 ปีแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่
สามารถทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าได้ แต่เขาก็มีประสบการณ์มากกว่า
นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าคนอื่นๆ
ฉินจื่อหยากล่าว “จิตสังหารของหลิงเซ็นรุนแรงถึงขนาดที่ว่าสามาร
ถาทำให้ศัตรูช็อคตายได้ น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้ดูแลเขาเป็นพิเศษ หากข้า
ให้การสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่วันนี้เขาก็คงแข็งแกร่งกว่านี้!”
“นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก ข้าไม่คิดเลยว่าหลิงเซ็นจะแข็งแกร่งถึง
เพียงนี้ ท่านคิดว่าหากหลิงเซ็นประลองกับหลินหมิง ใครจะเป็นฝ่าย
ชนะ?”
ฉินจื่อหยาส่ายหัว “ข้าเองก็ไม่รู้ พวกเขาทั้งสองยังไม่ได้แสดงพลังที่
แท้จริงของตนเองออกมา ในการชุมนุมรวมสาวกครั้งนี้ข้าจะขอร้องให้
ทางหุบเขาเจ็ดแก่นแท้แต่งตั้งให้หลิงเซ็นได้เป็นศิษย์หลัก หลิงเซ็นเป็นนัก
สู้ที่เก่งกาจและมีพรสวรรค์ น่าเสียดายที่ความเร็วของเขาอยู่ในระดับปกติ
ซึ่งช้ากว่าอัจฉริยะคนอื่นๆ…”
หลิงเซ็นมีอายุ 21 ปีแล้ว แต่เขากลับพึ่งจะทะลวงขึ้นมาการฝึกฝน
ขั้นที่ 5 ได้เมื่อไม่นานมานี้ กว่าจะไปถึงขั้นผสานชีพจรก็คงอายุ 25 ปี กว่า
จะทะลวงไปขั้นปราณต้นฟ้าก็คงอายุ 40 ปี และกว่าจะมีการฝึกฝนที่
จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าก็คงมีอายุ 50 ปี ด้วยอายุ 50 ปีการจะ
ทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าเป็นเรื่องยากมาก เขาจะพบกับจุดตีบตันและ
อาจจะไม่สามารถทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าได้
ในเร็วๆนี้หลินหมิง หลิงเซ็น และต้ากู่จะได้ต่อสู้กัน เหล่าผู้ชมต่างก็
ให้ความสนใจกับการประลองนี้เป็นอย่างมาก และการประลองที่เหล่า
ผู้ชมให้ความสนใจมากที่สุดก็คือการต่อสู้ระหว่างหลินหมิงกับหลิงเซ็น!
การต่อสู้ระหว่างหลินหมิงกับหลิงเซ็นเป็นการต่อสู้ที่ใครต่อใครต่างก็
เฝ้ารอมานาน พวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น!
แม้กระทั่งแม่ทัพใหญ่ทั้งสองก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ พวกเขาไม่ผิดหวัง
เลยที่สละเวลามาร่วมชมการต่อสู้ในครั้งนี้
ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าระหว่างหลิงเซ็นกับหลิงหมิงใครจะเป็นฝ่าย
ชนะ?
จอมพลฉินมองไปที่หลินหมิงด้วยสายตาเป็นประกาย เขาชื่นชม
หลินหมิงจากใจจริง หากไม่ใช่เพราะหลานสาวของเขาฉินซิงเซวียนยืน
กรานว่าจะไม่แต่งงานและจะเอาแต่มุ่งฝึกฝนเพื่อเป็นนักสู้ขั้นปราณปลาย
ฟ้าให้ได้ละก็ เขาจะพยายามทำทุกวิธีทางเพื่อให้ฉินซิงเซวียนได้แต่งงาน
กับหลินหมิง!