Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 238 เจียงหลานเจี้ยน
“เด็กหนุ่มนั่นแข็งแกร่งกว่านักสู้ขั้นผสานชีพจรทั่วไปก็จริง แต่เมื่อ
เทียบกับนักสู้ขั้นผสานชีพจรที่มีพรสวรรค์แล้ว ก็ไม่เท่าไร” ชายชุดคลุมสี
ดำพูดคุยกับชายชุดคลุมสีม่วง ชายชุดคลุมสีดำผู้นี้มีชื่อว่า เจียงหลาน
เจี้ยน เขาเป็นศิษย์จากแผนกกระบี่ และเจียงเป่าอวิ้น
เจียงหลานเจี้ยนมีระดับการบ่มเพาะจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจร เขา
ถือเป็นศิษย์ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
“วิถีกระบี่ของข้าได้พัฒนาขึ้นแล้ว ต่อให้เป็นการจู่โจมทางจิต
วิญญาณหรือสายฟ้าของเจ้าหนุ่มนั่นก็ทำอะไรข้าไม่ได้!” ชายชุดคลุมสี
ม่วงกล่าว
“จริงอยู่ว่าเจ้าเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยม การบ่มเพาะของเจ้าก้าวหน้าไป
อย่างรวดเร็วและมั่นคง แต่อนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เจ้าไม่ควรจะ
มั่นใจในตนเองจนประมาทนักสู้ผู้อื่นเกินไป”
เจียงหลานเจี้ยนกล่าวสอนชายชุดคลุมสีม่วงขณะที่จิบไวน์อย่าง
สบายอารมณ์ เขาเป็นนักสู้ที่มีพรสวรรค์ เหล่าศิษย์จากแผนกกระบี่ยก
ย่องในความสามารถของเขา
“ศิษย์จาก 36 อาณาจักรนั่นจะมาเทียบพวกเราได้อย่างไร? มีนักสู้
จาก 36 อาณาจักรแค่ไม่กี่คนที่สามารถเข้าสู่ 100 อันดับแรกในการ
ประลองชุมนุมร่วมสำนักได้ และแทบจะไม่มีใครเข้าสู่ 50 อันดับแรกได้”
เจียงหลานเจี้ยนฟังแล้วก็เงียบ เขาไม่คิดที่จะพูดถึงนักสู้จากทั้ง 36
อาณาจักร เขาจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น
“ตอนนี้โอวหยางจื่ออวิ๋นได้รับความอับอายเป็นอย่างมาก พี่ชายของ
เขาโอวหยางสื่อเฟิงจะต้องมาจัดการเจ้าเด็กหนุ่มนั่นเพื่อแก้แค้นให้เขา
เป็นแน่ เด็กหนุ่มนั้นคงจะถูกจัดการในอีกไม่นาน”
………..
ในขณะที่หลินหมิงต่อสู้อยู่กับโอวหยางจื่ออวิ๋น หลงอวิ๋นที่ได้รับ
บาดเจ็บก็ได้ดื่มน้ำนมศิลาโลหิตเข้าไป ในเวลานี้อาการของเขาดีขึ้นแล้ว
สำหรับหลงอวิ๋น เขาเป็นนักสู้ที่มีความสามารถโดดเด่นในตระกูล
หลง ในเวลานี้เขารู้สึกนับถือนักสู้จากอาณาจักรลิขิตฟ้าอย่างหลินหมิ
งเป็นอย่างมาก เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลินหมิงที่สามารถเอาชนะโอวห
ยางจื่ออวิ๋นได้จะมีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าเขา
“ขอบคุณเจ้ามาก ข้าคือหลงอวิ๋น ศิษย์จากตระกูลหลง รุ่นที่ 31” หล
งอวิ๋นกล่าวขณะที่ยกมือคารวะหลินหมิงด้วยความปิติ
นักสู้จากตระกูลนักสู้มักจะแนะนำตัวด้วยการบอกว่าเป็นศิษย์รุ่นใด
นี่เป็นความภาคภูมิใจของพวกเขา ในแต่ละรุ่นเทียบเท่ากับหนึ่งชั่วอายุคน
การที่เขาเป็นศิษย์รุ่นที่ 31 ก็แสดงว่าตระกูลของเขาสืบทอดภูมิปัญหา
การต่อสู้มานานกว่า 31 ชั่วอายุคนแล้ว
“ข้าคือหลินหมิง จากอาณาจักรลิขิตฟ้า” หลินหมิงกล่าวอย่างสุภาพ
ก่อนยกมือคารวะหลงอวิ๋น จากนั้นเขาก็เดินกลับไปหาฉินซิงเซวียน ฉินซิง
เซวียนได้เตรียมน้ำซุบกระดูกงูถ้วยสุดท้ายเอาไว้ให้เขาแล้ว นางยิ้มให้
หลินหมิงขณะที่เขาเดินกลับมา นางรู้สึกประทับใจในความสามารถของ
เขา
หลงอวิ๋นมองไปที่ฉินซิงเซวียน นางมีการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วง
กลาง ระดับการบ่มเพาะของนางทำให้เขาตกใจเป็นอย่างยิ่ง
ฉินซิงเซวียนดูมีอายุแค่ 15-16 ปีเท่านั้น แต่นางกลับมีการบ่มเพาะ
ขั้นผสานชีพจรช่วงกลาง พรสวรรค์ของนางจะสูงส่งเพียงใดกัน?
นางคงจะมีพรสวรรค์ระดับ 6!
นางมาจากอาณาจักรลิขิตฟ้าอย่างนั้นหรือ?! นักสู้จะอาณาจักรลิขิต
ฟ้ามีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้เลยหรือ?!
หลงอวิ๋นตกใจเป็นอย่างยิ่ง เขามีอายุมากกว่านางประมาณ 5 ปี แต่
ระดับการบ่มเพาะของนางสูงกว่าเขาเสียอีก!
เขาได้แต่ยิ้มทักทายนางด้วยความเคารพยำเกรง
หลังจากเขากล่าวขอบคุณที่หลินหมิงช่วยเขาเอาไว้แล้ว เขาก็ไม่มี
ธุระอะไรอีก เขาจึงกล่าวอำลาอย่างสุภาพ
“ข้าคงต้องขอตัวก่อน ถ้าเจ้าเดินทางไปที่อาณาจักรฮั่วหลัว เจ้า
สามารถไปเยี่ยมตระกูลหลงของข้าได้ ตระกูลหลงอยู่ที่หุบเขาจิตบุบผาซึ่ง
เป็นชายแดนของอาณาจักรฮั่วหลัว ขอให้เจ้าโชคดี”
“ลาก่อน ขอให้เจ้าโชคดี”
……………………………
หลายชั่วโมงต่อมา…
ณ แผนกลงทัณฑ์แห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
บนยอดเขาที่เป็นที่ตั้งของแผนกลงทัณฑ์เต็มไปด้วยดอกไม้และต้นไม้
นานาชนิด ที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะเป็นฤดูหนาวแต่ที่นี่
ก็ยังอบอุ่น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอาคม ผู้นำแผนกลงทัณฑ์ต้องการที่จะ
แสดงถึงความยิ่งใหญ่ขอนตนเอง เขายอมจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อ
สร้างสวรรค์แห่งนี้ขึ้นมา
อาคมที่อยู่บนหุบเขาแห่งนี้ต้องใช้หินลมปราณแท้ถึง 10000 ก้อนใน
แต่ละปี!
บนหุบเขาแห่งนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยดอกไม้งามแล้ว ยังเต็มไป
ด้วยหญิงงามอีกด้วย
ในบรรดาทั้งเจ็ดแผนกของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แผนกที่มีผู้หญิงอยู่
มากที่สุดไม่ใช่แผนกพิณที่ศิษย์เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง แต่เป็นแผนกลง
ทัณฑ์
ศิษย์ชายแต่ละคนที่อยู่แผนกลงทัณฑ์จะมีศิษญ์หญิงคู่ฝึกอีก 3-4 คน
ศิษย์หญิงส่วนมากถูกบังคับให้รับหน้าที่นี้ แต่ศิษย์หญิงบางคนก็มา
ด้วยความสมัครใจ ศิษย์หญิงที่มีพรสวรรค์ระดับที่ 4 ขึ้นไปมักจะถูกส่งมา
ที่นี่ ด้วยความช่วยเหลือจากแผนกลงทัณฑ์ พวกนางมีโอกาสสูงมากที่จะ
ได้เป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจร หรือหากโชคดีก็จะได้เป็นถึงนักสู้ระดับปราณ
ต้นฟ้า
ในบรรดาศิษย์หญิงเหล่านี้ ส่วนมากจะเป็นหญิงสาวตระกูลขุนนาง
จากทั้ง 36 อาณาจักร ฐานะของพวกนางในอาณาจักรของพวกนางพอๆ
กับมู่หลงจื่อและไป๋จิ้งอวิ๋นจากอาณาจักรลิขิตฟ้า
ศิษย์หญิงที่อยู่ในแผนกลงทัณฑ์จะได้รับการดูแดเป็นอย่างดี แผนก
ลงทัณฑ์มีอาหารที่มีประโยชน์ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่นและดูอ่อนวัยลง แม้
จะอายุมากแล้วแต่รูปลักษณ์ของพวกนางก็ไม่ต่างอะไรกับสาวแรกรุ่น
ในเวลานี้เอง ศิษย์จากแผนกลงทัณฑ์ก็ช่วยกันแบกคนขึ้นมาบนหุบ
เขา ชายผู้นั้นใบหน้าซีด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านและมีน้ำลายฟูมปาก
“นั่น… โอวหยางจื่ออวิ๋นไม่ใช่หรือ?” ศิษย์หญิงคนหนึ่งที่เคยเป็นคู่ฝึก
ของโอวหยางจื่ออวิ๋นกล่าว
สำหรับเหล่าศิษย์หญิงในแผนกลงทัณฑ์ หากได้เป็นคู่ฝึกของนักสู้ที่
โดดเด่น พวกนางก็จะได้รับสิ่งตอบแทนมากขึ้น สิ่งตอบแทนเหล่านี้จะ
ช่วยให้พวกนางทะลวงไปขั้นผสานชีพจรได้สำเร็จ แม้ว่ามันจะทำให้พวก
นางต้องเผชิญกับความขมขื่นที่เกิดขึ้นภายในจิตใจก็ตาม แต่พวกนางก็
ต้องทำใจยอมรับมันให้ได้
“จริงด้วย เขาคือโอวหยางจื่ออวิ๋น เหตุใดเขาถึงมีสภาพเช่นนั้น?”
ศิษย์หญิงอีกคนหนึ่งกล่าว เมื่อไม่นานมานี้โอวหยางโอวหยางตี๋ฮัวพึ่งจะ
ถูกสังหารไป และตอนนี้โอวหยางจื่ออวิ๋นก็มีสภาพเช่นนี้อีก มันเกิดเรื่อง
อันใดขึ้นกันแน่?
ขณะที่เหล่าหญิงสาวพูดคุยกัน ชายวัยกลางคนกับชายหนุ่มอีกคนก็
ลงมาจากบนเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสองรู้เรื่องของโอวหยางจื่ออวิ๋นอ
ยู่ก่อนแล้ว พวกเขารีบลงมาจากหุบเขาเพื่อดูอาการของโอวหยางจื่ออวิ๋น
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นสภาพร่างกายของโอวหยางจื่ออวิ๋น เขา
สามารถรับรู้ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะการใช้หอกกระดูกเพลิงม่วงแล้วเกิด
เสียการควบคุม โอวหยางจื่ออวิ๋นจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือนเพื่อ
เยียวยาสภาพร่างกายให้กลับมาหายดี
ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาหมดสิทธิ์เข้าร่วมการประลองชุมนุมร่วมสำนัก นี่
เป็นเรื่องนี่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับโอวหยางจื่ออวิ๋น จากนั้นชายวัย
กลางคนกล่าวถาม “เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?!”
ชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นบิดาของโอวหยางจื่ออวิ๋น โอวหยางเหวิ่นซ่ง
เขาเป็นผู้อาวุโสระดับปราณปลายฟ้าแห่งแผนกลงทัณฑ์ กว่า 70% ใน
แผนกลงทัณฑ์จะมีชื่อคนสกุลโอวหยาง พวกเขาล้วนเป็นผู้สืบสายเลือด
ของโอวหยางซุนผู้ก่อตั้งแผนกลงทัณฑ์ พวกเขาเหล่านี้มีโอกาสที่จะ
ทะลวงไปถึงขั้นปราณปลายฟ้าได้ในอนาคต
ศิษย์แผนกลงทัณฑ์ระดับต่ำที่อยู่ใกล้ เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของ
โอวหยางเหวิ่นซ่ง พวกเขาก็รู้สึกกดดันอย่างมาก พวกเขาไม่กล้าที่จะพูด
หรือส่งเสียงเลย
ศิษย์ที่พาโอวหยางจื่ออวิ๋นกลับมาได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้โอวหยางเห
วิ่นซ่งฟัง “เขาถูกผู้เชี่ยชาญพลังจิตวิญญาณโจมตี และคนผู้นั้นยังสามารถ
ใช้พลังสายฟ้าได้ด้วย ความแข็งแกร่งของเขาอาจจะอยู่เหนือนักสู้ที่อยู่ต่ำ
ขั้นผสานชีพจร”
ในความคิดเห็นของศิษย์คนนั้น โอวหยางจื่ออวิ๋นแข็งแกร่งเป็นอย่าง
มาก แทบจะไม่มีนักสู้ขั้นผสานชีพจรคนแข็งแกร่งกว่าโอวหยางจื่ออวิ๋น
พวกเขาจึงกล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญด้านพลังจิตวิญญาณคนนั้นอาจจะอยู่เหนือ
นักสู้ที่อยู่ต่ำขั้นผสานชีพจร นี่ไม่ได้เป็นการพูดเกินจริง
“หึ! อยู่เหนือนักสู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นผสานชีพจรทุกคนหรือ?” ชายหนุ่ม
ที่ทะยานลงมาจากหุบเขาพร้อมกับโอวหยางเหวิ่นซ่งกล่าวเขาคือโอวห
ยางสื่อเฟิง พี่ชายของโอวหยางจื่ออวิ๋น เขามีการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจร
ช่วงปลาย
“ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังวิญญาณจะสามารถเอาชนะนักสู้ที่อ่อนแอกว่า
ได้อย่างง่ายดาย แต่การจู่โจมด้วยพลังวิญญาณจะเป็นสิ่งไร้ค่าไปเลยเมื่อ
ใช้กับนักสู้ที่แข็งแกร่งกว่า เขาจะไปจัดการมันซะ ข้าจะทำให้มันได้ชดใช้
ในสิ่งที่มันทำลงไป”
“อืม แต่อย่าลืมว่ามันเป็นผู้ร่วมการประลองชุมนุมร่วมสำนัก อย่า
พลั้งมือสังหารเด็ดขาด” โอวหยางเหวิ่นซ่งกล่าว เขาต้องการแก้แค้นให้กับ
ลูกชายของตนเอง ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลต่อการบ่มเพาะใน
อนาคตของโอวหยางจื่ออวิ๋นเป็นอย่างมาก
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าเข้าใจเรื่องนั้นดี”
……………………… ..
ในวันที่ 5 นับตั้งแต่ฉินจื่อหยาและคนอื่นๆได้เดินทางมาถึงเมืองแก่น
นภา ศิษย์ที่ได้เข้าร่วมการประลองชุมนุมร่วมสำนักซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น
520 คน จากทั้ง 36 อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้ รวมถึงศิษย์จากหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้อีก 7 แผนก ได้มารวมตัวกันที่หน้าหุบเขาแก่นนภาและรอ
ที่จะเข้าไปภายใน
เนื่องจากมีเหล่าศิษย์อัจฉริยะที่ได้เข้าร่วมการประลองชุมนุมร่วม
สำนักมากมาย ความสามารถของหลินหมิงไม่ได้ถือว่าโดดเด่นแต่อย่างใด
แม้ว่าเขาจะเป็นที่สนใจของนักสู้บางคนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภัตตรา
คารบุบผาสะพรั่ง แต่เมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งของนักสู้ขั้นผสานชีพจร
ช่วงกลางหรือช่วงปลาย เขาก็จะไม่เป็นที่สนใจมากนัก