Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 243 เทพธิดาฉิงหง
“จะให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไรดี?” ฉีซงเทียนกล่าวถาม
หญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้ากล่าว “เรียกข้าว่ามู่ฉิงหง”
“เข้าใจแล้ว แม่นางฉินหง เชิญทางนี้”
ฉีซงเทียนพามู่ฉิงหงไปโถงเวทีประลองที่อยู้ข้างล่าง ในเวลานี้เขา
ไม่ได้สนใจคนจากหุบเขานกยูงเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าแขกจากเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นนิกายระดับ 4ย่อมสำคัญมากกว่าอย่างยิ่ง
ในสำนักระดับ 3 เหล่าผู้อาวุโสจะมีการบ่มเพาะขั้นปราณปลายฟ้า
ไม่มีใครสามารถทะลวงไปยังขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้ ต่อให้มีก็แค่ 1-2
คนเท่านั้น แต่สำหรับนิกายระดับ 4 เหล่าผู้อาวุโสจะมีการบ่มเพาะขั้น
หลอมรวมแก่นแท้
ฉีซงเทียนพามู่ฉิงหงไปนั่งที่จุดชมการประลองที่พวกเขาเตรียมเอาไว้
ให้ มู่ฉิงหงมองไปที่เหล่าศิษย์และขมวดคิ้ว
“มีนักสู้คนใดในสำนักระดับ 3 ที่ทำให้เชียนหยี่สนใจด้วยอย่างนั้น
หรือ?” ฉิงหงพึมพำ
สำหรับมู่ฉิงหง นางเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน แต่นางก็มีพรสวรรค์ใน
การต่อสู้ที่สูงมาก นางจึงถูกเลี้ยงดูโดยเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และได้รับการ
ยอมรับให้ใช้ชื่อสกุลมู่ นางถูกมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยของมู่เชียนหยี่
มู่ฉิงหงมีอายุมากกว่ามู่เชียนหยี่ 19 ปี พวกนางโตขึ้นมาด้วยกันและ
เป็นเหมือนพี่น้องกัน เมื่อเดือนก่อนมู่เชียนหยี่กลับมาที่เกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์และบอกให้นางไปที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้เพื่อจับตาดูชายหนุ่มที่ชื่อ
หลินหมิง นางบอกว่าเขาเป็นนักสู้ที่มีพรสวรรค์มาก เขามีโอกาสสูงมากที่
จะกลายเป็นนักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้ได้ในอนาคต หากชักชวนเขาให้
ยินดีมาเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ละก็ มีโอกาสที่เกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์จะได้ยกระดับและกลายเป็นนิกายระดับ 5
“เขาอายุ 15-16ปี เขาสามารถทะลวงไปขั้นผสานชีพจรเมื่อใดก็ได้ที่
เขาต้องการ ความแข็งแกร่งของเขาสูงกว่าระดับการบ่มเพาะเป็นอย่าง
มาก เขามีเจตจำนงแห่งนักสู้ที่หายาก และยังมีสายเลือดที่แข็งแกร่งกว่า
วิหคเพลิง สายเลือดของเขาทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งไปกว่านั้นเขายัง
สามารถกำราบมังกรวารีสีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ได้…”
มู่ฉิงหงนึกถึงคำพูดที่มู่เชียนหยี่บอกกับนาง หากเขาแข็งแกร่งอย่างที่
นางว่าเอาไว้ อย่างน้อยเขาก็น่าจะมาจากนิกายระดับ 4
มู่ฉิงหงมองดูเหล่าศิษย์ทั้งหมดอยู่ชั่วครู่ แต่นางก็ไม่เห็นท่าทีของนัก
สู้ที่ใช้สายฟ้าเลย นางจึงแกล้งกล่าวถาม “ท่านเจ้าสำนักฉี ในแต่ละกลุ่ม
จากทั้ง 10 กลุ่ม นักสู้จากอาณาจักรใดอยู่ในกลุ่มไหนบ้างหรือ?”
มู่ฉิงหงรู้อยู่แล้วว่าหลินหมิงมาจากอาณาจักรลิขิตฟ้า เพียงแค่นางรู้
ว่าศิษย์จากอาณาจักรลิขิตฟ้าอยู่กลุ่มไหน การจะหาตัวหลินหมิงก็เป็น
เรื่องที่ง่ายมาก
หลังจากได้ยินคำถามของมู่ฉิงหง ฉีซงเทียนก็รู้สึกแปลกๆ เขาคาด
เดาได้ว่ามู่ฉิงหงคงกำลังจะตามหาใครบางคนอยู่
ไม่น่าเป็นไปได้ หรือว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กำลังจะสมัครรับศิษย์…
ศิษย์ที่โดดเด่นของที่นี่ก็มี เจียงเป่าอวิ๋น จากแผนกกระบี่ ฉินหวู่ซิน
จากแผนกพิณ แต่พวกเขาก็เติมโตมาจากที่นี่ทั้งสิ้น หากพวกเขาไปเข้ากับ
นิกายเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็จะถือถูกมองว่าเป็นการทรยศและเกิดผลเสีย
ต่อตัวเองมากกว่าผลดี และการบ่มเพาะของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่
เพราะสำหรับศิษย์ชาย
ถึงแม้ว่าเขาจะสับสนอยู่ แต่ฉีซงเทียนก็ยังกล่าวอธิบายว่าศิษย์จาก
อาณาจักรไหนอยู่ในกลุ่มการต่อสู้ไหน
‘อยู่กลุ่มที่ 6 เองหรือ…’
ในเวลานี้ กลุ่มที่ 6 กำลังเริ่มการต่อสู้ในรอบที่ 3 ซึ่งเป็นการต่อสู้
ระหว่าง หวังมู่จากอาณาจักรฮั่วหลัวกับโจวเฟิงจากตระกูลนักสู้
โจวเฟิงมีการบ่มเพาะที่จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก การที่เขาสามารถ
ผ่านมาถึงที่นี่ได้ด้วยระดับการบ่มเพาะเพียงแค่นี้ แสดงให้เห็นว่าความ
แข็งแกร่งของเขาต้องมากกว่าระดับการบ่มเพาะปกติอย่างแน่นอน
“ข้าจะเอาชนะเจ้าใน 5 กระบวนท่า!” หวังมู่ตะโกนขณะที่หยิบกระบี่
ออกมา เขาไม่คิดที่จะมองไปยังโจวเฟิง “พูดมากเสียจริง… มารอดูว่าเจ้า
จะแพ้ข้าอย่างไร?!”
โจวเฟิงเองก็เป็นนักสู้ที่ยโส คำพูดของหวังมู่ทำให้เขาโกรธ แม้ฝ่าย
ตรงข้ามจะเป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจร แต่เขาก็ไม่ได้กลัว!
สำหรับโจวเฟิง เขาเข้าใจดีว่านักสู้ที่แข็งแกร่งเช่นหวังมู่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่
จะเอาชนะได้ง่ายๆ เขาจึงเลือกที่จะใช้ท่าไม้ตายของเขาตั้งแต่เริ่ม
แต่ท่าไม้ตายของเขาก็กลับถูกหวังมู่หยุดเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย หวังมู่
ใช้กระบี่โจมตีเข้ามา 3 กระบวนท่า 3 กระบวนท่านี้บีบบังคับให้โจวเฟิง
ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต
กระบวนท่ากระบี่ที่ 4 ของหวังมู่ได้ทะลวงและทำลายโล่ปราณแท้
ของโจวเฟิง
และด้วยกระบวนท่าที่ 5 หวังมู่ก็สามารถทำให้อาวุธของโจวเฟิงก
ระเด็นหลุดมือไปได้ในที่สุด จากนั้นเขาก็ถีบเข้าที่หน้าอกของโจวเฟิง ทำ
ให้โจวเฟิงกระเด็นออกไปนอกเวทีประลอง
“การประลองรอบที่สาม หวังมู่เป็นฝ่ายชนะ!” ผู้ตัดสินประกาศจาก
ด้านข้างของเวทีประลอง ดูจากความแข็งแกร่งของหวังมู่แล้ว เขาต้องได้
เป็น 100 อันดับแรกของการประลองชุมนุมร่วมสำนักอย่างแน่นอน
หลังจากเอาชนะโจวเฟิงได้ใน 5 กระบวนท่า หวังมู่ก็มองไปที่หลินห
มิงด้วยสายตายั่วยุและกล่าวออกมา “ยังมีการมีการประลองอีกหลายรอบ
แต่หลังจากนั้นก็จะเป็นการประลองของเรา”
หลินหมิงยิ้มและไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา เป็นเช่นเดียวกับที่หัวมู่ได้
กล่าวเอาไว้ การประลองระหว่างพวกเขาจะเริ่มขึ้นในเร็วๆนี้
หลินหมิงเคยได้ยินว่าบ่อน้ำทูตสวรรค์มีพลังงานต้นกำเนิดแห่ง
สวรรค์และปฐพีอยู่มาก และมันยังไม่ส่งผลเสียหรือมีผลข้างเคียงใดๆเลย
“การประลองครั้งที่ 4 หลินหมิงปะทะเฉินเสี่ยว”
นี่เป็นการประลองรอบแรกของหลินหมิง คู่ต่อสู้ของเขาคือ เฉินเสี่ยว
จากแผนกค่ายกลแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขามีการบ่มเพาะขั้นผสานชีพ
จร ในการประลองชุมนุมร่วมสำนักเมื่อ 3 ปีก่อนเขาได้อันดับที่ 105
แม้ว่าอันดับ 105 จะไม่ได้น่าประทับใจมากนัก แต่ในเวลานั้นเฉิน
เสี่ยวยังมีการบ่มเพาะเพียงขั้นดัดกระดูก แต่ 3 ปีที่ผ่านมานี้เขาแข็งแกร่ง
ขึ้นเป็นอย่างมาก และครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้ 100 อันดับแรกของการ
ประลองชุมนุมร่วมสำนักรอบที่แล้วก็อายุเกิน 20ปีจึงไม่สามารถเข้าร่วม
การประลองชุมนุมร่วมสำนักในรอบนี้ได้ มีโอกาสสูงมากที่เขาจะได้เป็น
100 อันดับแรกในการชุมนุมครั้งนี้
มู่ฉิงหงเฝ้าดูการต่อสู้อยู่ห่างๆ การต่อสู้ของหลินหมิงมาถึงแล้ว เขาดู
มีอายุ 16-17ปี มีการบ่มเพาะที่จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก และพร้อมจะ
ทะลวงไปขั้นผสานชีพจรได้ทุกเมื่อ
มู่ฉิงหงรอให้ชายหนุ่มคนนั้นหยิบอาวุธออกมา หากเป็นหอกละก็
นางก็จะมั่นใจมากขึ้นว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคือหลินหมิง และหากเขาใช้
สายฟ้าออกมาละก็ นางจะสามารถมั่นใจได้เลยว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะต้อง
เป็นหลินหมิงอย่างแน่นอน
คู่ต่อสู้ของหลินหมิงนั้นแข็งแกร่งกว่าเขาพอสมควร นางอยากจะรู้ว่า
เขาจะจัดการกับคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร
บนเวทีประลอง เฉินเสี่ยวถือธวัชชัยค่ายกลอันเล็กเอาไว้และยิ้มให้
หลินหมิง “เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ที่มีชื่อเสียงในการจัดการนัก
สู้ขั้นดัดกระดูก ให้ออกจากการประลองได้มายืนอยู่ต่อหน้าของเจ้าแล้ว
น่าเสียดายที่เจ้าต้องมาเจอกับข้า”
เฉินเสี่ยวไม่ได้มองหลินหมิงเป็นคู่ต่อสู้ อย่างน้อยต้องเป็นนักสู้ขั้น
ผสานชีพจรช่วงกลางขึ้นไปถึงจะพออยู่ในสายตาของเขาได้ สำหรับคนที่มี
ระดับการบ่มเพาะต่ำกว่านั้น เขาคิดที่จะเอาชนะให้ได้ในกระบวนท่าเดียว
“หืม…?” เฉินเสี่ยวประหลาดใจเล็กน้อยที่จู่ๆหลินหมิงก็หลับตาของ
เขาลง
เขากำลังจะทำสสิ่งใด? เฉินเสี่ยวขมวดคิ้ว หรือว่าเขากำลังดูถูกข้าง
อยู่อย่างนั้นหรือ? เขาคงต้องสั่งสอนให้มันได้รู้ซะบ้าง
“เริ่มการประลองได้!”
ผู้ตัดสินตะโกน เฉินเสี่ยวโบกธวัชชัยค่ายกลของเขาในทันที อักขระ
จารึกส่งแสงสีต่างๆปรากฏขึ้นราวกับสายรุ้ง อักขระเหล่านั้นค่อยๆหลอม
รวมกันเป็นอาวุธที่ทรงพลังและแผ่อำนาจแห่งความตายออกมาอย่าง
รุนแรง
ทันใดนั้นหลินหมิงก็ลืมตาขึ้นมา!
ปัง!
ภาพมายานับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในจิตใจเฉินเสี่ยว ร่างกายของเขาสั่น
อย่างรุนแรง และทรุดลงไปบนพื้นอย่างหมดสภาพ
หลินหมิงหันหลังกลับและค่อยๆเดินออกมา เหล่าผู้ชมมองไปยังเขา
ด้วยความตกตะลึง
“เกิด.. เกิดอะไรขึ้นแน่?!”
“หลินหมิงทำอะไรลงไป? ข้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทัน”
“เขาไม่ได้เคลื่อนไหว… เขาเพียงแค่มอง…”
“เป็นไปได้อย่างไร?!”
มีผู้ชมที่ชมการต่อสู้ในกลุ่มการต่อสู้ที่ 6 อยู่ไม่มากเท่าไร ผู้ชมส่วน
ใหญ่ชมการต่อสู้อยู่ในกลุ่มอื่นๆที่มีศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่มีชื่อเสียง
ต่อสู้อยู่ สำหรับเหล่าผู้ชมที่อยู่ที่นี่ ระดับการบ่มเพาะของพวกเขาก็ไม่ได้
สูงมากนัก พวกเขาไม่รู้เลยว่าหลินหมิงทำสิ่งลงไป
“การโจมตีด้วยพลังจิตวิญญาณ…” คิ้วทั้งสองของมู่ฉิงหงขมวด มู่
เชียนหยี่ไม่ได้บอกว่าหลินหมิงสามารถใช้พลังวิญญาณโจมตีได้ นางบอก
เพียงแค่ว่าหลินหมิงใช้หอกกับใช้พลังสายฟ้า นางเองก็ไม่รู้เลยว่าหลินห
มิงจะเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยพลังจิตวิญญาณ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพลังจิต
วิญญาณของเขามีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้หอกอีกเช่นนั้นหรือ? หรือว่า
คู่ต่อสู้ของเขาอ่อนแอเกิดกว่าที่จะต้องใช้หอกออกมากันแน่?!