Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 240 ด่านทดสอบประตูหุบเขา
‘เขาต้องการที่จะแช่ในบ่อน้ำทูตสวรรค์นี่งเอง’ เจ้าสำนักหลัวเป็นคน
ฉลาด เขาเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกๆ เขารู้สึกเหมือนว่ากำลังลัง
ถูกยั่วยุ
ฉินจื่อหยาคงจะเชื่อมั่นในความสามารถของหลินหมิงเป็นอย่างมาก
ชายหนุ่มคนนั้นอาจจะสามารถแข็งแกร่งจนสามารถเอาชนะนักสู้ขั้น
ผสานชีพจรช่วงกลางทั่วไปได้จริง แต่หวังมู่ไม่ใช่นักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วง
กลางทั่วไป ความแข็งแกร่งของเขาเทียบได้กับนักสู้ขั้นผสานชีพช่วงปลาย
เลยทีเดียว สิ่งที่ฉินจื่อหยาวางแผนเอาไว้จะต้องพังพินาศอย่างแน่นอน
เจ้าสำนักหลัวมองไปที่หลินหมิง เขากำลังคิดพิจารณาให้มั่นใจกว่า
หลินหมิงไม่มีทางแข็งแกร่งกว่านักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงปลายได้ มันมี
ความเป็นไปได้ที่ต่ำมาก แม้แต่ศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ยังยากที่จะ
สามารถทำได้
เมื่อพิจารณาดูแล้ว เจ้าสำนักหลัวก็เห็นว่ามีโอกาสชนะสูงกว่าโอกาส
ที่จะแพ้เป็นอย่างมาก เขาจึงตอบตกลงรับการเดิมพันในครั้งนี้โดยไม่ลังเล
ใจอีก
เขากล่าว “บ่อน้ำทูตสวรรค์เป็นทรัพยากรที่สำคัญของอาณาจักรฮั่ว
หลัวของข้า ในแต่ละปีจะมีผู้ที่ลงไปแช่ในนั้นได้แค่ 3-4 คนเท่านั้น คนละ
ครั้งเท่านั้น ที่เจ้าร้องขอมามันมากเกินไป” ถึงแม้เขาจะรู้ดีกว่าเขามี
โอกาสชนะสูงมากอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังเผื่อกรณีที่แพ้เอาไว้ด้วย
“แล้วจะเอายังไง?” หลินหมิงรู้ดีอยู่แล้วว่า บ่อน้ำทูตสวรรค์จะมี
ประโยชน์มากที่สุดในครั้งแรก สำหรับครั้งต่อๆไปผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ก็จะน้อยลงไปอย่างมาก
สำหรับหวังมู่ เขาเห็นหลินหมิงเป็นคนโง่เขลา ในความเห็นของเขา
การที่หลินหมิงเสนอโอสถปาฏิหาริย์สีครามและยาน้ำผสานกายจิต
วิญญาณมาเดิมพันเป็นเรื่องที่โง่เขลาอย่างยิ่ง ทั้งสองสิ่งนั้นล้วนเป็นโอสถ
ล้ำค่า หากโอสถล้ำค่าทั้งสองละก็ จะเกิดผลประโยชน์ต่อการบ่มเพาะการ
ต่อสู้อย่างมากมายมหาศาล
เขาอย่างรู้จริงๆว่าเหตุใดคนโง่เขลาอย่างหลินหมิงถึงได้มีโอสถล้ำค่า
ทั้งสองได้เช่นนี้?
เมื่อคิดถึงอนาคตที่จะได้โอสถล้ำค่าทั้งสองมาครอบครอง หวังมู่ก็รีบ
ตอบตกลงและกล่าว “ข้าตกลงตามนั้น หากข้าแพ้ เจ้าสามารถแช่บ่อน้ำ
ทูตสวรรค์ได้ 1 ครั้ง ข้าสาบานด้วยหัวใจแห่งนักสู้ของข้า!”
แม้ว่าหลินหมิงจะกล่าวสาบานไปแล้ว แต่หวังมู่ก็ยังกลัวว่าหลินหมิง
จะไม่ยอมทำตามสัญญา เขาจึงทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมา
หวังมู่กับหลินหมิงลงนามในสัญญา เจ้าสำนักหลัวมองไปยังพวกเขา
ทั้งสอง เขารู้สึกได้ว่ารอยยิ้มอันสดใสร่าเริงของหลินหมิงมีบางสิ่ง
บางอย่างแอบแฝงอยู่
ในปัจจุบันพวกเขาทั้งสองยังหัวเราะกันได้ แต่ในอนาคตจะมีเพียงคน
เดียวเท่านั้นที่จะได้หัวเราะอย่างมีความสุข…
…………
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงดนตรีอันไพเราะก็ดังลงมาจากด้านบน หลินห
มิงเงยหน้าขึ้นไปมองบนฟ้า เขาเห็นนาวาจิตวิญญาณขนาดใหญ่ที่เต็มไป
ด้วยจารึกอาคมลอยอยู่กลางอากาศ ด้านหน้าของนาวาจิตวิญญาณลำนั้น
มีคน 3 คนยืนอยู่ข้างๆกัน เป็นชายชุดสีม่วง 2 คนและหญิงสาวผู้งดงาม
ในชุดสีขาวอีกคนหนึ่ง
แม้ว่าพวกเขาทั้ง 3 จะอยู่ไกล แต่หลินหมิงก็สามารถสัมผัสถึงกลิ่น
อันน่าเกรงขามของพวกเขาทั้ง 3 ได้
จุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้าหรือ?
พวกเขาทั้งสามมีความแข็งแกร่งไม่น้อยกว่ามู่เชียนหยี่ แต่มู่เชียนหยี่
ก็ยังเป็นแค่หญิงสาวที่อายุแค่ 27 ปีเท่านั้น
ฉินจื่อหยากระซิบบอกพวกเขา “ในการประลองชุมนุมร่วมสำนัก
ผู้เชี่ยวชาญแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะปรากฏตัวขึ้น พวกเขาทั้งสามคือ
ผู้เชี่ยวชาญแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ อย่างได้ส่งเสียงรบกวนเป็นอันขาด”
นาวาจิตวิญญาณขนาดใหญ่นั่นลอยมาอยู่เหนือทางเข้าหุบเขา หญิง
สาวชุดขาวเดินไปข้างหน้าและวาดจารึกอาคมขึ้นมาด้วยนิ้วทั้งสิบของ
นาง ทันใดนั้นโขดหินที่ปิดทางเข้าหุบเขาเอาไว้ก็เริ่มสั่นและเปิดออก เผย
ให้เห็นขั้นบันไดหยกสีขาวที่เต็มไปด้วยจารึกอาคมที่ส่องแสงออกมา
เหล่าศิษย์มองไปที่ทางชั้นบันไดหยก สำหรับศิษย์ที่ได้เข้าร่วมการ
ประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งนี้เป็นครั้งแรก พวกเขาไม่รู้ว่าภายใต้ขั้นบัน
ใดหยกเหล่านั้นมีพลังอันใดแฝงอยู่
“นี่คือด่านทดสอบประตูหุบเขาหรือ?” หลินหมิงมองไปที่ขั้นบันได
หยกสีขาว เขาส่งจิตสัมผัสไปตรวจสอบอาคมจารึกบนบันใดหยกสีขาว
เหล่านั้น เขาสัมผัสได้ว่าอาคมจารึกนั่นเป็นอาคมมายา!
บันไดแห่งนี้มีทั้งหมด 1080 ขั้น แต่ละขั้นสูง 1 ก้าว หญิงสาวชุดขาว
ที่อยู่บนนาวาจิตวิญญาณกล่าว “พวกเจ้ามีเวลา 1 ก้านธูปในการขึ้นไปบน
หุบเขา! เริ่มได้!”
เมื่อหญิงสาวชุดขาวกล่าวจบ นางก็โยนกระถางที่มีธูปปักอยู่ลงไปให้
ผู้จับเวลาที่อยู่ข้างล่าง แม้ว่าธูปเล่มนั้นมีความยาวกว่า 10 ก้าว แต่อัตรา
การการเผาไหม้ของมันก็เร็วกว่าธูปธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง
บรรดาศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งแรกต่างก็รีบ
ใช้ทักษะเคลื่อนไหวพุ่งขึ้นไปในทันที ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่าง
อะไรกับฝูงแมลงที่บินไปยังขั้นบันไดหยก ผู้จับเวลามองดูศิษย์เหล่านั้น
ด้วยรอยยิ้มอันชั่วร้าย เขาสนุกที่ได้ดูเหล่าศิษย์พบเผชิญกับความ
ยากลำบาก
บันไดหยกสีขาวแต่ละขั้นกว้างกว่า 1000 ก้าว มันกว้างพอที่จะให้
200-300 คนยืนข้างกันได้สบายๆ ทันทีที่ศิษย์คนแรกก้าวไปบนบันได
อาคมจารึกบนบันไดหยกก็เปล่งแสงออกมา เกิดดึงดูดมหาศาลเกิดขึ้นบน
บันไดหยก ศิษย์หลายคนที่ไม่ได้เตรียมพร้อมต่างก็ล้มลงไปบนพื้น และ
เกิดความสับสน
“ระวัง! มีพลังลึกลับบางอย่างบนบันได!”
เมื่อศิษย์กลุ่มหนึ่งเสียท่าอย่างรวดเร็ว ศิษย์บางก็ตะโกนออกมาด้วย
ความตกใจ แต่ความจริงนี้ก็เป็นสิ่งน่าจะพอคาดเดากันได้อยู่แล้ว ถ้าเป็น
แค่บันใดทั่วๆไปละก็ ศิษย์ทุกคนก็คงผ่านไปได้หมดในเวลาสั้นๆ
ศิษย์มากมายหลายคนล้มลงไปบนพื้น พวกเขารู้แล้วว่าแรงโน้มถ่วง
นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พวกเขาพยายามลุกขึ้นมาและก้าวขึ้นไปขั้น
ต่อไป ในแต่ละขั้นที่สูงขึ้นความเร็วในการก้าวไปขั้นต่อไปของพวกเขาก็
จะช้าลงไปเรื่อยๆ
ในเวลานี้เอง ความห่างชั้นของระดับการบ่มเพาะจะแสดงออกมาให้
เห็นอย่างชัดเจน หญิงสาวรูปงามคนหนึ่งถือพิณได้ก้าวขึ้นไปบนขั้นบันได
อย่างรวดเร็วและเรียบง่าย นางมีท่าทีที่สงบนิ่งและไร้แรงกดดันใดๆ ราว
กับว่านี่เป็นบันไดธรรมดาที่นางกำลังเดินเล่นอยู่อยู่อย่างสบายๆ
“นางคือศิษย์สายตรงของฝ่ายพิณ ฉินหวู่ซิน”
มีศิษย์บางคนรู้จักชื่อเสียงของหญิงสาวคนนั้น ศิษย์ทุกคนที่จะเข้า
ร่วมการประลองชุมนุมร่วมสำนักต้องเข้าร่วมการทดสอบนี้ แม้ว่าจะเป็น
ศิษย์สายตรงก็ไม่ได้รับการยกเว้น แต่สำหรับพวกศิษย์สายตรง การ
ทดสอบนี้ก็เป็นเพียงแค่การเดินเล่นเท่านั้น
“ช่างห่างชั้นกันยิ่ง!”
ความคิดนี้เกิดขึ้นในหัวของเหล่าศิษย์หลายคน แม้พวกเขาจะเป็นนัก
สู้ที่มีพรสวรรค์และโดนเด่นในอาณาจักรของพวกเขา และได้รับการ
ยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะ แต่เมื่อต้องมาเทียบกับฉินหวู่ซินแล้ว พวกเขาก็ดู
ไร้ค่า
ทันใดนั้นเงาสองเงาก็พุ่งขึ้นไปบันไดอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการขึ้น
บันใดหยกของพวกเขาทั้งสองเร็วกว่าฉินหวู่ซินถึง 3 เท่า
“เจียงเป่าอวิ้น มาดูกันว่าระหว่างข้ากับเจ้าใครจะเร็วกว่ากัน!” ชาย
หนุ่มชุดสีขาวกล่าว เขาถือพัดเอาไว้ในมือ เขาเป็นชายหนุ่มที่งดงามอย่าง
ยิ่ง
ข้างเขามีชายหนุ่มอายุ 18-19 ปีคนหนึ่ง เขาอยู่ในชุดสีดำและมี
กระบี่อยู่บนหลัง คิ้วของเขาเข้มแลดูเคร่งขรึม เขาเป็นศิษย์สายตรงของ
ฝ่ายกระบี่ เจียงเป่าอวิ้น ส่วนชายหนุ่มที่ถือพัดคือศิษย์สายตรงจากแผนก
ลงทัณฑ์โอวหยางหมิง
ทั้งคู่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ พวกเขาไปถึงส่วนกลางของ
บันไดโดยใช้เวลาไม่นาน และในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็ไปถึงชั้นบนสุดของ
บันได
สำหรับศิษย์คนอื่นๆแล้ว แต่ละการก้าวขึ้นไปขั้นถัดไปแต่ละขั้นช่าง
ยากลำบากยิ่งนัก พวกเขาได้แต่อดทนและทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อ
ก้าวต่อไป พวกเขาคงไปไม่ถึงชั้นบนสุดก่อนที่ธูปจะไหม้หมดก้านอย่าง
แน่นอน เพียงแค่จะไปให้ถึงชั้นบนสุดก่อนที่พระอาทิตย์จะตกก็ยังไม่รู้เลย
ว่าจะทันหรือไม่
เหล่าศิษย์ของฉินจื่อหยาเริ่มออกตัว หลิงเซ็นกับหลินหมิงออกตัวไป
ก่อน ทันทีที่เท้าของหลินหมิงอยู่เหนือขั้นบันไดขั้นแรก เขาก็สัมผัสได้ถึง
แรงดึงดูดมหาศาล
‘ศิษย์สายตรงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ช่างแข็งแกร่งจริงๆ แม้กระทั้ง
นักสู้ขั้นผสานชีพจรบางคนก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามบันไดแรงดึงดูดเหล่านี้
ได้ง่ายๆ แต่พวกศิษย์สายตรงกลับสามารถวิ่งขึ้นไปถึงชั้นบนสุดได้อย่าง
รวดเร็วราวกับพายุ…’
เมื่อหลินหมิงสัมผัสถึงแรงดึงดูดจากขั้นบันได เขาก็โคจรปราณแท้ใน
ร่างและเปิดใช้ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม ร่างกายของหลินหมิงเบาลง
เขาสามารถก้าวขึ้นไปขึ้นต่อไปได้อย่างสบายๆ ถึงแม้ความเร็วของเขาจะ
ไม่มากก็ตามที
แม้ว่าบันไดหยกสีขาวเหล่านี้จะมีแรงดึงดูดมหาศาลอยู่ แต่มันก็ไม่ได้
อยู่เหนือวิถีแห่งลมและก้าวย่างวิหคทองคำถลาลมของหลินหมิง
สำหรับหลิงเซ็น เขาไม่ได้ก้าวไปต่อไปได้อย่างสงบนิ่งเหมือนหลินห
มิง เขาก้าวขึ้นไปบนบันไดหยกด้วยพละกำลังของเขา แต่ถึงกระนั้น
ความเร็วของเขาก็ไม่ได้น้อยไปกว่าหลินหมิง
เมื่อหลิงเซ็นเห็นหลินหมิงเดินขึ้นบันไดได้อย่างสบาย เขาก็ตกตะลึง
เป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าหลินหมิงจะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย
ในขณะที่เขาต้องใช้ปราณแท้ถึง 70% เพื่อเพิ่มพละกำลังและก้าวขึ้นไป
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงยากที่จะหยั่งถึง
โจวหยี่กับเหลียงหลงมองดูหลินหมิงกับหลิงเซ็นเดินขึ้นไปบนบันได
หยก พวกเขามองหน้ากันด้วยความขมขื่นก่อนจะยอมรับชะตะกรรมที่อยู่
ตรงหน้า ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ต้องเดินขึ้นบันไดนี้
“หลินหมิงเองก็สามารถเดินขึ้นไปได้อย่างสบายๆ มันไม่น่าจะยาก…”
โจวหยี่ปลอบใจตัวเอง จากนั้นเขาก็เริ่มก้าวขึ้นไปบนขั้นบันไดขั้นแรก
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาเหมือนก้อนตะกั่วหนักที่กำลัง
จมลงไปในน้ำ โชคดีที่เขาได้เตรียมตัวเอาไว้แล้ว มิฉะนั้นเขาก็คงล้มลงไป
บนพื้นเหมือนพวกหน้าโง่
“แรงโน้มถ่วงนี่… รุนแรงมาก!” โจวหยี่พึมพำและโคจรพลังปราณ
อย่างเต็มที่ แต่การจะยกขาเพื่อก้าวไปขั้นต่อไปนั้นช่างยากลำบาก กว่า
เขาจะก้าวขึ้นไปได้ต้องใช้เวลานานมาก
สำหรับเหลียงหลง เขาแย่ยิ่งกว่าโจวหยี่เสียอีก ทันทีที่ขาของเขาอยู่
เหนือขั้นบันไดก้าวแรก ขาของเขาก็ถูกถึงลงไปจนติดกับขั้นบันได เพียง
แค่จะยกขาขึ้นมาเขายังแทบจะทำไม่ได้ เขาได้แต่พึมพำออกมาด้วยความ
ไม่พอใจ
“พวกนั้น… ยังเป็นมนุษย์กันอยู่เช่นนั้นหรือ?”