Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 27 การทดสอบ!
หลินหมิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาได้มาถึงจุดสูงสุดของ
การฝึกฝนกายภาพขั้นแรกและอีกเพียงขั้นตอนเล็กๆก็จะสามารถก้าวไปสู่
ขั้นที่สองได้ แม้จะไม่มีโอสถกวางทองก็คงจะใช้เวลาอีกไม่กี่วันเขาก็จะไป
ถึงขั้นที่สอง!!
การฝึกฝนขั้นแรกคือการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การฝึกความแข็ง
แก่รงที่เป็นปัจจัยที่แท้จริงส่วนใหญ่ก็คือพละกำลังของกล้ามเนื้อและใน
ขั้นที่สองจะเป็นการแพร่กระจายความแข็งแกร่งไปทั่วร่างกาย ไม่เพียงแต่
จะเพิ่มพละกำลัง ทั้งความคงทนของร่างกายก็เช่นกัน ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นไร้
เทียมทาน แต่ก็บอกได้ว่าแม้แต่ดาบก็ยากที่จะแทงทะลุร่างกายได้ และมี
อาการบาดเจ็บที่ลดลง ประสิทธิผลการต่อสู้โดยรวมก็จะเพิ่มขึ้นอีก
เล็กน้อย
อย่างไรก็ตามจูเอี๋ยนเองก็พึ่งไปได้ถึงแค่จุดสูงสุดของขั้นที่สามในช่วง
ครึ่งปีที่ผ่านมา ตัวเขาพึ่งมาถึงขั้นที่สองพร้อมด้วยเคล็ดบ่มเพาะ’ชีพจร
ปราณเทพคลั่ง’ แต่เมื่อเทียบกับจูเอี๋ยนแล้วก็ยังมีเพียงความห่างชั้นที่มาก
เกินไประหว่างพวกเขา เมื่อจูเอี๋ยนได้รับการฝึกอบรมอีกครึ่งปี เขาเป็นคน
ที่มีพรสวรรค์ระดับสี่เช่นมัน คงจะมีความเร็วในการฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว
ในทำนองเดียวกัน
แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้นอนเลย หลินหมิงยังรู้สึกสดชื่นและไม่เหนื่อย
หรืออ่อนล้าแม้แต่น้อย เขารีบวิ่งออกไปและมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาโจว
ศาลาจันทร์กระจ่างอยู่ห่างออกไปไม่กี่ลี้จากสถานที่ที่หลินหมิงมักจะ
ไปฝึกฝน หากวิ่งออกไปด้วยความเร็วสูง ก็ใช้เวลาเพียงธูปหนึ่งก้านไหม้
หมดเท่านั้น แต่วันนี้เขาจะได้เริ่มการฝึกฝนกายภาพเพื่อไปสู้ขั้นที่สอง
หลินหมิงจึงมีความสุขเป็นพิเศษในเวลานี้
หลังจากที่เขาไปถึงสถานที่ที่เขาฝึกฝนเป็นประจำ หลินหมิงโยนเป้
ของเขาลงกับพื้นดิน มันมีวัสดุสำหรับปรุงยาและผ้าพันแผล ยานี้มันมี
ราคาไม่ใช่น้อยๆ ของพวกนั้นทั้งหมดเป็นยาที่หายากและมีค่า แม้แต่
ผ้าพันแผลเองมันได้ซึมซับน้ำหญ้ากระดูกดำเอาไว้ ซึ่งทำให้มีคุณสมบัติ
เปรียบได้กับสมุนไพรชั้นเลิศ ด้วยสิ่งเหล่านี้ เขาไม่ได้มีความกังวลที่จะ
บาดเจ็บเลย หลินหมิงสามารถเพลิดเพลินไปกับการฝึกได้มากเท่าที่หัวใจ
ของเขาต้องการ
หลินหมิงกินยาเม็ดผสานวิญญาณเพื่อเพิ่มอัตราการดูดซับพลังปราณ
หลินหมิงเริ่มฝึกฝน ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ซึ่งเป็นเคล็ดบ่มเพาะขั้นที่หนึ่ง
ของ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’
ทวีปนภารินไหล ผู้ที่มีพละกำลัง 1000 จิน ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จ
เพียงเล็กๆน้อยๆ หากสามารถก้าวไปถึงขั้นที่ห้า ขั้นดัดกระดูก หรือ ขั้นที่
หก ขั้นผสานชีพจร เมื่อถึงเวลานั้นเหล่านักสู้จะมีพละกำลังมากถึง 8000
จิน และหากเป็นผู้ที่พรสวรรค์ที่ล้ำเลิศเป็นไปได้ว่าเขาผู้นั้นสามารถแสดง
พละกำลังขนาด 10,000 จินออกมาก็เป็นได้
มันคือขีดจำกัด โดยทั่วไปสำหรับคนส่วนใหญ่และปรมาจารย์
ทั้งหลายเมื่อมาถึงขั้นปราณต้นฟ้าพวกเขาก็จะถึงทางตัน ความแข็งแกร่ง
ของพวกเขายากยิ่งนักที่จะสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก พวกเขาทำได้เพียง
เพิ่มพลังปราณให้มากขึ้นเท่านั้น
แต่หากเกิดปาฏิหาริย์ ผู้ใดที่สามารถเข้าไปสู่ขั้นปราณปลายฟ้าได้
พวกเขาจะเข้าใจถึงพลังปราณและพลังแห่งจิตวิญญาณ ถือได้ว่าเป็น
เส้นทางที่แท้จริงของเหล่านักสู้
แต่ที่ถูกบันทึกไว้ใน ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ผู้มีพละกำลัง 1000 จิน
เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้น ผู้ที่ฝึกมันแล้วจะมีพละกำลังถึง 10,000
จิน และคนส่วนเล็กๆที่เข้าใจทังหมดของมันได้อย่างถ่องแท้และประสบ
ความสำเร็จ จะมีพละกำลังถึง 100,000 จิน ในฐานะที่เป็นจุดสูงสุดของ
พลังที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาต่อกรได้ หากพวกเขาสามารถเปิดแปดประตู
สวรรค์เก้าดวงดาวได้แล้ว คนๆนั้นสามารถยืมพลังจากสวรรค์และแผ่นดิน
ได้ การก้าวเดินของพวกเขาสามารถทลายได้กระทั่งภูเขา หมัดของพวก
เขาจะทำให้ทั่วทั้งโลกปั่นป่วน เป็นพลังที่ไม่อาจจะบรรยายได้ด้วยวาจา ผู้
ที่สามารถทำเช่นนั้นได้ต้องมีพละกำลังเกินกว่า 1,000,000 จินเป็นแน่
เมื่อหลินหมิงเห็นมันในความทรงจำของเขา เขาแทบจะไม่เชื่อความ
ทรงจำของตัวเอง แต่ยังไงซะนี้ก็เป็นมรดกที่ตกทอดมาหลายพันปีจาก
แดนเทวะ
แต่ด้วยพละกำลังแตกต่างกันกว่าพันเท่า มันก็อาจจะดูเหลือเชื่อ
เกินไป แต่เมื่อเขาสำรวจความทรงจำนั้นให้ละเอียด ทำให้เขาได้ทราบว่า
เพียงคนเร่ร่อนและเด็กตัวเล็กๆที่วิ่งเล่นกันอยู่ พวกเขาเหล่านั้นมี
พละกำลังหลายพันจิน สำหรับลูกศิษย์ในสำนักแล้ว หากพวกเขาจะมี
พละกำลัง ระดับ 100,000 จินก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อที่แห่งนั้นคือแดน
เทวะ
ความทรงจำนี้มีรายละเอียดมากมายทำให้หลินหมิงเชื่อว่า แม้จะ
เป็นจอมพลฉินเสี่ยวก็ไม่อาจเทียบได้กับคนเร่ร่อนหรือเด็กตัวเล็กๆในแดน
เทวะด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามการเรียงลำดับของความแข็งแกร่งเหล่านี้ยังห่างไกล
จากหลินหมิงมากนักเพราะถ้าจะบอกว่าขั้นดัดกระดูกไปสู่ขั้นผสานชีพจร
เป็นเรื่องยากแล้ว ขั้นดัดที่จะมีการเปิดแปดประตูสวรรค์เก้าดวงดาวก็คง
เป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก นับประสาอะไรกับหลินหมิง จากความทรงจำ
ของเขา เขารู้ว่ามีลูกศิษย์จำนวนมากที่ไม่สามารถทำมันได้ เมื่อเทียบกับ
บุคคลในอาณาจักรลิขิตฟ้าแล้วมันยากยิ่งกว่าการก้าวจากปราณฟ้าขึ้นต้น
ไปปราณปลายฟ้าเสียอีก
หลินหมิงคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้และหายใจเข้าลึกๆ มันยังเร็วเกินไปที่
จะพิจารณาเรื่องเหล่านั้น สิ่งที่เขาควรจะทำได้ในตอนนี้ก็คือฝึกพื้นฐาน
ของ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ และอย่างน้อยก็ต้องบรรลุขั้นตอน ‘ไหลลื่นดุจ
แพรไหม’ ให้ได้เสียก่อน
‘ไหลลื่นดุจแพรไหม’ เป็นวิชาที่สามารถโจมตีต้นไม้ด้วยหมัดมันทำให้
เนื้อเยื่อภายในเสียหายรุนแรงโดยที่เปลือกภายนอกไม่เป็นอะไรเลยด้วย
ซ้ำ
แต่ความทรงจำของผู้เฒ่านั้นออกจะเลือนรางไปบ้าง หลินหมิงจึงยัง
ไม่เข้าถึงขั้นตอนนี้และทำได้เพียงพยายามที่จะค้นหาส่วนที่ยังไม่ชัดเจน
ของมัน เหมือนชิ้นส่วนจิกซอที่ขาดหายไป
ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลิขิตฟ้า มีทีมกองกำลังทหารติดอาวุธ
ที่ยืนอยู่อย่างระมัดระวัง หนุ่มนักรบชุดผ้าไหมที่มีดาบยาวคาดไว้ที่เอว
ของเขา ยืนอยู่บนทางเดินและมองไปรอบๆ ราวกับว่าเขากำลังรอใครซัก
คนอยู่
ทันทีที่เวลาธูปไหม้หมดก้านผ่านไปชายหนุ่มอีกคนที่สวมหมวกและ
ชุดเกราะ ค่อยๆเดินลงมาในห้องโถง ดูเหมือนว่าเขาจะมีอายุยี่สิบปีกว่าๆ
แม้ว่าความรูปลักษณ์ของเขาจะไม่เหมือนกับเจ้าชายนัก แต่การเดินและ
ลมหายใจที่สงบนั้น เขาดูเหมือนจะเป็นปรมาจารย์ซะมากกว่า
เมื่อชายหนุ่มชุดผ้าไหม ได้เห็นชายคนนี้ก็ยิ้มอย่างมีความสุข และ
กล่าวต้อนรับต้อนรับเขา “กลับมาแล้วรึท่านพี่ ท่านพ่อจะต้องดีใจกับ
ความสำเร็จของท่านพี่แน่ๆ ”
ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมยิ้ม เขาเป็นคนที่ต้องเสียเงินถึง 1000 เหรียญ
ทองและได้รับเพียงความอับอายกลับ เขาคือ หวังยี่เกา
ในตอนนี้หวังยี่เกาดีใจมาก แม้ว่าเขาจะพยายามปิดเรื่องนั้นเอาไว้
เป็นความลับ และป้องกันมิให้ข่าวการพ่ายแพ้เสียเงินแพร่กระจายออกไป
แต่พ่อของเขาก็ยังรู้เรื่อง ซึ่งทำให้พ่อเขานั้นโกรธเคืองอย่างมาก
พ่อของเขาไม่ได้โกรธในเรื่องที่หวังยี่เกาเสียเดิมพัน แต่โกรธตรงที่เขา
พ่ายแพ้ให้กับหนุ่มที่มีการฝึกฝนกายภาพขั้นที่หนึ่งและยังได้เสียชื่ออับ
อายกลับมาอีก มันจึงถือเป็นความอับอายของตระกูลที่อาจจะโดนดูถูก
เยาะเย้ยจากตระกูลอื่นๆ
หวังจูซู้ออกคำสั่งให้กักบริเวณเขาเป็นเวลาสองเดือนและเขาก็พึ่งได้
ออกมาในวันนี้
การถูกกักบริเวณเป็นเวลาสองเดือน สร้างความยากลำบากให้แก่
หวังยี่เกา เป็นอย่างมาก นอกจากจะไม่ได้รับประทานอาหารดีๆแล้ว ยังไร้
ผู้หญิงคอยบำเรอ หรือแม้กระทั่งพาลูกน้องไปเที่ยวข่มขวัญชาวบ้านก็
ไม่ได้ แถมยังต้องมาทนนั่งเรียนเรื่องการทหารและทำการบ้านของทาง
สำนักอีก
หวังยี่เกาเกลียดสิ่งเหล่านี้ยิ่งกว่าอะไรที่เขาเคยได้พบเจอมาเสียอีก
และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะ หลินหมิง มันทำให้เขาไม่อาจจะยอมรับความ
เจ็บปวดและความอับอายในครั้งนี้ได้
แต่หวังยี่เกาก็ยังไร้หนทางที่จะจัดการกับหลินหมิง เขาไม่มีลูกน้องที่
มีพละกำลังมากพอที่จะสู้หลินหมิงได้ ยิ่งสู้ด้วยตัวเขาเองแล้วยิ่งไม่ต้องพูด
ถึง และเหล่าเพื่อนๆของเขาเองที่นักเลงอันธพาลก็เทียบพลังของหลินห
มิงไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังโดนพ่อลดเงินที่ให้เป็นค่าใช่จ่ายอีกต่างหาก
จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไปจ้างวานให้ใครมาช่วย เขาจนปัญญาที่จะ
แก้แค้นหลินหมิง ทำได้เพียงเก็บความขมขื่นที่ผ่านมาเอาไว้
จนกระทั่งมาถึงวันนี้ วันที่พี่ชายของเขากลับมาหวังยี่เกาดีใจจนแทบ
หลั่งน้ำตา ในที่สุดโอกาสที่จะชำระแค้นให้กับความข่มขื่นที่เขาต้องทน
แบกรับมาตลอดก็มาถึงเสียที ดั้งนั้นเขาจึงตั้งหน้าตั้งตารอท่านพี่ของเข้า
กลับมา พร้อมการต้อนรับอย่างดี
หวังยี่หมิง มองไปยังน้องชายที่น่าสงสาร พวกเขาทั้งสองล้วนแล้ว
เป็นลูกของคนตระกูลหลัก และยังมีพ่อแม่คนเดียวกันอีกด้วย พี่ชายจึง
เข้าใจความเจ็บปวดของน้องชายได้ในทันทีแต่ด้วยความมีเหตุผลแล้วเขา
จึงกล่าว “เจ้ารอข้ามาจนถึงวันนี้เพื่อที่จะเล่าเรื่องที่เจ้าไปสร้างความอับ
อายให้กับตระกูลรึ?”มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ท่านพ่อจะลงโทษเจ้า
หวังยี่เกามองไปที่พี่ชายของเขาด้วยแววตาอันน่าสงสาร“ท่านพี่ข้า
เองก็เข้าใจที่ท่านพ่อลงโทษข้า แต่เจ้านรกที่มาลังแกข้ามันหยิ่งยะโสโอหัง
เกินไป มันทำร้ายลูกน้องของข้าและยังโกงการเดิมพันอีก ถือเป็นการดู
หมิ่นเกียรติตระกูลของเราอย่างมาก ”
หวังยี่หมิงได้ฟังก็รู้ได้ว่าไอ้น้องชายตัวแสบพยายามกุเรื่องไร้เหตุผล
ขึ้นมาอธิบาย เขาตัดบทอย่างหมดความอดทน”แกคิดว่าข้าจะไม่รู้รึว่าแก
นายต้องการอะไร แกต้องการให้ข้าไปล้างแค้นให้นายสินะ”
“พี่ชาย ท่านพี่เป็นถึงยอดฝีมือ ไม่มีผู้ได้อาจต่อกรท่านได้ การไป
จัดการเจ้าเด็กเลวนั่นก็เหมือนกับแค่กระดิกนิ้วเท่านั้นเอง”
หวังยี่หมิงกล่าว “ข้าเป็นถึงท่านแม่ทัพที่มีชื่อเสียงใหญ่โต แต่แกกลับ
ต้องการให้ข้าช่วยกำจัดเด็กที่มีการฝึกฝนกายภาพเพียงขั้นหนึ่ง ตลกซะ
จริง ฮ่าๆ”
หวังยี่เกายิ้มเล็กน้อย “ก็เป็นเช่นนั้นจริง มันอาจจะเกินเลยไปหน่อย
คงไม่จำเป็นต้องถึงขนาดที่เราจะขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่ท่านพี่ ท่านมีพล
ทหารที่แข็งแกร่งถึงสี่คนไม่ใช่รึ ให้พวกเขาช่วยข้าได้หรือไม่”
“ท่านพ่อของเราก็เป็นถึง ผู้นำกองกำลังทหารนักรบแห่งเมืองลิขิต
ฟ้า บัลลังก็ใกล้จะถูกส่งต่ออยู่แล้ว ช่วงเวลานี้ถือเป็นเวลาที่มีความเสี่ยง
สูงมาก เจ้าต้องการให้ข้าใช้ทหารของข้าในการแก้แค้นเรื่องไร้สาระให้เจ้า
เนี่ยนะ เพื่อแก้ไขในการกระทำการอันโง่เขล่าเบาปัญญาของเจ้าน่ะรึ แล้ว
เจ้าคิดว่ามันจะเป็นเช่นไรต่อไป ข้าคิดว่าโดนกักบริเวณเพียงสองเดือนคง
ไม่พอสำหรับเจ้า” หวังยี่หมิงตะโกนใส่น้องชายและเดินจากไป
หวังยี่เกาถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวเหลือเพียงความคับแค้นใจที่อยู่เคียง
ข้างกับเขา เขานึกมาก่อนเลยว่าแม้แต่ท่านพี่ของเขาก็จะตำหนิติเตียนเขา
เช่นนี้ เขากำหมัดและกัดฟันจนตัวสั่นด้วยความโกรธแค้น “เหี้xเอ้ย ข้าไม่
เคยรู้สึกถึงความทรมานน่าเวทน่าเช่นนี้มาก่อน แก ไอ้ชาติชั่วหลินหมิง
ถ้าข้าทำให้แกพิการไม่ได้ก็อย่ามาเรียกข้าว่าคนตระกูลหวังเลย”
…
…
…
อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกลงทางทิศตะวันตก ห้าสิบวัน
ผ่านไปอย่างรวดเร็ว…
ณ ภูเขาโจว เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังฝึกซ้อมการต่อสู่อยู่บนที่ราบโล่ง
ของป่า ลมภูเขาพัดเสียดสีกิ่งไม้และใบไม้ให้เกิดเสียงดังที่แสดงความเป็น
เอกลักษณ์ของเขตป่าไม้ แต่เสียงหมัดของเด็กหนุ่มกลับบดบังเสียงของ
สายลมได้อย่างสิ้นเชิง
“ปึงง!!!”
ทันทีที่เด็กหนุ่มคนนั้นชกไปที่ต้นไม้เบื้องหน้าของเขา เสียงแตกดัง
สนั่นหวั่นไหวก้องกังวาลไปทั่วทั้งป่า ถึงแม้ว่าต้นไม้นี้จะมีคุณสมบัติเด่นใน
เรื่องของความทนทานและความแข็งแกร่ง แต่มันก็หักสะบั่นภายในหมัด
เดียวของชายหนุ่ม
เมื่อได้ปล่อยหมัดออกไป ในขณะที่ฝุ่นยังไม่ทันตกถึงพื้นด้วยซ้ำ เขา
ตวัดขาไปที่ท่อนล่างของต้นไม้และได้แยกมันออกเป็นอีกสองส่วน
ถึงแม้เขาจะยังไม่รู้ถึงเคล็ดของ ‘ไหลลื่นดุจแพรไหม’ แต่เขาก็ได้ก้าว
ผ่าน ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ และเข้าสู่การฝึกฝนกายภาพขั้นที่สองที่มี
ความแข็งแกร่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในตอนนี้พลังของเขาก็คงจะอยู่ราวๆ
2600 จิน ชายหนุ่มที่ว่านี่ก็คือ หลินหมิง ในห้าวันที่ผ่านมา เขาได้ฝึก
อย่างไม่หลับไม่นอนที่เขาแห่งนี้ เขามียามากมายที่ประเมินค่ามิได้และยัง
มียาเม็ดผสานวิญญาณอีกกว่ายี่สิบเม็ด ด้วยจำนวนเงินที่มากขนาดนั้น
หลินหมิงจ่ายด้วยผลงานจารึกเพื่อซื้อพวกมัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมียามากมายขนาดนั้น หลินหมิงก็ยังไม่
สามารถไปถึงการฝึกฝนกายภาพขั้นที่สามได้ การฝึกอวัยวะภายใน เขา
พยายามใช้ความรู้จากเคล็ดบ่มเพาะ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ เพ่งสมาธิไป
ยังการสร้างรูปลักษณ์ขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น
“นี่มันก็ห้าวันแล้ว พรุ่งนี้ก็จะถึงการสอบเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ซะที
เข้น่าจะผ่านมันไปได้อย่างง่ายดาย” หลินหมิงพูดขณะหยิบเสื้อที่วางบน
โขดหินก้อใหญ่ แล้วตรงไปที่แม่น้ำ
ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่อง กล้ามเนื้อของหลินหมิงจับตัวกันอย่าง
ได้สัดส่วน แสงที่สาดลงมาที่ผิวของเขาส่องสว่างเป็นประกายและถูกเติม
เต็มด้วยความแข็งแกร่งที่งดงาม เขาเหมือนดั่งพยัคฆ์ที่พลิ้วไหวด้วยพลัง
อันสูงส่งของเขา แค่มองจากด้านหลังมันยากที่จะเชื่อว่านี่เป็นรูปร่างและ
จิตวิญญาณของเด็กหนุ่มอายุ15ปี
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว หลินหมิงเก็บข้าวของและไปจากภูเขาลูก
นั้น เขาพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็วดุจเหยี่ยวที่กำลังไล่ล่ากระต่าย ความเร็วของ
เขาเปรียบดั่งความเร็วแสง เขาหายเข้าไปในป่าที่กว้างใหญ่ไพศาลภายใน
ไม่กี่อึดใจ