Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 242 เริ่มการประลองชุมนุมร่วมสำนัก
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 242 เริ่มการประลองชุมนุมร่วมสำนัก
เมื่อหลินหมิงเดินผ่านประตูหุบเขาเข้าไปในหุบเขาแก่นนภาได้ เขาก็
พบว่าในสถานที่แห่งนี้มีพลังต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และปฐพีหนาแน่นเป็น
อย่างยิ่ง หากบ่มเพาะอยู่ที่นี่ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเพิ่มเป็นสองเท่า แม้จะใช้
ความพยายามเพียงแค่ครึ่งเดียวก็ตาม
เขาหันกลับไปมองประตูด้านหลัง เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
นอกจากประตูของหุบเขาแล้วตามแนวเขาก็ยังมีอาคมจารึกอยู่ด้วย
“หุบเขานี้คงจะอยู่เหนือเส้นชีพจรมังกร จารึกอาคมเหล่านั้นคงมีไว้
สำหรับกักเก็บพลังต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และปฐพีไม่ให้แพร่กระจาย
ออกไป” ไม่น่าแปลกใจที่นักสู้ที่มีการบ่มเพาะขั้นดัดกระดูกจึงได้เป็นแค่
ยามเฝ้าประตูเมือง เพราะผู้คนที่คนที่อยู่ที่นี่มีการบ่มเพาะที่รวดเร็วมาก
หากเป็นที่อาณาจักรอื่น ผู้ที่มีการบ่มเพาะขั้นดัดกระดูกคนได้เป็นแม่ทัพ
หรือผู้บัญชาการไปแล้ว
เหล่าศิษย์ที่มาจากที่อื่นต่างก็อิจฉาเหล่าศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
พวกเขามีทรัพยากรล้ำอยู่ในมือ
ห่างจากที่ซึ่งหลินหมิงอยู่ออกไปไม่ไกล บนหุบเขาแห่งหนึ่ง มีนักสู้ 2
คนยืนอยู่ พวกเขามองลงไปยังกลุ่มผู้ที่ผ่านด่านทดสอบประตูหุบเข้ามาได้
จากลักษณะของพวกเขา เหมือนเคยชินมานานแล้ว
“เจ้านั่นหรือ?” ชายชุดขาวกล่าวถามศิษย์คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ใช่แล้วขอรับ เขาชื่อหลินหมิง เขาเป็นคนทำให้โอวหยางจื่ออวิ๋น
บาดเจ็บ”
“เขาขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของบันไดหยกเป็นคนที่เท่าไร” แม้ว่าอันดับ
การทดสอบด่านประตูหุบเขาจะไม่สามารถวัดความแข็งแกร่งที่แท้จริงได้
แต่มันก็พอจะใช้อ้างอิงได้
“ประมาณ 80 ข้าไม่สามารถบอกตัวเลขที่แน่นอนได้”
“สมควรแล้วล่ะ ข้าจะทำให้มันเสียใจที่เกิดมา” ชายชุดขาวกล่าว
พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย
ทันใดนั้นหลินหมิงก็หันมามองที่ชายชุดขาวที่อยู่บนหุบเขาคนนั้น
พวกเขาทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้แก่กัน
ชายชุดขาวรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก “สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะด้าน
พลังจิตวิญญาณ เขาสามารถสัมผัสถึงสายตาที่จ้องมองไปที่เขาได้ เป็นคน
ที่น่าสนใจทีเดียว”
……………………
เมื่อ 1 ปีก่อน หลินหมิงไม่เคยคิดเลยว่า ในวันที่เขาอายุครบ 16 ปี
เขาจะได้มาที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ในตอนนั้นหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เป็นสถานที่
ที่คนอย่างเขาคงไม่มีวันไปเหยียบย่ำได้ เพียงแค่จะสมัครเข้าสำนักเจ็ด
แก่นแท้ให้ได้ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเขา
แต่ในวันนี้ วันที่เขาอายุครบ 16 ปี เขากลับได้เข้ารวมการประลอง
ชุมนุมร่วมสำนักในฐานะศิษย์หลักอย่างเป็นทางการ
ลานประลองตั้งอยู่บนยอดเขาของหุบเขาแก่นนภา ซึ่งมีความสูงกว่า
60,000 ก้าว ที่แห่งนี้มีแรงกดดันมหาศาลซึ่งทำให้เหล่านักสู้รู้สึกกดดัน
และอ่อนแอลง พวกเขาจะสามารถแสดงพลังออกมาได้เพียงแค่ราวๆ
50% เท่านั้น
ตะวันกำลังขึ้นจากขอบฟ้า มีผู้คนหลายพันคนมาชุมนุมกันที่โถงลาน
ประลอง ทั้งศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ทั้งบุคคลระดับสูงจากตระกูลที่มี
ชื่อเสียง และแขกที่มาจากต่างแดนซึ่งถูกเชิญมาโดยหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
โถงลานประลองขนาดใหญ่นี้มีขนาดกว้างกว่า 10 ลี้ และถูกแบ่ง
ออกเป็น 10 เขต แต่ละเขตมีอาคมที่ช่วยป้องกันไม่ให้การต่อสู้ในเขตของ
ตนเองส่งผลกระทบไปถึงเขตอื่น
มีศิษย์ที่ผ่านด่านทดสอบประตูหุบเขามาได้ทั้งหมด 209 คน ศิษย์
เหล่านี้จะถูกแบ่งออกเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละ 20-21 คน ในแต่ละกลุ่มนี้จะ
มีศิษย์ผ่านไปรอบต่อไปแค่กลุ่มละ 10 คนเท่านั้น รวมทั้งหมดแล้วจะมี
ศิษย์ผ่านไปรอบต่อไปได้ทั้งหมด 100 คน
พวกเขาเหล่านี้จะได้เป็น 100 อันดับแรกในการประลองชุมนุมร่วม
สำนัก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและน่านับถืออย่างมาก
พวกเขาทั้ง 100 คนจะได้เข้าร่วมการทดสอบในรอบต่อไปในรูปแบบ
ค่ายกลหมื่นสังหารเพื่อจัดอันดับที่แน่นอน
ในเวลานี้หลินหมิงรู้แล้วว่าเขาอยู่กลุ่มไหน เขาอยู่กลุ่มที่ 6 นี่ไม่ใช่
การสุ่ม แต่เป็นการตัดสินของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
อาณาจักรลิขิตฟ้ากับอาณาจักรฮั่วหลัวอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน ใน
การประลองชุมนุมร่วมสำนักพวกเขาจึงได้อยู่กลุ่มเดียวกัน และยังมีอีก 3
อาณาจักรหรือตระกูลนักสู้ที่ต่อสู้ในกลุ่มเดียวกับพวกเขา
ในกลุ่มที่ 6 มีศิษย์จาก 5 อาณาจักรหรือตระกูลนักสู้ที่ผ่านมาได้
ทั้งสิ้น 9 คน ซึ่งเป็นศิษย์จากอาณาจักรลิขิตฟ้า 3 คน ศิษย์จากอาณาจักร
ฮั่วหลัว 3 คน อีก 2 ตระกูลนักสู้มีศิษย์ผ่านเข้ามาได้รวมกัน 3 คน อีก 1
อาณาจักรไม่มีศิษย์ผ่านเข้ามาได้เลยซักคน
กลุ่ม 6 มีศิษย์ทั้งหมด 21 คน นอกเหนือจากพวกเขาทั้ง 9 คน ที่
เหลืออีก 12 ล้วนเป็นศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ในขณะนั้นก็มีเสียงปักษาร้องดังลงมาจากด้านบน หลินหมิงเงยหน้า
ขึ้นไปมองและเห็นนกอินทรีย์วายุสวรรค์ขนาดยักษ์ที่บินอย่างรวดเร็วและ
ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง
นกอินทรีย์สวรรค์ตัวนั้นมีขนาดใหญ่กว่านกอินทรีย์วายุสวรรค์ทั่วไป
หลายเท่า และปีกของมันยังเป็นสีทอง มันจะต้องเป็นนกอินทรีย์วายุ
สวรรค์ที่มีสายเลือดของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์อยู่อย่างแน่นอน
“คนจากหุบเขานกยูง พวกเขาช่างยโสอย่างยิ่ง เขาไม่คิดที่จะลงมาดู
การต่อสู้ข้างร่างร่วมกับพวกเรา แต่จะดูการต่อสู้อยู่บนท้องฟ้า”
“เป็นเรื่องธรรมดา ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา หุบเขานกยูงแข็งแกร่งขึ้น
อย่างมาก เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะมีท่าทียโส…”
หลินหมิงยืนอยู่ไม่ไกล เขาได้ยินสิ่งที่ศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คุย
กัน
“หุบเขานกยูงหรือ? มันเป็นสถานที่อย่างไรกัน
?” หลินหมิงไม่เคยได้ยินชื่อของหุบเขานกยูงมาก่อน
ฉินจื่อหยากล่าว “หุบเขานกยูงอยู่ห่างจากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ไป
800000 ลี้ หุบเขานกยูงถือเป็นำนักระดับ 3 ความแข็งแกร่งของพวกเขา
อยู่เหนือหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ โดยเฉพาะช่วง 100 ปีที่ผ่านมานี้ ความ
แข็งแกร่งของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในการประลองชุมนุมร่วมสำนัก
พวกเขาจะส่งคนมาดูการต่อสู้ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และในการแข่งขัน
ของหุบเขานกยูง หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ได้สิทธิ์ส่งนักสู้ไปเข้าร่วมด้วย”
“ข้าเข้าใจแล้ว… มีสำนักระดับ 3 อยู่กี่แห่งในทวีปนภารินไหล? แล้ว
สำนักที่มีระดับสูงสุดคือสำนักอะไร?”หลินหมิงอยากรู้เรื่องเหล่านี้เป็น
อย่างมาก
ฉินจื่อหยายิ้มและกล่าว “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ของเรา
มีการติดต่อสื่อสารกับสำนักระดับ 3 อื่นมากมาย บางสำนักก็สูงส่งอย่าง
ยิ่ง… ”
เสียงของฉินจื่อหยาฟังแทบจะไม่ได้ยิน เพราะเสียงร้องที่ดังลงมา
จากบนท้องฟ้า นี่เป็นเสียงร้องของนกอินทรีย์วายุสวรรค์ขนาดยักษ์ เสียง
ร้องของมันทรงพลังและน่ากลัวเป็นย่างยิ่ง
ในเวลานี้เอง นกอินทรีสวรรค์ขนาดใหญ่ตัวนั้นก็หยุดร้องและเริ่ม
รู้สึกกระสับกระส่ายและหวาดกลัว มันรู้สึกถูกกดดันจากพลังอำนาจที่
เหนือกว่า ความยโสของมันจางหายไปในทันที
ดวงตาหลายพันคู่มองขึ้นไปบนฟ้า พวกเขาต่างเต็มไปด้วยความ
สับสน
“วิหคเพลิง!”
“สวรรค์! วิหคเพลิงจริงหรือนี่?!”
อินทรีวายุสวรรค์สีทองขนาดยักษ์ตัวนั้นแค่มีสายเลือดของสัตว์อสูร
ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่สำหรับวิหคเพลิง พวกมันเป็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์อย่าง
แท้จริง ในทวีปนภารินไหล วิหคเพลิงถือเป็นราชันเหนือหมู่วิหคทั้งปวง
เมื่ออินทรีย์วายุสวรรค์สีทองเห็นวิหคเพลิงมาถึง มันก็ตื่นตระหนก มันจะ
กล้ายโสได้อย่างไรเมื่อมาอยู่ต่อหน้าวิหคเพลิง
“ข้ายังไม่เคยเห็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์มาก่อนเลยในชีวิตนี้! แม้แต่ผู้
อาวุโสบางคนก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้เห็นด้วยซ้ำ”
“นี่เป็นเรื่องที่น่าปิติยินดีอย่างยิ่ง ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้พบกับสัตว์
อสูรศักดิ์สิทธิ์ในทวีปแห่งนี้…” ศิษย์จากหนึ่งใน 16 ตระกูลนักสู้กล่าว เขา
มองไปที่วิหคเพลิงด้วยความตื่นเต้น
เหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองชุมนุมร่วมสำนักที่อยู่รอบหลินหมิ
งต่างก็พูดคุยกันแต่เรื่องวิหคเพลิง ศิษย์คนหนึ่งกล่าว “สำนักของพวกเขา
มีวิหคเพลิงด้วยหรือ? ข้าอยู่ที่นี่มานานกว่า 20 ปีแล้ว ข้ายังไม่เคยเห็น
สัตว์ที่ทรงพลังถึงขนาดนี้มาก่อนเลย…”
วิหคเพลิงบินขึ้นไปอยู่บนหุบเขา ฉินจื่อหยาดูไม่ค่อยสงบนิ่งเหมือน
ปกติ เขากล่าว “พวกเขา… พวกเขาอาจจะเป็นคนจากเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์… พวกเขาเป็นนิกายระดับ 4”
โดยทั่วไปสำนักต่างๆจะติดต่อเฉพาะกับสำนักที่มีระดับเดียวกัน หาก
เป็น ‘นิกาย’ ซึ่งมีระดับที่สูงกว่าสำนัก พวกเขามักจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ
สำนักซักเท่าใด แต่ถึงกระนั้นในเวลานี้คนจากนิกายระดับ 4 ก็มาถึงที่นี่
แล้ว
เมื่อฟังคำพูดของฉินจื่อหยาแล้ว หลินหมิงก็กลืนน้ำลายลงคอ เขามีสี
หน้าแปลกๆ
“เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์?” ฉินซิงเซวียนมองไปยังวิหคเพลิงที่อยู่ทน
ท้องฟ้า แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวัง มีวีธีที่นางจะได้ครอบครอง
วิหคเพลิงซักตัวหรือไม่?
ฉินจื่อหยากล่าว “เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นนิกายระดับ 4 ที่แข็งแกร่ง
กว่านิกายระดับ 4 ระดับสูง ข้าไม่เคยคิดมาก่อยเลยว่าพวกเขาจะมาที่นี่
เพื่อชมการประลองชุมนุมร่วมสำนัก นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่
เกิดเหตุการเช่นนี้ขึ้น…”
ฉินจื่อหยายังกล่าวไปทันจบ นาวาจิตวิญญาณของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ก็บินไปต้อนรับเหล่าแขกที่มาเยี่ยมชมการประลองชุมนุมร่วมสำนัก
หลินหมิงเงยหน้าขึ้นไปมองผู้เชี่ยวชาญทั้งสามคนที่อยู่บนนาวาจิต
วิญญาณ พวกเข้าไปต้อนรับเขาที่ให้เกียรติมาชมการประลองชุมนุมร่วม
สำนักด้วยความเคารพนับถือ
“หากแขกที่มาเยี่ยมแกร่งกว่าเจ้าบ้าน ก็จะได้เคารพแสดงความ
เคารพอย่างยิ่ง…” ฉินจื่อหยากล่าว ความต่างระดับเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก
ยกตัวอย่างเช่น โอวหยางตี๋หัวที่เป็นศิษย์ธรรมดาคนหนึ่งของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ซึ่งเป็นสำนักระดับ 3 เมื่อไปที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ที่อาณาจักรลิขิต
ฟ้าซึ่งเป็นสำนักระดับ 2 เขาก็จะกลายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรลิขิตฟ้า
ผู้คนในอาณาจักรลิขิตฟ้าต้องปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างมาก
ผู้เชี่ยาญของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ฉีซงเทียน เพิ่งจะได้รับข้อความจาก
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ว่าจะส่งคนมาชมการประลองชุมนุมร่วมสำนักเมื่อ
ไม่กี่วันก่อน พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดนิกายระดับ 4 ที่ยิ่งใหญ่อย่างเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงต้องการจะชมการต่อสู้เล็กๆของสำนักระดับ 3 เช่น
พวกเขา
“ข้าผู้เชี่ยวชาญแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ฉีซงเทียน ขอต้อนรับท่าน
ผู้เชี่ยวชาญจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์” ฉีซงเทียน กล่าว เขายืนอยู่หน้า
นาวาจิตวิญญาณและยกมือคารวะผู้เชี่ยวชาญจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
“ปรมาจารย์ชี ยินดีที่ได้พบ” ผู้ที่กล่าวคือหญิงสาวชุดสีดำที่สวมผ้า
หน้าเอาไว้ ระดับการบ่มเพาะของนางอยู่ที่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า
หญิงรับใช้ที่มากับนางอีก 2 คนมีการบ่มเพาะระดับจุดสูงสุดขั้นปราณต้น
ฟ้า
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การบ่มเพาะของนักสู้ที่นั้น
จะเน้นการนั่นสมาธิและทำความเข้าใจกับพลังลึกลับของนกฟีนิกซ์ นี่เป็น
การบ่มเพาะที่เหมาะกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ด้วยเหตุนี้ศิษย์ส่วน
ใหญ่ในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กว่า 90% จึงเป็นศิษย์หญิง
หลินหมิงมองไปที่หญิงสาวที่สวมม่านหน้าเอาไว้ แม้รูปลักษณ์ของ
นางจะถูกปิดบังเอาไว้ แต่เขาก็ค่อนข้างมั่นใจกว่านางไม่ใช่มู่เชียนหยี่