Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 272 วีรบุรุษแห่งโลกนี้
เจียงหลานเจี้ยนกลับไปยังที่นั่งของตน และมองมายังหลินหมิง
เล็กน้อย และหันไปมองเจียงเป่าอวิ้นที่นั่งอยู่ข้างๆเขา จากนั้นกล่าว
ออกมาว่า “หลินหมิงอาจจะเข้าร่วมกับแผนกกระบี่ในอนาคต หากไม่มี
อะไรผิดพลาด เขาอาจจะได้เป็นศิษย์สายตรงคนต่อไปของแผนกกระบี่
เรา และเขาอาจกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นเยาว์ของหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้!”
“อาจจะเป็นเช่นนั้น”เจียงเป่าอวิ้นตอบกลับอย่างเฉยเมย
“เจ้าไม่กังวลเช่นนั้นหรือ?เจียงหลานเจี้ยนมองเข้าไปในแววตาของ
เจียงเป่าอวิ้นและหวังว่าจะได้รับคำตอบที่ทำให้หายกังวลจากเขา”
“เหตุใดข้าจึงต้องเป็นกังวล?”
“ก็ต้องกังวลที่เขาจะแย่งตำแหน่งและทรัพยากรของเจ้า ในตอนนี้
เจ้าเป็นเพียงคนเดียวที่มีศักยภาพมากที่สุดในรุ่นเยาว์ของหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ และยังเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์แห่งแผนกกระบี่ที่ยากจะพบได้ในรอบ
หลายร้อยปี ก่อนหน้านี้สำนักและแผนกต่างก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้า
แข็งแกร่งขึ้น แต่ถ้าหากหลินหมิงเข้ามา…”
สิ่งที่เจียงหลานเจี้ยนกล่าวออกมานั้นเป็นความจริง นี่คือสิ่งที่คนส่วน
ใหญ่คิดและกังวล เพราะไม่ว่าอย่างไรหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ย่อมมีทรัพยากร
จำกัด
เจียงเป่าอวิ้นหัวเราะ “เอาทรัพยากรของข้า? ฮาๆ หลานเจี้ยน เจ้า
คิดว่าจะสามารถสร้างผู้มีระดับพลังขั้นหลอมรวมแก่นแท้ด้วยการใช้
ทรัพยากรช่วยเช่นนั้นหรือ?”
เมื่อเจียงเป่าอวิ้นกล่าวเช่นนี้ออกมาเจียงหลานเจี้ยนราวกับถูกแช่
แข็ง เขาไม่ได้กล่าวผิดแต่อย่างใด แน่นอนว่าสามารถที่จะใช้ทรัพยากรที่
ช่วยทำให้คนผู้นึงกลายเป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจรได้ และต้องใช้โอสถ
เปิดทางสวรรค์จำนวนมากจึงจะสามารถทำให้คนผู้นั้นเป็นนักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้าได้ แต่ยังไม่เคยมีการใช้ทรัพยากรโอสถอันใดที่สามารถทำให้คน
ผู้นึงกลายเป็นนักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้ อาจจะเรียกได้ว่ามันใกล้เคียง
ที่จะเป็นไปไม่ได้มากกว่า!
เจียงเป่าอวิ้นกล่าวต่อ “ถ้าหากสร้างนักสู้ได้เพียงแค่อาศัยทรัพยากร
จากสำนัก เช่นนั้นหัวใจแห่งนักสู้ของพวกเขาคงต้องเจ็บปวดและไม่
หลงเหลืออยู่อีกต่อไป ผู้ที่เป็นเช่นนั้นคงไม่อาจที่จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่
อย่างแท้จริงได้! ข้าคือผู้ใช้กระบี่และเชื่อในกระบี่ของข้าเท่านั้น ไม่ใช้
ทรัพยากรที่ได้จากสำนัก! เพราะไม่ว่าอย่างไรหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็เป็น
เพียงสำนักชั้น 3 สามารถที่จะเทียบได้กับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้น
หรือ? หรือสามารถเทียบได้กับหุบเขานกยูง?”
“เมื่ออัจฉริยะเช่นเราอยู่ในขั้นผสานชีพจร ความแข็งแกร่งของเรา
สามารถที่จะเทียบเท่ากับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลางทั่วไปหรือแม้กระ
ทั้งนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย มีเพียงแค่ผู้ที่อยู่ในระดับปราณปลาย
ฟ้าจึงจะเทียบกับพวกเราได้ แน่นอนว่าเมื่อตอนที่พวกเขาอยู่ในขั้นผสาน
ชีพจร พวกเขาก็มีพลังที่ท้าทายผู้ที่อยู่ในระดับปราณปลายฟ้า
เช่นเดียวกับเรา!”
“พวกเรานั้นเป็นอัจฉริยะ ถ้าหากว่าข้ากังวลด้วยเรื่องเพียงเท่านี้และ
ไม่สามารถที่จะมีทำให้จิตวิญญาณแห่งนักสู้เติบโตได้ เช่นนั้นข้าจะมี
คุณสมบัติอะไรที่จะได้กลายเป็นปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้?”
“เป้าหมายของข้านั้นชัดเจน และนั่นคืออยู่ในจุดสูงสุดแห่งผู้ใช้กระบี่
เพื่อที่จะค้นหาว่ามีสิ่งใดอยู่ที่แห่งนั้น ข้าจะไม่มีวันกลัวในคู่แข่ง แต่
กลับกัน ข้ากลัวว่าจะไม่มีใครเป็นคู่แข่งต่างหาก! ถ้าหากวันใดมีอัจฉริยะ
เก่งกาจในทวีปนภารินไหลมาปรากฎตัวตรงหน้าข้า และหากข้าสามารถที่
จะก้าวข้ามเงาของเขาไปได้ เช่นนั้นข้าก็จะกลายเป็นวีรบุรุษของโลกนี้
อย่างแท้จริง!”
คำกล่าวของเจียงเป่าอวิ้นองอาจราวกับว่าเขากำลังจ้องมองลงมายัง
โลกใบนี้ เมื่อเจียงหลานเจี้ยนได้ยินคำกล่าวเหล่านี้ หัวใจของเขาก็รู้สึกตื่น
ตระหนกและเต็มไปด้วยอารมณ์ พรสวรรค์ของเจียงหลานเจี้ยนนั้นค่อน
ของดี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับศิษย์พี่ของเขาที่อายุไล่เลี่ยกันแล้ว พวกเขาก็
ยังห่างไกลกันมาก และเจียงหลานเจี้ยนก็ได้เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของ
ตนขึ้นมาอีกครั้ง
เขากล่าว “เจ้าพูดถูกแล้ว สำหรับผู้ใช้กระบี่ การได้มีคู่ต่อสู้ที่
แข็งแกร่งคือสิ่งที่พวกเราต้องการมากที่สุด!”
…….
หลังจากการประลองของ หลินหมิง และเจียงหลานเจี้ยนการ
ประลองที่เหลือก็ค่อนข้างเงียบเหงา แต่ก็ไม่มีการประลองเรียกว่าที่แย่
ในรอบที่ 6 นี้
ในรอบที่ 7 คู่ที่ 5ฉางเอี่ยนจ้าวปะทะเฟิงฉี่ เป็นอีกครั้งที่ เฟิงฉี่ ได้
วางรูปแบบเก้าวงแหวนผนึกแสงสีฟ้าเพื่อป้องกัน แต่กลับถูกฉีกเป็นชิ้น
ด้วยเคล็ดวิชากระบี่คลื่นโลหิตสังหาร 3 กระบวนท่าของฉางเอี่ยนจ้าว
และเป็นอีกครั้งที่ เฟิงฉี่ ได้รับความพ่ายแพ้อย่างน่าสมเพช
สำหรับ เฟิงฉี่ นั้นช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะแผนกค่ายกลนั้นถนัดในด้าน
การสู้อยู่กับที่ แต่พลังการโจมตีของฉางเอี่ยนจ้าวนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่าง
มากในบรรดาผู้เข้าประลองทั้งหลาย เฟิงฉี่ เปรียบดั่งป้อมปราการขนาด
เล็กและเคล็ดวิชาราชันโลหิตสังหารสิ้นเป็นดั่งแดนสวรรค์ที่ถล่มตกลงมา
ใส่ ต่อหน้าพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ค่ายกลเก้าวงแหวนผนึกแสงสีฟ้าจึงราว
กับเปลือกไข่บางเท่านั้น
การประลองรอบที่ 8 คู่ที่ 3ฉางเอี่ยนจ้าวปะทะเจียงหลานเจี้ยน
ในด้านของพลังโจมตีฉางเอี่ยนจ้าวนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า เจียง หลาย
เจี้ยน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพลังโจมตีของเขาจะรุนแรงแค่ไหน มันก็คงไร้
ประโยชน์หากไม่มีเวลาได้ใช้มัน!
ปราณกระบี่ของเจียงหลานเจี้ยนกลายเป็นเบาบางด้วยการบีบอัด
ปราณแท้ขั้นสูง ในพริบตาเดียว เขาได้โจมตีออกไปนับสิบๆครั้งราวกับว่า
เป็นตาข่ายที่กำลังพุ่งเข้ามา!
ด้วยการบีบอัดปราณที่หนาแน่น ปราณกระบี่จึงได้รวดเร็วและเฉียบ
คมเป็นอย่างยิ่ง ยากที่จะทำลายมันได้
เจียงหลานเจี้ยนนั้นยังไม่ได้ใช้วิถีแห่งลมเลยด้วยซ้ำ ถึงกระนั้นก็ทำ
ให้ฉางเอี่ยนจ้าวได้ตกอยู่ในสถานะการณ์ลำบากไปแล้วร้อยแล้ว
กระบี่นี้ราวกับเป็นอสรพิษ ทุกครั้งที่มันพุ่งเข้าโจมตี มักจะเป็น
จุดอ่อนปราณแท้ของฉางเอี่ยนจ้าวเสมอและทำให้ฉางเอี่ยนจ้าวไม่อาจที่
จะรวมรวมปราณแท้เลย
ฉางเอี่ยนจ้าวไม่อาจที่จะใช้พลังได้เต็มที่ เผชิญกับพายุปราณกระบี่
จึงทำได้เพียงป้องกันซะส่วนใหญ่ ถึงแม้เขาโจมตีเจียงหลานเจี้ยนแต่ก็ทำ
ได้เพียงฟันภาพติดตาเท่านั้น เขาไม่อาจที่จะสัมผัสแม้กระทั้งชายขอบชุด
คลุมของเจียงหลานเจี้ยนได้
ฉวิ้ง ฉวิ้ง ฉวิ้ง!
ฉางเอี่ยนจ้าวแขนของเขาราวกับถูกใส่กุญแจมือและกางเกงก็โดน
กระบี่สายลมเฉือนออกไปเกือบหมด ราวกับว่าเขาได้ตกอยู่ในกำมือของ
เจียงหลานเจี้ยนไปเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้ แม้เขาจะตัดมือและเท้าของ
ฉางเอี่ยนจ้าวก็ยังทำได้
ฉางเอี่ยนจ้าวถอนหายใจและเก็บกระบี่ของเขาไว้ที่หลัง มันไม่มี
ความหมายอะไรที่จะประลองต่อไปอีกแล้วเจียงหลานเจี้ยนได้พยายามไว้
หน้าเขาอย่างถึงที่สุดแล้ว ถ้าหากเขายังดึงดันต่อไปก็มีแต่จะทำให้ตนเอง
สีหน้า
“ข้าขอยอมแพ้”
“เป็นการประลองที่ดี”เจียงหลานเจี้ยนผสานมือคารวะและหันหลัง
แล้วเดินจากไป ถึงแม้เขาจะใช้กระบี่โจมตีอย่างหนัก แต่กลับแทบจะไม่ได้
ใช้ปราณแท้ไปมากมายเลย แต่สำหรับฉางเอี่ยนจ้าวที่ได้ใช้ปราณแท้ไป
มากมาย ตอนนี้ได้เหนื่อยหอบอยู่บนพื้น
“ช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน!”
ก่อนที่จะเริ่มการประลองฉางเอี่ยนจ้าวได้คาดเอาไว้แล้วว่าเขาคง
ต้องพ่ายแพ้ให้กับเจียงหลานเจี้ยนอย่างช่วยไม่ได้ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า
จะต้องพ่ายแพ้ให้กับเจียงหลานเจี้ยนโดยไม่อาจ ทำให้เขาใช้วิถีแห่งลม
เลยด้วยซ้ำ
“มันย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เอี่ยนจ้าว ไม่ได้พ่ายแพ้โดยไร้สาเหตุ” ผู้
อาวุโสของตระกูล ฉาง ต่างทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ ในการต่อสู้ระหว่าง
หลินหมิง และเจียงหลานเจี้ยนพวกเขาไม่อาจที่จะรับรู้ความแข็งแกร่ง
ของเจียงหลานเจี้ยนในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของเจียงหลานเจี้ยนและ
ฉางเอี่ยนจ้าวห่างกันมากเกินไปและฉางเอี่ยนจ้าวยังไม่อาจทำให้คู่ต่อสู้ใช้
ไพ่ตายเลยด้วยซ้ำ
ยากที่จินตนาการถึงพลังของ หลินหมิง ผู้ที่สามารถเอาชนะผู้ที่ทรง
พลังถึงขนาดที่ฉางเอี่ยนจ้าวยังไม่อาจต่อกรได้
การประลองรอบที่ 8 คู่ที่ 10เจียงเป่าอวิ้นปะทะ ศิษย์อันดับสองจาก
แผนกหุ่นเชิด มู่กู๋ เจี้ยหลง
การประลองนี้นั้นได้ถูกตัดสินผลลัพท์ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใคร
ตื่นเต้นเลยซักนิด เพราะที่แย่ที่สุดคือ มู่กู๋ เจี้ยหลง ได้เสียหุ่นเชิดไปทั้ง 3
ตัวแล้ว ต่อให้เขามีมันครบทั้ง 3 ตัว ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะมีโอกาสซัก
นิดในการเอาชนะเจียงเป่าอวิ้นได้
เจียงเป่าอวิ้นไม่ได้ชักกระบี่ออกมา เขาเพียงแค่ใช้ดัชนีกระบี่เท่านั้นก็
สามารถที่จะทะลวงม่านป้องกันปราณแท้จนถึงตัวของ มู่กู๋ เจี้ยหลง
“เจียงเป่าอวิ้นเป็นฝ่ายชนะ!”
เมื่อผู้ตัดสินประกาศผลการประลองออกมา เหล่าผู้ชมต่างตกตะลึง
ถึงแม้ความสามารถในการต่อสู้ของ มู่กู๋เจี่ยหลงจะลดลงมาก แต่ไม่
ว่าอย่างเขาก็ยังเป็นถึงศิษย์อันดับ 2 แห่งแผนกหุ่นเชิดแถมยังแข็งแกร่ง
ยิ่งกว่าศิษย์สายตรงของแผนกค่ายกลและแผนกกลั่นสกัด
มันสามารถที่จะดูได้จากการประลองของ มู่กู๋เจี่ยหลงและฮั่ว
หยานหลัว ตั้งแต่ต้นจนจบ มู่กู่เจี้ยหลง สามารถที่จะทำให้ ฮั่วหยานหลัว
ต้องจนมุมอย่างสิ้นเชิง หาก ฮั่วหยานหลัว ไม่ได้ใช้ปราณอัคคีออกมาและ
ได้เป็นฝ่ายชนะไปละก็ มู่กู๋เจี้ยหลง ก็คงเป็นฝ่ายชนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ตอนนี้ มู่กู๋เจี่ยหลง ผู้แข็งแกร่งกับถูก จัดการโดยเจียงเป่าอวิ้นที่
ไม่แม้แต่กระทั่งใช้กระบี่ของเขา ความแข็งแกร่งของพวกเขาห่างไกลกัน
อย่างยิ่ง
“เขานั้นแข็งแกร่งจนเกินไป ตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้าประลอง เขายังไม่ชัก
กระบี่ออกมาเลย เขาเพียงแค่ใช้ดัชนีกระบี่เอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคน!”
“แผนกกระบี่นั้นนั้นแข็งแกร่งที่สุดในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และเจียง
เป่าอวิ้นเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบหลายร้อยปี ความแข็งแกร่งของ
เขานั้นเกินกว่าจินตนาการของคนเช่นเราไปเรียบร้อยแล้ว แม้ไม่ต้อง
กล่าวถึงเจียงเป่าอวิ้นแม้แต่เหล่าศิษย์สายตรงคนอื่นๆครึ่งนึงในนั้นอ่อน
ด้อยยิ่งกว่าเจียงหลานเจี้ยน! สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้จากที่เขาได้เอาชนะ
ฉางเอี่ยนจ้าวโดยที่ไม่ได้ใช้วิถีแห่งลมเลย!”
“ใช่แล้ว และเหตุผลที่เจียงหลานเจี้ยนนั้นได้พ่ายแพ้ให้กับ หลินหมิง
เพราะว่า หลินหมิง นั้นแข็งแกร่งจนเกินไปเช่นกัน ไม่ใช่เพราะว่า เจียง
หลานเจียน นั้นอ่อนแอแต่อย่างใด ข้าคิดว่าเจียงหลานเจี้ยนจะต้องติด 6
อันดับแรกได้อย่างแน่นอน สำหรับ หลินหมิง เขาอาจสามารถที่จะติด 3
อันดับแรกได้เลยทีเดียว! ”
……………
เมื่อ เจียงเป่าอวิ้นก้าวลงมาจากเวที เขาเห็น มู่กู๋ปู่ยี่ กำลังจับจ้องมา
ที่เขาด้วยรอยยิ้มแปลกๆและมีเสียงหัวเราะเบาๆ ‘จี๊ จี๊ จี๊’ ออกมา
เจียงเป่าอวิ้นและ มู่กู๋ปู่ยี่ นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นสองศิษย์ที่ได้รับ
ความนิยมมากที่สุดว่ามีโอกาศที่จะเป็นผู้ชนะเลิศในการประลองร่วม
สำนักในครั้งนี้ โอวหยาง หมิง ที่เคยโดดเด่นและมีชื่อเสียงในครั้งนั้นได้ถูก
กลบด้วยชื่อเสียงของพวกเขาสองคน
“เจียงเป่าอวิ้นเจ้านั้นเยือกเย็นดียิ่งนัก และข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะ
สามารถซ่อนกระบี่ของเจ้าไว้ได้นานซักเพียงใดกัน!” เจียง เป่าอวิ้นนั้น
ไม่ได้แม้แต่จะใช้กระบี่ของเขาในการเอาชนะศิษย์อันดับ 2 ของแผนกหุ่น
เชิด จึงทำให้แผนกหุ่นเชิดเสียหน้าและทำให้ มู่กู๋ปู่ยี่ ไม่สบอารมณ์อย่าง
มาก
เจียงเป่าอวิ้นยิ้มและกล่าวว่า “ข้าคงไม่อาจซ่อนมันไว้ได้นาน แต่…
เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องข้า เจ้าควรจะกังวลเรื่องของตัวเองมากกว่า
เผชิญหน้ากับ หลินหมิง ของเล่นของเจ้าอาจจะพังเอาก็ได้นะ”
“หลินหมิง? ฮาๆๆ! เจ้าคิดว่าข้านั้นไร้ประโยชน์เช่นเจียงหลาน
เจี้ยน?” มู่กู๋ปู่ยี่ ทำเสียงไม่พอใจ “เจียงเป่าอวิ้นเมื่อเจ้าและข้าได้ต่อสู้กัน
ข้าหวังว่าเจ้าจะมีไม้ตายเด็ดอยู่ในมือบางนะ ไม่เช่นนั้น เจ้าก็คงไม่มี
คุณสมบัติที่จะทำให้ข้าใช้พลังอย่างเต็มที่!”
เจียงเป่าอวิ้นเพียงแค่ยิ้มออกมาและไม่กล่าวสิ่งใดอีกต่อไป มู่กู๋ปู่ยี่ ที่
สามารถใช้ปราณบูรณะได้นั้นเป็นคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังอย่างแน่นอน แต่เจียง
เป่าอวิ้นมีความรู้สึกลึกๆว่า หลินหมิง นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า!
…………
การประลองรอบที่ 9 คู่ที่ 1หวนเสี่ยวตี๋ ปะทะ มู่กู๋ปู่ยี่!
เมื่อผู้ที่มีรูปร่างผอมบาง น่ารักและมีเสน่ห์เช่นหวนเสี่ยวตี๋ก้าวขึ้นมา
บนเวทีด้วยรอยยิ้มที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เหล่าผู้ชมทั้งหลายต่างก็คิดว่ามันคง
จะต้องเป็นการประลองที่ดุเดือดอย่างแน่นอนในคู่นี้ แม้แต่ หลินหมิง ก็ยัง
มาดูความแข็งแกร่งของ มู่กู๋ปู่ยี่ แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าหลังจากที่ผู้ตัดสิน
กล่าวประกาศเริ่มการประลองหวนเสี่ยวตี๋ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและกล่าว
ออกมาอย่างง่ายๆว่า
“ข้าขอยอมแพ้!”
เหล่าผู้ชมต่างตกตะลึงไปตามๆกัน แม้แต่ หลินหมิง ก็ยังพูดไม่ออก
แม้ศิษย์สายตรงเฟิงฉี่ ที่อ่อนด้อยยังสู้กับคงต่อสู้กับ มู่กู๋ปู่ยี่ และยัง
สามารถบังคับให้เขาเปิดเผยพลังแห่งขอบเขตปราณบูรณะออกมา
หวนเสี่ยวตี๋อย่างน้อยก็แข็งแกร่งยิ่งกว่า เฟิงฉี่ แต่นางกลับไม่กลัวที่
รักษาหน้าของศิษย์สายตรงเอาไว้เลย กลับเลือกที่จะยอมแพ้อย่าง
ง่ายดาย
เหล่าผู้ชมกับรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากในคู่นี้ ที่ไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรเพิ่ม
เติ่ม แต่ความผิดหวังนั้นก็กลับค่อยๆหายไปเมื่อการประลองคู่ต่อไปมาถึง
“การประลองรอบที่ 9 คู่ที่ 3 หลินหมิง ปะทะฉิน หวู่ซิน!”
แผนกพิณนั้นเป็นแผนกที่มีความสง่างามที่สุดและค่อนข้างลึกลับใน
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ พวกเขามีจำนวนไม่กี่คนแต่หาได้อ่อนแอแต่อย่างใด
พวกเขามีการโจมตีที่แปลกประหลาดและมีความเฉพาะตัวเป็นอย่างยิ่ง
มันค่อนข้างยุ่งยากที่จะรับมือ
ฉินหวู่ซิน มีความลึกลับเป็นอย่างมาก หลายคนรู้เพียงว่านางยังเยาว์
และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในหัวใจแห่งพิณ แต่หากกล่าวว่า
นางนั้นแข็งแกร่งเพียงใด ล้วนแล้วแต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
หลินหมิง เองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ ฉินหวู่ซิน เช่นกัน แต่นางเป็นที่รับรู้
โดยทั่วกันว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในหัวใจแห่งพิณ
ในตอนแรก ฉินจื่อหยานั้นอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า เขา
ได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์เพื่อที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า แต่
เพราะว่ามีความบกพร่องในหัวใจแห่งพิณ เขาจึงล้มเหลว
หลังจากนั้น ฉินจื่อหยาจึงได้ออกไปหาประสบการณ์ที่โลกภายนอก
เดินทางไปยังหุบเขาลึกลับซับซ้อน ในที่สุด ใช้เวลาหลายทศวรษกว่าที่จะ
ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในหัวใจแห่งพิณ!
ฉินจื่อหยาเดิมทีนั้นเป็นนักดนตรีและประสบความสำเร็จเป็นอย่าง
มากในทักษะแห่งพิณ หากเขาไม่ได้เริ่มต้นการบ่มเพาะที่ช้าไปเช่นนี้ เขา
คงได้เป็นผู้ที่อยู่ในขั้นปราณปลายฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว ถึงกระนั้น ฉินจื่อห
ยายังต้องใช้เวลา 10 ปีเต็มเพื่อให้ได้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ใน
หัวใจแห่งพิณ! แต่เมื่อเปรียบเทียบกับฉินหวู่ซินความห่างชั้นระหว่างพวก
เขานั้นมากมายยิ่งนัก มากจนเท่าให้ผู้คนหวาดกลัวได้!