Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 239 ให้ข้าแช่ในบ่อน้ำทูตสวรรค์
บนที่ราบสูงขนาดกว้างใหญ่กว่า 10,000 ลี้ของหุบเขาแก่นนภาพื้นที่
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ มีข่าวลือเล่าว่ามีมังกรวารีสีม่วงที่มีสายเลือดของ
มังกรที่แท้จริงอาศัยอยู่ที่นั่น มันได้ตายลงและกระดูกของมันถูกฝังอยู่ข้าง
ใต้มาเป็นเวลานานกว่า 10,000 ปี และทำให้เกิดเป็นแนวเส้นชีพจรภูเขา
มังกรโบราณขึ้นมา ซึ่งมีเส้นชีพจรมังกรโบราณอยู่ใจกลาง
เชื่อว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้หุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังต้นกำเนิด
แห่งสวรรค์และปฐพี หากบ่มเพาะการต่อสู้ที่นี่ ความเร็วในการบ่มเพาะก็
จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ยิ่งไปกว่านั้นใต้หุบเขาแห่งนี้ยังเป็นหินลมปราณแท้
ระดับสูงอีกด้วย
หินลมปราณแท้ระดับสูงเหล่านี้จะถูกมอบให้กับศิษย์หลักและผู้
อาวุโสเท่านั้น ศิษย์ทั่วไปไม่มีโอกาสที่จะได้รับมัน
ในเวลานี้ เหล่าศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงส่งกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ทางเข้า
หุบเขาแก่นนภา
บริเวณทางเข้าหุบเขานี้เต็มไปด้วยเหล่าศิษย์ที่อยู่กันอย่างหนาแน่น
หลินหมิงกับหลิงเซ็นกำลังนั่งสมาธิอย่างสงบ แต่สำหรับโจวหยี่และเหลียง
หลง พวกเขาดูไม่ค่อยสงบเท่าไร พวกเขากังวลว่าจะไม่สามารถผ่านประตู
หุบเขาเข้าไปได้ หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะได้รับความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่
ในชีวิต
“ถ้าจิตใจของพวกเจ้ายังไม่สงบ ก็ยากที่จะแสดงศักยภาพที่แท้จริง
ออกมาได้” ฉินจื่อหยากล่าวแนะนำโจวหยี่และเหลียงหลง
พวกเขารู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาเข้าใจเรื่องนั้นดีอยู่แล้ว แต่
ในสถานการณ์เช่นนี้ มันก็ยากที่จะทำจิตใจให้สงบได้
ขณะพวกเขาทั้งสองพยายามทำใจให้สงบ ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมา
“โอ้ เจ้าสำนักฉินแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้าใช่หรือไม่? โชคดีที่ได้พบกัน!”
เมื่อฉินจื่อหยาหันกลับไปทางต้นเสียง เขาก็พบกับชายวัยกลางคนที่
ผอมและสูง เขาใส่ชุดสีเทา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ฉินจื่อหยากล่าวทักทายอย่างสุภาพ “เจ้าสำนักหลัว ยินดีที่ได้พบ!”
เจ้าสำนักหลัวมองมาที่หลินหมิงเป็นคนแรก จากนั้นเขาก็กวาด
สายตามองไปที่ศิษย์คนอื่นๆของสำนักลิขิตฟ้าเพื่อดูความมุ่งมั่นและความ
สงบของศิษย์แต่ละคน เหล่าศิษย์จากอาณาจักรลิขิตฟ้าที่ถูกส่งมาในครั้ง
นี้ มีนักสู้ขั้นผสานชีพจรแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือฉินซิงเซวียน แต่นางก็
ยังเด็กเกินไป ในการประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งนี้คงคาดหวังอะไรจาก
นางได้ไม่มากนัก
“เจ้าสำนักฉิน พวกเขาคือศิษย์ทั้ง 5 คนที่จะเข้าร่วมการประลอง
ชุมนุมร่วมสำนักอย่างนั้นหรือ? ศิษย์เกือบทั้งหมดยังมีการบ่มเพาะขั้นดัด
กระดูก อยู่เลย พวกเขาจะผ่านประตูหุบเขาไปได้อย่างนั้นหรือ?” เจ้า
สำนักหลัวกล่าวถาม
ผู้ที่มีการบ่มเพาะต่ำที่สุดก็คือหลิงเซ็น เขาพึ่งจะทะลวงขึ้นมาขั้นดัด
กระดูก ได้ไม่นาน คำพูดของเจ้าสำนักหลัวแทงใจดำหลิงเซ็นเข้าอย่างจัง
หลิงเซ็นลืมตาขึ้นมามองเจ้าเจ้านักหลัวชั่วครู่ก็จะหลับตากลับสู่ความสงบ
อีกครั้ง
“ความแข็งแกร่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการบ่มเพาะเพียงอย่างเดียว”
ฉินจื่อหยาทิ้งคำพูดเอาไว้ เขาไม่คิดที่จะพูดคุยกับคู่สนทนาอีก
เจ้าสำนักหลัวผู้นี้เป็นเจ้าสำนักของอาณาจักรฮั่วหลัว เขากับฉินจื่อห
ยาเคยเป็นศิษย์ในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ด้วยกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขา
กับฉินจื่อหยาก็ไม่ค่อยดีซักเท่าไร หลังจากทั้งคู่ได้เป็นเจ้าสำนักแล้ว เจ้า
สำนักหลัวก็ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะดูถูกและกดดันฉินจื่อหยา
“สิ่งที่เจ้าสำนักฉินกล่าวมาก็ไม่ได้ผิด แต่ถึงกระนั้นระดับการบ่มเพาะ
ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความแข็งแกร่งมากที่สุด เนื่องจากอาณาจักรฮั่ว
หลัวของข้า กับอาณาจักรลิขิตฟ้าของเจ้าก็อยู่ใกล้ๆกัน เรามาร่วมมือและ
ช่วยเหลือกันดีหรือไม่? อย่างน้อยก็คงจะช่วยให้ศิษย์ของพวกเราทุกคน
ผ่านประตูหุบเขาไปได้”
เจ้าสำนักหลัวกล่าว จากนั้นศิษย์ทั้ง 10 คนของเขาก็เดินเข้ามาและ
แสดงความเคารพต่อฉินจื่อหยา อาณาจักรฮั่วหลัวมีขนาดใหญ่และเจริญ
กว่าอาณาจักรลิขิตฟ้า พวกเขาได้สิทธิ์เข้าร่วมถึง 10 คน
ศิษย์ทั้ง 10 คนมีอายุประมาณ 20 ปี มี 3 คนที่มีการบ่มเพาะขั้น
ผสานชีพจรช่วงต้น มีคนหนึ่งที่มีการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วงกลาง
ส่วนอีก 6 คนที่เหลือที่มีการฝึกที่จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก
อาณาจักรฮั่วหลัวเป็น ถือเป็นอันดับต้นๆในบรรดา 36 อาณาจักร
ด้วยเหตุนี้ทัศนคติของเหล่าศิษย์ที่มาจากอาณาจักรนี้จึงค่อนข้างยโสพวก
เขามีการบ่มเพาะเหนือกว่าศิษย์จากอาณาจักรลิขิตฟ้าอย่างชัดเจน
ศิษย์จากอาณาจักรฮั่วหลัวมี 6 คนที่มีการบ่มเพาะที่จุดสูงสุดของขั้น
ดัดกระดูก มี 3 คนที่มีการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วงต้น มี 1 คนที่มีการ
บ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วงกลาง เมื่อเปลี่ยนเทียบกับอาณาจักรลิขิตฟ้า
ที่มีนักสู้ที่มีการบ่มเพาะขั้นดัดกระดูกช่วงต้น 1 คนและนักสู้ที่มีการบ่ม
เพาะที่จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก อีก 3 คนถือกว่าเหนือกว่าอย่างมาก
เจ้าสำนักหลัวยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
ศิษย์จากอาณาจักรฮั่วหลัวมองไปที่หลินหมิงและคนอื่นๆด้วยความ
รังเกียจ โจวหยี่กับเหลียงหลงได้แต่เก็บความรู้สึกโกรธแค้นเอาไว้ในใจ
พวกเขาทั้งสองเองก็มีความภาคภูมิใจของตนเองอยู่ สิ่งที่พวกเขาไม่ชอบก็
คือการดูถูกจากคนอื่น
จู่ๆหลินหมิงก็นึกขึ้นมาได้
‘อาณาจักรฮั่วหลัว…’
เขาจำได้ว่าบ่อน้ำทูตสวรรค์ซึ่งตั้งอยู่ที่หุบเขาทูตสวรรค์มีพลังต้น
กำเนิดแห่งสวรรค์และปฐพีที่บริสุทธ์ มันมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักสู้
ที่ยังมีการบ่มเพาะตั้งแต่ระดับปราณต้นฟ้าลงมา
ตอนแรกหลินหมิงได้โดนฉินจื่อหยาตัวปลอมใช้บ่อน้ำทูตสวรรค์
หลอกล่อให้หลินหมิงออกจากสำนักเจ็ดแก่นแท้ เขาถูกพาไปยังป่าไพศาล
ทางใต้อันกว้างใหญ่ไพรศาลด้วยอินทรีย์วายุสวรรค์และเกือบจะถูกสังหาร
หลินหมิงมองไปที่นักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงกลางที่มาจากอาณาจักร
ฮั่วหลัว ใบหน้าของนักสู้คนนั้นมีความหยิ่งยโส แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่
เขาจะเป็นเช่นนั้น การที่มีการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วงกลางได้ตั้งแต่มี
อายุ 21ปี ถือเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง แม้จะเป็นในกลุ่มของศิษย์
จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ตาม
อาณาจักรฮั่วหลัวมีบ่อน้ำทูตสวรรค์ และมีทรัพยากรทรงคุณค่าอยู่
มากมาย เหล่าศิษย์จึงเพลิดเพลินกับการใช้ทรัพยากรเหล่านั้น และทำให้
มีการบ่มเพาะที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ศิษย์
จากอาณาจักรฮั่วหลัวจะมีระดับการบ่มเพาะที่สูงกว่า
‘นักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงกลางคนนั้นคงจะเคยใช้บ่อน้ำทูตสวรรค์
มาแล้ว’
หลินหมิงคาดเดา เขาไม่ได้สนใจการดูถูกของหรือสายตารังเกียจจาก
คนพวกนั้น แต่เขากำลังมองคนพวกนั้นเป็นเหยื่อของเขา
จากคำพูดของเจ้าสำนักทั้งสอง หลินหมิงรู้ดีว่าพวกเขามีความ
ขัดแย้งกันมาก่อน เจ้าสำนักหลัวเป็นคนไม่สุภาพและหยาบคาย เขาไม่
ต่างอะไรกับอสรพิษ
เมื่อคิดเช่นนั้น หลินหมิงก็ยิ้มออกมาและส่งกระแสเสียงปราณแท้ไป
หาฉินจื่อหยา
ฉินจื่อหยานั่งเข้าฌสน เขาเบื่อที่จะสนทนากับเจ้าสำนักหลัวแล้ว
ทันใดนั้นเขาก็ได้รับกระแสเสียงปราณแท้จากหลินหมิง เขาลืมตาขึ้นมา
และมองไปที่หลินหมิงอย่างแปลกๆ
เด็กหนุ่มคนนี้ช่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก!
“ในการประลองชุมนุมร่วมสำนัก อาณาจักรอื่นอีก 30 กว่าอาณาจักร
นั้นอ่อนแอกว่าเรา นี่เป็นเหตุผลที่เราคงจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
อาณาจักรฮั่วหลัวกับอาณาจักรลิขิตฟ้าก็ไม่ต่างอะไรกับพี่น้อง หากศิษย์
ของพวกเราได้ประลองกัน ศิษย์ของข้าจะแสดงความเมตตาต่อศิษย์ของ
ท่าน ศิษย์ของท่านจะได้ไม่บาดเจ็บหนัก”
เจ้าสำนักหลัวกล่าวด้วยความความหมายก็คือศิษย์ของเขาสามารถ
เอาชนะศิษย์จากอาณาจักรลิขิตฟ้าได้อย่างง่ายดาย และเขาจะเมตตาต่อ
ศิษย์จากอาณาจักรลิขิตฟ้าโดยไม่ทำร้ายให้บาดเจ็บสาหัส
ในเวลานี้ฉินจื่อหยาก็กล่าวออกมา “อืม ในเวลานั้นศิษย์ของข้าก็จะ
ยั้งมือไว้เช่นกัน หลินหมิง หลิงเซ็น เมื่อต้องต่อสู้กับศิษย์จากอาณาจักรฮั่ว
หลัว อย่าลืมออมมือแล้วก็อย่าทำให้พวกเขาบาดเจ็บสาหัส เข้าใจ
หรือไม่?”
“แน่นอน ท่านเจ้าสำนัก ข้าจะพยายาม” หลินหมิงกล่าว ส่วนหลิง
เซ็นแค่พยักหน้ารับและไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
เมื่อฉินจื่อหยากล่าวเช่นนั้น เจ้าสำนักหลัวก็ดูเสียหน้า มัน
หมายความว่ายังไง? พวกเขามีสิทธิ์ที่จะแสดงความเมตตาต่อเขาตั้งแต่
เมื่อไร?
อย่าทำให้พวกเขาบาดเจ็บ? ข้าจะพยายาม? สามารถพูดแบบนี้กับ
พวกเขาได้หรือ? โดยเฉพาะรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าของหลินหมิง ถ้าเวลา
ที่ต้องต้องสู้กันมาถึง เขาจะยังมีรอยยิ้มเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่?
“ฮ่าๆ ผู้อาวุโสฉิน ท่านช่างมั่นใจเสียจริง!” เจ้าสำนักหลัวกล่าวด้วย
ร้อยยิ้มเยาะเย้ย
“แน่นอน ศิษย์ 2-3 คนของข้า เป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงส่งอย่างยิ่ง
เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะสามารถเอาชนะนักสู้ที่มีระดับการบ่มเพาะ
สูงกว่าซัก 2-3 ช่วงได้อย่างง่ายดาย”
“โอ้ เป็นเช่นนี้เองหรือ? ศิษย์คนใดกัน?” เจ้าสำนักหลัวกล่าวถาม
ขณะที่คิดว่าฉินจื่อหยากำลังกล่าวเรื่องไร้สาระ เขาคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่
ประลองกันจริงๆละก็ ฉินจื่อหยาก็คงจะได้หน้าแตกอย่างแน่นอน
“อืม… อย่างเช่นหลินหมิง” ฉินจื่อหยาพูดออกมาและชี้ไปที่หลินหมิง
“เขามีการบ่มเพาะที่จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก แต่การจะเอาชนะนักสู้ขั้น
ผสานชีพจรช่วงกลางก็ไม่มีปัญหาอันใด”
“จริงหรือ? ข้าอยากจะเห็นด้วยตาของตัวเองเสียจริง!”
บทสนทนาของพวกเขาเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การที่ฉินจื่อหยาพูดถึง
ขั้นสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงกลาง เห็นได้ชัดเลยว่ามีเป้าหมายที่จะหาเรื่องกับ
เขา จะให้เขาทนได้อย่างไรเล่า?
“อย่าได้กังวลไปเลย อาณาจักรฮั่วหลัวและอาณาจักรลิขิตฟ้าจะได้
ประลองกันในเร็วๆนี้ หลินหมิงอย่าลืมยั้งมือเอาไว้ด้วยล่ะ มิฉะนั้นอาจทำ
ให้เกิดความบาดหมางขึ้นในความสัมพันธ์ของสองอาณาจักร” ฉินจื่อหยา
กล่าวอย่างไม่สนใจใยดีต่อศิษย์ที่มีการบ่มเพาะนักผสานชีพจรช่วงกลาง
จากอาณาจักรฮั่วหลัว
สำหรับศิษย์คนนั้น เขาได้รับความเคารพนับถือมาโดยตลอด ชีวิต
ของเขาเต็มไปด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี เขาจะทนต่อการท้าทายและยั่ว
ยุเช่นนี้ได้อย่างไร?
ศิษย์คนนั้นก้าวออกไปข้างหน้าและกล่าว “หลินหมิง ข้าคือหวังมู่จาก
อาณาจักรฮั่วหลัว เมื่อถึงตอนที่พวกเราได้ประลองกันก็อย่าได้ออมมือ!”
หลินหมิงยิ้มตอบและไม่ได้พูดอะไรออกมา
เจ้าสำนักหลัวยิ้มและกล่าว “ศิษย์ของเจ้าช่างมั่นใจเสียจริงๆ หาก
ศิษย์ของเจ้าแพ้ข้าจะได้สิ่งใด?”
“ฮ่าฮ่า….” ฉินจื่อหยาหัวเราะราวกับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่มีวัน
เกิดขึ้น
ทันใดนั้นหลินหมิงก็กล่าว “หากข้าแพ้ ข้าจะส่งมอบสมบัติระดับ
มนุษย์ขั้นสูงกับให้ท่าน”
เจ้าสำนักหลัวยิ้มเยาะเย้ย สมบัติระดับมนุษย์ขั้นสูงนั้น มีทั้งสมบัติ
ระดับมนุษย์ขั้นสูงดีๆ และสมบัติระดับมนุษย์ขั้นสูงต่ำๆ เขาคาดว่าสมบัติ
ระดับมนุษย์ขั้นสูงที่หลินหมิงจะส่งมอบมา จะต้องเป็นสมบัติระดับมนุษย์
ขั้นสูงต่ำๆอย่างแน่นอน
หลินหมิงกล่าวเพิ่มเติม “และยังมีโอสถปาฏิหารสีครามและน้ำยา
ผสานกายจิตวิญญาณ” สองสิ่งนี้คือรางวัลที่เขาได้รับจากฉินจื่อหยาเมื่อ
เขาเอาชนะทาคุและหลิงเซ็นได้ เขายังไม่ได้ใช้พวกมัน
เมื่อหลินหมิงกล่าว สีหน้าของหวังมู่ก็เปลี่ยนไป ยาเม็ดปาฏิหาริย์สี
ครามและน้ำยาผสานกายจิตมีประโยชน์ต่อการบ่มเพาะเป็นอย่างยิ่ง เขา
จึงรีบตกลงและกล่าว “ตามนั้น ข้าจะจำคำพูดของเจ้าเอาไว้!”
“แน่นอน ข้าสาบานด้วยหัวใจแห่งสู้ของข้า แต่… หากข้าชนะเจ้าได้
เล่า?” หลินหมิงกล่าวถามกลับไปด้วยความมั่นใจ ในการเดิมพันเช่นนี้เป็น
เรื่องปกติที่จะต้องเดิมพันด้วยทรัพย์สินที่สำคัญของตนเอง
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” หวังมู่หัวเราะ เขาไม่มีความคิดเรื่องที่จะแพ้เลย
แม้แต่น้อย
“ข้าไม่ขอสิ่งใดมาก หากข้าชนะ ข้าขอแช่ในบ่อน้ำทูตสวรรค์ซัก 2-3
ครั้ง”