Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 278 ผลลัพธ์ที่ชัดเจน
พลังเพลิงยังคงถูกดูดซับต่อไปเรื่อยๆโดยเมล็ดพันธุ์อำนาจครอบงำ
วิญญาณ ปราณแท้สีครามที่อยู่ในร่างพุ่งพล่าน พลังเพลิงที่ถูกดูดเข้ามา
ไหลไปตามเส้นชีพจรและสร้างความเจ็บปวดให้กับเขา อย่างไรก็ตามมันก็
เป็นแค่เพียงความรู้สึกแสบร้อนเท่านั้น เพราะพลังของปราณแท้สีคราม
นั้นได้ปกป้องชีพจรของเขาอยู่ และมันหนาแน่นอย่างมาก จนพลังเพลิง
ไม่อาจที่จะทำอะไรมันได้เลย
ในตอนแรก หลินหมิงได้ดูดซับมังกรวารีสีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ด้วย
การช่วยเหลือของมู่เชียนหยี่และหินกำเนิดสายฟ้า อย่างไรก็ตามมันก็คือ
จิตวิญญาณสายฟ้าระดับปฐพีขั้นต่ำ ส่วนปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นกลาง
นี้ หลินหมิงสามารถที่จะจัดการกับมันได้
แน่นอนว่า หลินหมิงวางแผนไว้ว่าจะดูดซับเพลิงโลกันต์เพียง
เล็กน้อยเท่านั้น ที่หลินหมิงไม่กล้าแย่งเพลิงโลกันต์มาจากร่างของฮั่ว
เยี่ยนหลัว เป็นเพราะถ้าทำเช่นนั้นจะเท่ากับเป็นการสร้างศัตรูอาฆาตกับ
แผนกกลั่นสกัดของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แม้ว่าเขาขอร้องให้มู่ฉิงหงช่วยได้
แต่เขาคงไม่คิดจะใช้วิธีโง่ๆเช่นนั้น
ปราณอัคคีนั้นเป็นอมตะ ไม่เคยมอดดับ ถึงแม้หลินหมิงจะดึงพลัง
เพลิงของมันออกมาใช้มากมายมหาศาล ปราณอัคคีนั้นก็ต้องการเพียงแค่
ทรัพยากรเสริมเพียงเล็กน้อยและพลังงานเพื่อที่จะฟื้นฟูกลับมาดังเดิม
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นยึดครองทรัพยากรของดินแดนใกล้เคียงเอาไว้
มากมาย หากนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูปราณอัคคีเพียงแค่เล็กน้อยขนหน้าแข้งคง
ไม่ร่วงหรอก
หลังจาก 10 ลมหายใจผ่านไป หอกของหลินหมิงก็ยังเสียบมังกร
เพลิงค้างไว้เช่นนั้น เขาไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ในช่วงเวลานี้ฮั่ว
เยี่ยนหลัวนั้นถ่ายพลังปราณของเขาเท่าที่ทำได้ลงไปด้วยความสิ้นหวัง แต่
ก็ไม่สามารถที่จะทำให้หลินหมิงขยับเลยแม้แต่น้อย!
สีหน้าของฮั่วเยี่ยนหลัวน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่สามารถยอมรับ
กลับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขาได้เลยจริงๆ ถึงแม้เขาจะตระหนักได้ว่าตนมี
โอกาสสูงที่จะพ่ายแพ้ให้กับหลินหมิง แต่เขาคิดว่าหลินหมิงคงจะต่อสู้โดย
การอาศัยความเร็วเพื่อที่จะหลบเพลิงโลกันต์ และหาทางเขามาประชิด
แล้วเอาชนะเขาด้วยหอก
เขายอมรับได้หากเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามฮั่วเยี่ยนหลั่วเข้าใจว่า
หากปราศจากเพลิงโลกันต์แล้ว ความแข็งแกร่งของเขาคงไม่ต่างจากเฟิงฉี่
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยคิดเลยว่าต่อหน้าปราณอัคคีของเขา หลินห
มิงไม่หลบแม้แต่น้อย แถมยังใช้หอกป้องกันเอาไว้ได้อีก ไม่เพียงแค่นั้น
แต่ยังป้องกันไว้ได้นับสิบลมหายใจเข้าไปแล้ว!
ฮั่วเยี่ยนหลัวถ่ายเทปราณแท้ของเขาลงไปอย่างบ้าคลั่ง หลังจากผ่าน
ไปสักพัก เขาก็ได้สูญเสียปราณแท้ไปมากถึง 40% แล้ว แต่หลินหมิงกลับ
เป็นดั่งขุนเขาที่หนักแน่นและไม่อาจจะสั่นคลอนได้!
‘นี่มันเป็นไปไม่ได้! นี่คือเพลิงโลกันต์ ปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้น
กลางเชียวนะ! ข้าสามารถที่จะผสานกับเพลิงต้นกำเนิดได้ถึงระดับ 6! ข้า
ได้ใช้น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เยือกแข็งและยังนอนบนเตียงหยกเหมันต์ ถึง
ข้าแทบจะไม่อาจดูดซับปราณอัคคีนี้ได้และให้ท่านพ่อช่วยก็ตาม แต่คนผู้
นี่กลับใช้หอกของเขาต้านเอาไว้ได้!’
จิตใจของฮั่วเยี่ยนหลัวเต็มไปด้วยการปฏิเสธความจริง มันราวกับว่า
เซียนหมากฮอสมาเล่นหมากรุกและได้เผชิญหน้ากับเซียนหมากรุก เซียน
หมากฮอสย่อมพ่ายแพ้ให้กับเซียนหมากรุกอย่างขาดลอย แม้แต่ในเกมที่
ดูเหมือนจะแพ้ เซียนหมากรุกก็ยังกลับมาเอาชนะได้อยู่ดี!
เหตุจึงต้องทำร้ายตัวเองโดยการป้องกันมันไว้เช่นนี้?
ณ ห้องโถงหลัก ผู้นำแผนกกลั่นสกัด ฮั่วซวน สีหน้ากลายเป็นน่า
เกลียดอย่างมาก ฮั่วเยี่ยนหลัวเป็นบุตรชายของเขา และมีพรสวรรค์ที่โดด
เด่น อาจกล่าวได้ว่าเขาไม่ลังเลเลยที่จะทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อ
บุตรชายของตน
ด้วยการทุ่มเททรัพยากรไปมากมาย เขาคาดว่าฮั่วเยี่ยนลั่วจะต้อง
กลายเป็นดาวรุ่งที่โดดเด่นในงานประลองชุมนุมร่วมสำนัก เขาไม่คาดคิด
ว่าต่อหน้าหลินหมิงแล้ว บุตรชายของเขาจะกลายเป็นดั่งเด็กชาย
เผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ ไม่มีพลังที่จะขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
“ร่างกายของหลินหมิง… มีอะไรบางอย่างที่พิเศษเช่นนั้นหรือ?” ฉีซง
เทียนรู้สึกได้ว่าพลังจากเพลิงโลกันต์ที่กำลังไหลเข้าไปในร่างของหลินหมิง
นั้น ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่ามันหายไปอยู่อีกมิติหนึ่ง หรือว่า
เป็นเพราะปราณแท้สีครามของเขา?
ในขณะที่เขากล่าว ก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะหันไปมองมู่ฉิงหง เพื่อดูว่าจะ
ได้รับข้อมูลอะไรบางอย่างจากการแสดงออกของนางบ้าง ในจิตใจของ
ฉีซงเทียนแล้ว มู่ฉิงหงนั้นน่าจะเป็นผู้ที่เข้าใจหลินหมิงมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม เขาได้เห็นถึงการแสดงออกของมู่ฉิงหงนั้นดูน่า
เหลือเชื่อเล็กน้อย ดูเหมือนว่านางเองก็ยังรู้สึกสงสัยเช่นกันถึงสิ่งที่นางได้
เห็นบนเวที
จู่ๆหัวใจของฉีซงเทียนก็รู้สึกสมดุลและดีขึ้นมาก
ตอนนี้ ณ เวทีประลอง ฮั่วเยี่ยนหลัวก็ได้หยุดการโจมตีที่ไร้ประโยชน์
ของเขาแล้ว เขาตัดการเชื่อมต่อปราณแท้ และเพลิงโลกันต์ก็ได้จาง
หายไป
ในตอนนี้เอง พื้นกระเบื้องใต้เท้าของหลินหมิงก็ถูกหลอมเหลวจน
กลายเป็นสีดำ เหลือเพียงบางส่วนที่ถูกปราณแท้ของเขาปกป้องเขาไว้
เท่านั้น
“ข้า ข้าขอยอมแพ้!”
ฮั่วเยี่ยนหลัวขบฟันของเขาและกล่าวออกมาอย่างช้าๆและติดขัด ใน
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ศิษย์สายตรงทุกคนนั้นห่วงศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของตน
จนเขากระดูก ราวกับว่าเป็นวิถีชีวิตของพวกเขาไปแล้ว แต่ฮั่วเยี่ยนหลัว
กลับแพ้อย่างน่าสมเพช มันยากที่เขาจะขอยอมรับความพ่ายแพ้
“เป็นการประลองที่ดี”
หลินหมิงคิดกับตนเองว่า ปราณอัคคีของเมล็ดพันธุ์อำนาจครอบงำ
วิญญาณนั้นไม่ได้เติบโตขึ้นมากนัก ถึงแม้เพลิงโลกันต์จะมีระดับสูง ใน
ท้ายที่สุดมันก็เป็นเพียงพลังเพลิง มันมีข้อจำกัดในการจะหล่อเลี้ยงปราณ
อัคคี
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่หลินหมิงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับเพลิงโลกันต์
ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการที่จะดูดซับพลังมันและช่วยหล่อเลี้ยงปราณแท้
ของเขาเท่านั้น แต่เพื่อยืนยันสิ่งสำคัญด้วย
เมื่อตอนที่หลินหมิงอยู่ในป่าไพศาลทางใต้ เขาได้เผชิญหน้ากับหมอผี
ของเผ่าหนอนไฟ เพราะว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาห่างชั้นกันเกินไป
เขาจึงไม่อาจที่จะดูดซับการโจมตีด้วยเพลิงของหมอผีได้ แม้แต่จะหลบก็
ยังยากมากแล้ว
แต่ในตอนนี้เขาได้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น เขาเลยอยากที่จะ
ตรวจสอบว่าเมล็ดพันธุ์อำนาจครอบงำวิญญาณนั้นสามารถที่จะครอบงำ
พลังแห่งเพลิงได้ถึงระดับไหน
‘ปราณอัคคีเพลิงอมตะของหมอผีเผ่าหนอนไฟมีระดับเทียบเท่ากับ
ปราณอัคคีเพลิงโลกันต์ของฮั่วเยี่ยนหลัว ในเมื่อข้าสามารถที่จะป้องกัน
การโจมตีของฮั่วเยี่ยนหลัวได้ ข้าก็ควรจะป้องกันการโจมตีของหมอผีเผ่า
หนอนไฟได้เช่นกัน และมันคงไม่เหมือนเดิมกับตอนนั้นอีกแล้วที่ข้าไม่มี
แม้แต่พลังจะโต้กลับ หลังจากงานประลองชุมนุมร่วมสำนักจบลงแล้ว ข้า
จะกลับไปยังป่าไพศาลทางใต้ และทำให้ความแค้นที่ฝังลึกนี้สิ้นสุดลง!’
ย้อนไปเมื่อตอนที่เขาอยู่ที่บึงทมิฬ หลินหมิงเกือบเสียชีวิตด้วยน้ำมือ
ของหมอผีเผ่าหนอนไฟ มันไม่ใช่วิถีของเขาแน่นอนที่จะไม่แก้แค้น ไม่ต้อง
กล่าวถึงพี่น้องตระกูลน่าที่เป็นคู่อาฆาตกับหมอผีที่สังหารผู้นำของพี่น้อง
ตระกูลน่า และหลินหมิงก็ยังเป็นหนี้บุญนางอีกด้วย หากไม่ใช่เพราะพวก
นาง หลินหมิงก็คงไม่อาจที่จะได้เข้าไปในด้านทดสอบเจดีย์แม่มด และคง
เสียชีวิตที่หุบเขาสายฟ้าฟาดเพียงลำพังไปแล้ว พี่น้องคู่นั้นได้ช่วยเขา
เอาไว้อย่างมาก
แน่นนอนว่ายังมีเหตุผลสำคัญอื่นอีก นั่นก็คือเพลิงอมตะของเผ่า
หนอนไฟ ภายในเมล็ดพันธุ์อำนาจครอบงำวิญญาณ หากเปรียบเทียบกัน
แล้ว จิตวิญญาณสายฟ้าได้ก่อรูปร่างแล้ว แต่ปราณอัคคียังมีเพียงขนาด
เล็กและยังอ่อนแอ ถ้าเขาได้รับเพลิงอมตะมา ความแข็งแกร่งของเขา
จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
‘ไม่ว่าจะเป็นเผ่าหนอนไฟหรือหมอผี พวกมันได้สังเวยโลหิตผู้บริสุทธิ์
ไปมากมาย การกำจัดบุคคลเช่นนี้ย่อมเป็นความชอบธรรมในนามแห่ง
สวรรค์!’
หลินหมิงตัดสินใจแล้วว่า หลังจากงานประลองจบลง เขาจะไปยัง
อาณาจักรฮั่วหลัวและแช่ร่างกายของเขาลงในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อเพิ่ม
ความแข็งแกร่ง หลังจากนั้นก็จะกลับไปที่ป่าไพศาลทางใต้ และตามหา
หมอผีเผ่าหนอนไฟแล้วชำระหนี้ให้จบสิ้น
ในขณะที่หลินหมิงเดินออกจากเวที เขาได้ยินเสียงเชียร์ด้วยความ
ยินดีอย่างมากดังมาจากเหล่าผู้ชม
“ศิษย์น้องหลิน ท่านนั้นช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
“ศิษย์น้องหลิน เจ้าทำได้ดีมาก!”
“ศิษย์น้องหลิน ท่านช่างเป็นชายที่เร้าร้อนจริงๆ!!”
คำสรรเสริญเยินยอแรกๆไม่น่าแปลกใจเท่าไร แต่หลังๆที่ว่า ‘ศิษย์พี่
ใหญ่หลิน ท่านช่างเป็นชายที่เร้าร้อนจริงๆ!!’ เสียงเหล่านี้ออกมาจากปาก
ของหญิงสาวหลายคนต่อหน้าสาธารณะชน มันเป็นเสียงตะโกนที่ดังไปทั้ง
สนาม หลินหมิงจึงหน้าแดงก่ำไปด้วยความอายในทันที
อาณาจักรลิขิตฟ้านั้นค่อนข้างหัวโบราณ ถึงแม้หลินหมิงพอจะเดาได้
ว่าอาจจะมีหญิงสาวหลายคนที่มีใจให้แก่เขา แต่ก็ไม่ได้แสดงความรู้สึก
ออกมา เขาเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน เมื่อหันไปมองต้น
ทางของเสียงที่ดังมา เขาก็เห็นเหล่าหญิงสาวจากแผนกพิณนางหนึ่งที่
เชียร์เขาอย่างสุดใจ
เป็นเสียงเชียร์ที่น่ารักและเต็มไปด้วยความสุข ด้วยความงดงามและ
อ่อนโยนของเหล่าหญิงสาวที่ตะโกนให้กับเขา หลินหมิงจึงรู้สึกทำอะไรไม่
ถูก
ในขณะเดียวกันศิษย์แผนกกลั่นสกัดที่อยู่ด้านข้าง พวกเขารู้สึก
เหมือนกำลังถูกเหยียบย่ำ
ศิษย์แผนกกลั่นสกัดได้โอ้อวดสถานะของฮั่วเยี่ยนหลัวว่ามีโอกาส
50-50 และแม้กระทั่งเยาะเย้ยศิษย์แผนกพิณโดยการบอกว่าฉินหวู่ซินนั้น
ด้อยกว่าฮั่วเยี่ยนหลัว แต่ว่าในตอนนั้นฉินหวู่ซินสามารถที่จะต่อสู้กับ
หลินหมิงได้อย่างยาวนาน แต่ฮั่วเยี่ยนหลัวในตอนนี้กลับพ่ายแพ้ใน
กระบวนท่าเดียว…
มันจึงทำให้ศิษย์แผนกกลั่นสกัดอยากที่จะขุดหลุมและคลานลงไป
แน่นนอนว่าศิษย์แผนกพิณย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะเอาคืนพวกเขาอย่าง
แน่นอน พวกนางส่งเสียงเชียร์หลินหมิงพร้อมทั้งด่าว่าศิษย์แผนกกลั่น
สกัดไปด้วย
ภายใต้เสียงเชียร์ของเหล่าหญิงสาวแผนกพิณ หลินหมิงก็ได้เดินมา
จนถึงพื้นที่เตรียมตัวของผู้เข้าประลองเรียบร้อยแล้ว เขาเห็นฉินซิงเซวียน
เดินจากที่นั่งของเหล่าผู้ชมมาหาเขาและกล่าวถามว่า “ซิงเซวียน ต้องการ
สิ่งใดหรือ?”
“อืม ข้าคิดว่าข้านั้นรู้สึกหิวเล็กน้อยเพราะต้องระวังอันตรายให้เจ้า
จนถึงตอนบ่าย และยังไม่ได้ทานอะไรเลย รอบต่อไปคงยังไม่มาถึงง่ายๆ
หรอก เจ้าจะไปทานอะไรกับข้าไหม?”
หลินหมิงประหลาดใจ และต่อมาก็จำได้ว่าฉินซิงเซวียนค่อยป้องกัน
อันตรายให้เขาและยังไม่ได้ทานอะไรเลย เขาจึงพยักหน้าและกล่าวว่า
“ย่อมได้ ข้าเองก็กำลังหิวอยู่เหมือนกัน การป้องกันภัยให้ข้าจนถึงบ่ายนั้น
คงลำบากเจ้ามากเลยทีเดียว”
“ก็ไม่เท่าไร” ฉินซิงเซวียนยิ้มสดใสราวกับดวงอาทิตย์ยามเช้าและดึง
แขนเสื้อของหลินหมิงเบาๆ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นแค่การดึงแขนเสื้อเฉยๆ แต่
สำหรับฉินซิงเซวียนนั้นเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดอย่างมาก
ในขณะที่นางดึงหลินหมิงไป ฉินซิงเซวียนก็หันไปมองยังศิษย์หญิง
แผนกพิณที่อยู่ฝังผู้ชมและเกิดรอยยิ้มที่มั่นใจขึ้นบนใบหน้าของนาง…
…………………………….
การประลองจบไปกว่าครึ่งแล้ว ผู้เข้าประลองที่ยังคงสถิติไร้พ่ายคือ
หลินหมิง มูกู๋ปู่ยี่ โอวหยางหมิง และเจียงเป่าอวิ้น อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มี
อะไรผิดพลาดแล้ว พวกเขาเหล่านี้จะต้องติด 3 อันดับแรกอย่างแน่นอน
การประลองคู่ที่ 13
ฉางเอี่ยนเจ้า ปะทะ ฉินหวู่ซิน
กระบี่คลื่นโลหิตของฉางเอี่ยนจ้าวถูกทำลายโดยท่วงทำนองของ
ฉินหวู่ซินอย่างง่ายดาย เผชิญหน้ากับฉินหวู่ซินที่ใช้คลื่นความถี่สูงที่ไม่
อาจมองเห็น ฉางเอี่ยนจ้าวไม่อาจที่จะรับรู้และหลบมันได้ เขาจึงแพ้อย่าง
ง่ายดาย
และตามมาด้วยการประลองของมู่กู๋เจี้ยหลงปะทะเจียงหลานเจี้ยน
ผลลัพธ์นั้นเดาได้อย่างง่ายดาย กระบี่ของเจียนหลานเจี้ยนนั้นรวดเร็ว
เกินไปและจัดการคู่ต่อสู้ได้ใน 5 กระบวนท่า ใน 5 กระบวนท่านี้ เจียง
หลานเจี้ยนก็สามารถจ่อกระบี่ไปที่คอของมู่กู๋เจี้ยหลงได้แล้ว และเขายัง
ไม่ได้ใช้วิถีแห่งลมเลยด้วยซ้ำ ความจริงแล้วนอกจากหลินหมิงแล้ว ก็ไม่มี
ใครทำให้เจียงหลานเจี้ยนต้องใช้วิถีแห่งลมออกมา
การประลองคู่ที่ 14
ฮั่วเยี่ยนหลัวปะทะฉินหวู่ซิน การประลองคู่นี้ก็สามารถที่เดาผลลัพธ์
ได้ง่ายๆเช่นกัน ด้วยเคล็ดวิชาปราณวายุแห่งแปดท่วงทำนองที่ไร้ลักษณ์
ฮั่วเยี่ยนหลัวทำได้เพียงใช้เพลิงโลกันต์ในการป้องกันโดยไม่อาจขัดขืนได้
เท่านั้น ในที่สุดพละกำลังของฮั่วเยี่ยนลั่วก็หมดลง และไม่อาจที่จะทำ
อะไรกลับไปได้เลย ฉากนี้ราวกับตอนที่หลินหมิงใช้หอกปะทะกับเขา ซึ่ง
มันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นอีก
ฉินหวู่ซินยังคงเอาชนะอย่างต่อเนื่อง ในการประลองครั้งที่ 16 นาง
เอาชนะหวนเสี่ยวตี๋แห่งแผนกภาพลวงตาด้วยความแข็งแกร่งที่ห่างไกล
กันอย่างมาก ถึงแม้หวนเสี่ยวตี๋จะใช้ภูติผีมายานับร้อย แต่พวกมันก็ยังถูก
ท่วงทำนองของฉินหวู่ซินจัดการได้ทั้งหมด!
เหล่าผู้ชมที่เคยคิดว่าความแข็งแกร่งของสองสาวงามที่มีพรสวรรค์
และน่าภูมิใจของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นี้ไม่น่าจะห่างกันมากนัก แต่ไม่มีผู้ใด
เลยที่คิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นนี้
ช่วยไม่ได้ที่หลายคนจะสงสัย ถ้าหากว่าฉินหวู่ซินไม่ได้เผชิญหน้ากับ
หลินหมิงมาก่อนแล้วล่ะก็ ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหนที่นางจะสามารถเอาชนะไป
ได้เรื่อยๆ?
ขอบเขตความแข็งแกร่งของหลินหมิงนั้นน่าสับสนและยากจะอธิบาย
ในตอนนี้หลายคนคิดว่าแม้แต่เจียงเป่าอวิ้นหรือมู่กู๋ปู่ยี่ เขาก็ไม่น่าจะแพ้
และคิดว่าหลินหมิงอาจจะเป็นผู้ชนะเลิศ!
การต่อสู้กลายเป็นมีชีวิตชีวาและชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้ผู้ที่เป็น
4 อันดับแรกที่แน่นอนแล้ว ก็คือหลินหมิง มู่กู๋ปู่ยี่ โอวหยางหมิง และเจียง
เป่าอวิ้น ส่วนอันดับ 5 นั้น ผู้ที่ต้องชิงกันก็คือเจียงหลานเจี้ยนและฉินหวู่
ซิน ส่วนฮั่วเยี่ยนหลัวและฉางเอี่ยนจ้าวไม่มีโอกาสที่จะติด 5 อันดับแรก
อีกต่อไปแล้ว
ตะวันค่อยๆตกลงทางทิศตะวันตกและในที่สุดการประลองคู่สุดท้าย
ของวันก็สิ้นสุดลง พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายของรอบชิง
เหลืออีกเพียง 10 คู่ และใน 10 คู่นี้ ทุกอย่างก็จะกระจ่าง