Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 279 วันสุดท้ายของงานประลอง
ยามค่ำคืนได้มาเยือน แสงจันทราเหนือต้นหลิวสาดส่องฉายแสงบน
ฟ้าที่มืดสลัว
ท้องฟ้ายามค่ำคืนของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ใสกระจ่าง ราวกับว่าโลกถูก
ล้างจนไม่เหลือสิ่งสกปรกแม้แต่น้อย พื้นปฐพีถูกครอบคลุมด้วยค่ายกล
ขนาดยักษ์ และมีพลังต้นกำเนิดของสวรรค์และปฐพีจำนวนมหาศาล เมื่อ
ผู้ใดทำการบ่มเพราะในที่แห่งนี้จะรวดเร็วมากกว่าปกติถึง 2 เท่า
หลินหลินนั่งอยู่ตามลำพังในห้อง ในมือของเขามีโอสถสีเขียวเข้ม
ขนาดเท่าลูกลำไย มันใสราวผลึกราวกับว่าเป็นหยกอันล้ำค่า นี่คือโอสถ
ปาฏิหาริย์สีฟ้าที่เป็นหนึ่งในของล้ำค่าแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ ณ อาณาจักร
ลิขิตฟ้า มันเป็นของรางวัลจากฉินจื่อหยาที่มอบให้กับหลินหมิงหลังจาก
เอาชนะทาคุได้
แม้แต่สำหรับศิษย์ของแผนกต่างๆในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ โอสถ
ปาฏิหาริย์สีฟ้าก็ยังถือว่าเป็นสิ่งล้ำค่า มันล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถไขกระดูก
มังกรทองสีแดงที่หลินหมิงเคยได้รับมาก่อนหน้านี้เสียอีก
เมื่อหลินหมิงประลองกับหวังมู่ เขาได้ใช้โอสถปาฏิหาริย์สีฟ้าและ
โอสถชำระจิตวิญญาณกายาที่ได้มาเป็นของเดิมพัน มันทำให้หวังมู่ถูก
ล่อลวงให้เดิมพัน และทำให้หวังมู่สูญเสียครั้งใหญ่โดยเสียสิทธิ์ในการได้ลง
แช่ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้กับหลินหมิง โอสถนี้ล้ำค่าแม้กระทั้งในสำนักเจ็ด
แก่นแท้ ณ อาณาจักรฮั่วหลัว
อย่างไรก็ตามไม่ว่ามันจะล้ำค่ามากแค่ไหน มันก็ยังคงมีพิษตกค้าง
จากโอสถ หลังจากที่ได้กินมัน ก็จะต้องจัดการกลั่นสิ่งสกปรกและขจัดพิษ
ออก และจึงค่อยเพิ่มความแข็งแกร่งของตน มันช่างเป็นกระบวนการที่ช้า
และน่าเบื่อ
หลังจากที่หลินหมิงได้โอสถปาฏิหาริย์สีฟ้ามา การทะลวงระดับขั้น
ผสานขีพจรของเขาเหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น เพื่อที่จะทำให้ตันเถีย
นแข็งแกร่งและสมบูรณ์ หลินหมิงจึงไม่ได้ใช้โอสถปาฏิหาริย์สีฟ้าเพื่อ
ทะลวงระดับ เขาต้องการรอจนกระทั่งปราณแท้เอ่อล้นออกมาและ
ทะลวงระดับตามธรรมชาติ เช่นนี้มันถึงจะเรียกว่าการทะลวงระดับที่
สมบูรณ์
หลิงหมิงกลืนโอสถปาฏิหาริย์สีฟ้าแล้วนั่งลงไปในอ่างและเริ่มเข้า
ญาณ
ในช่วงนี้หลินหมิงได้กินผลไม้และผักจิตวิญญาณที่มีพลังต้นกำเนิด
สวรรค์และปฐพีเข้าไป แม้แต่ตอนที่เขากำลังบ่มเพาะอยู่ มันราวกับเขา
กำลังอาบพลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพี เขาได้ซึมซับพลังต้นกำเนิด
สวรรค์และปฐพีเข้าไปมากมายภายในร่างกาย หลังจากที่กินโอสถ
ปาฏิหาริย์สีฟ้าลงไป หลินหมิงรู้สึกกระดูกชาเมื่อปราณแท้ของเขาเริ่มที่
จะไหลออกมาและเริ่มไหลเวียนไปทั่วเส้นชีพจรตามร่างกาย
ระดับพลังขั้นผสานชีพจรของเขากำลังมั่นคงขึ้นอย่างช้าๆ
น้ำระเหยกลายเป็นไอหมอก ทั่วทั้งห้องหนาแน่นไปด้วยหมอกสีขาว
แสงจันทราสาดส่องไปทั่วหน้าต่าง ก่อให้เกิดลมหมอกที่หนาวเย็น
หลายชั่วโมงต่อมา หลินหมิงอดทนผลักดันปราณแท้ในร่างให้หมุน
วนไปทั่วร่างครั้งแล้วครั้งเล่า
เพราะว่าระดับพลังของหลินหมิงเพิ่มขึ้น การผสานของโลหิตของเขา
และโลหิตของมังกรจึงเริ่มเข้ากันมากขึ้น หลินหมิงแทบจะไม่ต้องพยายาม
มากนักเพื่อเรียกใช้ปราณแท้สีครามออกมาอีกแล้ว ปราณแท้ของเขาก็
เริ่มที่จะกลายเป็นสีครามแล้ว แต่มันยังเป็นสีเขียวชอุ่มดั่งใบไม้ผลิของต้น
สนและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ปราณแท้สีครามนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มศักยภาพในการต่อสู้เท่านั้น มัน
ออกมากระทั่งตอนที่กำลังบ่มเพาะ และดูเหมือนว่าปราณแท้สีฟ้านี้ยัง
ช่วยหล่อเลี้ยงและเสริมร่างกายส่วนต่างๆอีกด้วย ทำให้เส้นชีพจรแข็งแรง
และกระดูกหนาแน่นมากขึ้น
ในที่สุดหลินหมิงก็ได้เสร็จสิ้นกระบวนการดูดซับโอสถปาฏิหาริย์สีฟ้า
ในตอนดึกมากแล้ว ระดับพลังขั้นผสานชีพจรช่วงต้นของเขาเสถียรเป็น
อย่างมาก ตอนนี้หลินหมิงได้เอาขวดเล็กขึ้นมาแล้วเปิดจุกมันออก ภายใน
ของมันเป็นสารสีเขียวขุ่น ราวกับว่ามันทำจากผลึกเหลว
นี่คือโอสถชำระจิตวิญญาณกายาที่หลินหมิงได้มาเป็นรางวัลจากการ
เอาชนะหลิงเซ็น และโอสถชำระจิตวิญญาณกายามีไว้เพื่อที่จะขจัดพิษ
ตกค้างจากโอสถในร่างกายออกไป มันจะได้ผลดีอย่างมากเมื่อใช้ร่วมกับ
โอสถปาฏิหาริย์สีฟ้า
แน่นอนว่า โอสถชำระจิตวิญญาณกายาเพียงช่วยสนับสนุนโอสถอื่น
ให้ส่งผลมากขึ้นเท่านั้น การที่จะชำระพิษตกค้างออกไปให้หมดอย่าง
แท้จริงนั้น สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของหลินหมิง
หลินหมิงไม่ได้กังวล อย่างไรก็ตามเขาอยู่เพียงแค่ขั้นผสานชีพจรช่วง
ต้นและหนทางยังอีกยาวไกลกว่าที่จะไปถึงขั้นปราณต้นฟ้า มันจะต้องมี
เวลาที่เหมาะสมที่จะกำจัดพิษตกค้างออกไป ไม่ว่าปราณอัคคีหรือ
วิญญาณสายฟ้า ทั้งสองต่างก็เป็นวิธีการที่ดีมากในการกลั่นสกัดพิษ
ภายในร่างกาย และยังทำให้ตันเถียนมีความเสถียรขึ้นด้วย
ไอหมอกในห้องเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ หลินหมิงยังคงนั่งเข้าญาณ
อยู่ในน้ำ และโคจรปราณทั่วร่างครั้งแล้วครั้งเล่า…
…………………………
เช้าวันต่อมา ท้องฟ้ายังคงมืดสลัว และเวทีได้ถูกเตรียมไว้สำหรับวัน
สุดท้ายของงานประลองชุมนุมร่วมสำนัก
วันนี้เป็นวันสุดท้ายซึ่งเป็นรอบชิง
จะมีการประลองทั้งหมด 10 รอบ และ 11 ผู้เข้าประลอง ก็คือ
หลินหมิง โอวหยางหมิง เจียงเป่าอวิ้น มู่กู๋ปู่ยี่ เจียงหลานเจี้ยน ฉินหวู่ซิน
ฮั่วเยี่ยนหลัว ฉางเอี่ยนจ้าว หวนเสี่ยวตี๋ เฟิงฉี่ และมู่กู๋เจี้ยหลง
ทั้ง 11 คนจะต้องห้ำหั่นกันใน 10 การประลองที่เหลือ ส่วนผู้เข้า
แข่งขันคนอื่นๆเป็นได้เพียงแค่ตัวประกอบเท่านั้น
หลินหมิงนั้นมาก่อนที่อาทิตย์จะขึ้น มีเพียงไม่กี่คนที่อยู่ในจตุรัสนี้ มี
เพียงเงาเลือนลางเท่านั้น
ในครั้งนี้ เจียงเป่าอวิ้นก็มานั่งอยู่ในพื้นที่ของผู้เข้าประลอง กระบี่อยู่
ในมือของเขาและดวงตาทั้งสองปิดอยู่ คลื่นพลังต้นกำเนิดสวรรค์และ
ปฐพีเบาบางแปรเปลี่ยนไปมาอยู่บนร่างของเขา มันค่อยๆเอ่อล้นออกมา
เกิดเป็นวงแล้ววงเล่า
หลินหมิงจ้องมองเจียงเป่าอวิ้นที่กำลังดูดซับพลังต้นกำเนิดสวรรค์
และปฐพีที่กำลังไหลผ่านเขาจากไกลๆ ระดับพลังของเจียงเป่าอวิ้นอยู่ใน
ขั้นครึ่งก้าวสู่ปราณต้นฟ้า หากเขาอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าจริงๆ เขาก็คงไม่
จำเป็นที่จะต้องปกปิดมันเอาไว้อย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ หลินหมิงได้สงสัยว่าเจียงเป่าอวิ้น ว่าเขาได้อยู่ในระดับ
ปราณต้นฟ้าเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นว่าเจียงเป่าอวิ้นจะทำเหมือนหลินหมิงที่
ระงับการทะลวงขั้นไว้ทั้งๆที่การบ่มเพราะของเขาทะลุไปแล้ว ดังนั้นเขา
จึงมั่นใจในตัวเองอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงก็ยังคงจ้องมองเจียงเป่าอวิ้นที่กำลังบ่มเพาะ
เขาสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเขาอยู่ในขั้นครึ่งก้าวสู่ปราณต้นฟ้า
“ไม่ว่าอย่างไร การต่อสู้ในวันนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงที่มาของความ
มั่นใจของเขา” หลินหมิงกล่าวกับตัวเอง ในตอนนี้เจียงเป่าอวิ้นได้รับรู้ถึง
การจ้องมองของหลินหมิงจึงได้ลืมตาขึ้นมา
ในเสี้ยววิที่สายตาของเจียงเป่าอวิ้นจ้องมองทะลุผ่านเงาสลัวยามเช้า
ดวงตาคู่นั้นของเขาราวกับเป็นดวงดาวที่เจิดจ้า เขายิ้มให้หลินหมิงและก
ล่าวว่า “พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีจะมีมากในยามเช้าตรู่ โดยเฉพาะ
ในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เมื่อแสงแรกแห่งตะวันโผล่ขึ้นมา ณ ปลายขอบฟ้า
แผนกกระบี่ของข้าเรียกมันว่า ตะวันม่วงแห่งบูรพา และมันยังมีชื่อเรียก
กันอีกว่าสายลมม่วงแห่งทิศตะวันออก หากเจ้าดูดซับพลังนี้เข้าไปมันจะมี
ประโยชน์ในการบ่มเพาะของเจ้า”
หลินหมิงกล่าวออกมาว่า “หุบเขาเจ็ดแก่นแท้เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่ง
การบ่มเพาะอย่างแท้จริง ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่เจียงที่ให้คำแนะนำ”
“ไม่เป็นไร ไม่ว่าช้าหรือเร็วเจ้าก็จะต้องเข้าร่วมกับหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
อยู่แล้ว หากเจ้าต้องการ เจ้าสามารถที่จะเข้าร่วมกับแผนกกระบี่ได้นะ
พวกเรายินดีต้อนรับเจ้าเสมอ!”
หลินหมิงตะลึงเล็กน้อยที่ได้คำพูดที่จริงใจของเจียงเป่าอวิ้นเช่นนี้
เชิญเขาเข้าร่วมกับแผนกกระบี่เช่นนั้นหรือ? เขาไม่กลัวว่าข้าจะฉกเอา
ทรัพยากรของเขาไปหรือ? หลินหมิงมองหน้าของเจียงเป่าอวิ้นตรงๆ เขา
พบว่าการเชิญชวนนี้ล้วนเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไร้ซึ่งความหมายซ่อน
เร้นแฝงอยู่ภายใน แน่นอนว่าเจียงเป่าอวิ้นไม่จำเป็นต้องโกหกแสแสร้ง
ใดๆ
‘คนผู้นี่ช่างมั่นใจอย่างแท้จริง!’ หลินหมิงถอนหายใจอย่างเลือนลาง
เขาสังหรณ์ใจว่าเจียงเป่าอวิ้นผู้นี้ ถ้าหากไม่มีสิ่งใดที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นใน
อนาคต เขาจะต้องกลายเป็นยอดปรมาจารย์กระบี่แห่งยุคอย่างแน่นอน
ผู้คนเริ่มจะเข้ามายังจตุรัสเรื่อยๆ เมื่อแสงแรกส่องมายังห้องโถงหลัก
ที่อยู่บริเวณจุตรัส ผู้ตัดสินจึงได้ลุกขึ้นยืนและกล่าวออกมาด้วยเสียงที่ดัง
อย่างชัดเจน
“การประลองจะเริ่ม ณ บัดนี้ ในรอบที่ 19 คู่ที่ 1 เจียงเป่าอวิ้น
ปะทะฉินหวู่ซิน!”
คำกล่าวที่ได้ยินนั้นทำให้บรรยากาศของเหล่าผู้ชมพุ่งถึงท้องฟ้า ไม่
น่าเชื่อว่าการประลองคู่แรกของวันจะเป็นคู่หลักเช่นนี้ ความแข็งแกร่ง
ของฉินหวู่ซินนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน แต่ก็ไม่มีผู้ใดคาดคิด
ว่านางจะสามารถเอาชนะในครั้งนี้ แต่คาดว่านางคงจะทำให้เจียงเป่าอวิ้น
เอาจริงขึ้นมาได้บ้าง
หลินหมิงเองก็คิดเช่นนั้น จนถึงตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจียง
เป่าอวิ้นเลย
การประลองยังไม่ทันเริ่ม ฉินหวู่ซินก็ได้รีบทิ้งระยะห่างออกไปถึง
300 ก้าว กระบี่ของเจียงเป่าอวิ้นนั้นรวดเร็วเกินไป หากไม่เว้นระยะให้
ห่างพอละก็ ฉินหวู่ซินก็คงไม่อาจที่จะมีเวลาให้ใช้ท่วงทำนองของนางสัก
ครั้งเลยก็เป็นได้ และพ่ายแพ้ไปทั้งอย่างนั้น
“เริ่มการประลองได้!”
หลังจากที่ผู้ตัดสินกล่าวจบ ฉินหวู่ซินรีบใช้เคล็ดวิชาปราณวายุแห่ง
ท่วงทำนองทั้งแปดในทันที เผชิญหน้ากับเจียงเป่าอวิ้น ไม่จำเป็นที่จะต้อง
เก็บซ่อนพลังใดๆเอาไว้ นางได้ใช้ทุกอย่างที่มีเข้าปะทะ ฉินหวู่ซินเกรงว่า
หากนางไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ตั้งแต่เริ่ม นางก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะทำมันอีก
เลย
เคล็ดวิชาปราณวายุแห่งท่วงทำนองทั้งแปดนั้นไม่อาจมองเห็นและไร้
รูปร่าง มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยไม่สิ้นสุด
ผู้เข้าประลองคนอื่นๆนอกจากหลินหมิง มีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถ
รับรู้ได้ถึงรูปแบบการโจมตีของปราณวายุแห่งท่วงทำนองทั้งแปด เพราะ
เป็นเช่นนี้จึงทำให้การโจมตีของแผนกพิณเป็นที่น่าหวาดกลัว เพราะจะ
เผชิญหน้ากับมันอย่างไรเมื่อไม่สามารถมองเห็นได้?
นิ้วทั้งสิบของเจียงเป่าอวิ้นกระชับ ดัชนีกระบี่นี้กลายเป็นพลาเลือน
และหายไปในอากาศ เขายังคงใช้ดัชนีกระบี่เช่นการประลองที่ผ่านๆมา
ฟูวว ฟูวว ฟูวว ฟูวว ฟูวว!
เสียงนี้ราวกับผ้าไหมที่ถูกฉีกขาด เคล็ดวิชาปราณวายุแห่ง
ท่วงทำนองทั้งแปดที่มองไม่เห็นได้สลายไปอย่างสมบูรณ์กลางอากาศ!
ฉินหวู่ซินตกตะลึง นางได้คาดเอาไว้แล้วว่าเคล็ดวิชาปราณวายุแห่ง
ท่วงทำนองทั้งแปดคงจะถูกทำลายโดยเจียงเป่าอวิ้น แต่นางไม่เคยคิดเลย
ว่ามันจะง่ายดายเช่นนี้ และเขายังคงใช้เพียงดัชนีกระบี่เช่นการประลองที่
ผ่านๆมาเท่านั้น
หลังจากที่ได้ทำลายเคล็ดวิชาปราณวายุแห่งท่วงทำนองทั้งแปดอย่าง
ง่ายดายแล้ว เจียงเป่าอวิ้นก็ได้พุ่งสองดัชนีกระบี่ตรงไปยังฉินหวู่ซิน มัน
รวดเร็วอย่างยิ่ง ฉินหวู่ซิบขบฟันของนางและสะบัดมือดีดนิ้วลงบนพิณอีก
ครั้ง เกิดเป็นตัวโน๊ตปรากฏออกมาพุ่งตรงเข้าปะทะกับแสงดัชนีกระบี่ของ
เจียงเป่าอวิ้น
ฉึบ ฉึบ ฉึบ!
ดัชนีกระบี่เลือนทะลวงผ่าน 3 ตัวโน๊ตและเข้าปะทะกับโน๊ตตัว
สุดท้ายและสลายหายไปทั้งสองฝ่าย
เมื่อได้เห็นดัชนีกระบี่เลือนลางเพียงเล่มเดียวสามารถทำลายได้ถึง 3
ตัวโน๊ต ฉินหวู่ซินก็ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา และคว้าพิณของนางไว้ในมือ
จากนั้นนางก็กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
“ข้าขอยอมแพ้”
เจียงเป่าอวิ้นยิ้ม “ข้าไม่ได้เห็นศิษย์น้องฉินมา 3 ปี ความแข็งแกร่ง
ของเจ้ากลับเพิ่มขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก บางทีอีกเพียงปีสองปี หากข้าได้
ประลองกับศิษย์น้องฉินอีกครั้ง ข้าอาจจะต้องใช้ทุกอย่างที่มีเลยก็เป็นได้”
ฉินหวู่ซินนั้นอายุน้อยที่สุดในบรรดาศิษย์สายตรง นางอายุเพียง 18
ปีเท่านั้น และอ่อนกว่าเจียงเป่าอวิ้นเพียงแค่ 1 ปีกับ 6 เดือนเท่านั้น ใน
ด้านพรสวรรค์ของบรรดาศิษย์สายตรงทั้งหมด นางด้อยกว่าเจียงเป่าอวิ้
นคนเดียวเท่านั้น และนางนั้นเหนือกว่าเจียงหลานเจี้ยนและโอวหยางห
มิงเสียอีก
ฉินหวู่ซินจ้องมองอย่างจริงจังไปที่เจียงเป่าอวิ้นและกล่าวออกมา
อย่างช้าๆว่า “เมื่อถึงตอนนั้น อย่างน้อยข้าจะต้องทำให้ท่านใช้กระบี่
ออกมาให้ได้อย่างแน่นอน!”
“แน่นอนอยู่แล้ว ความจริงแล้วในวันนี้เจ้าได้ทำลายฝ่ามือกระบี่ของ
ข้า หากสู้ต่อไปอีกนิดแล้วล่ะก็ ข้าคงจำเป็นจะต้องเอากระบี่ออกมาใช้”
ฉินหวู่ซินหันหลังเดินออกจากเวทีไป และผู้ตัดสินก็ประกาศให้เจียง
เป่าอวิ้นเป็นผู้ชนะ
ทันใดนั้น ก็ยังมีผู้ชมบางคนที่ยังตกตะลึงไม่หายอยู่ ถึงแม้ทุกคนจะ
คิดว่าเจียงเป่าอวิ้นต้องชนะแน่อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่าจะเอาชนะได้
อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ เขาใช้เพียงมือเดียวก็สามารถที่จะเอาชนะเคล็ด
วิชาปราณวายุแห่งท่วงทำนองทั้งแปดของฉินหวู่ซินได้ ทั้งที่ยังไม่ได้ดึงเอา
กระบี่ออกมา ความห่างชั้นระหว่างศิษย์สายตรงนั้นมากมายยิ่งนัก
“เจียงเป่าอวิ้นนั้นแข็งแกร่งเกินไป! ใครจะสามารถเอาชนะเขาได้?
ฉินหวู่ซินยังพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย หลินหมิงและโอวหยางหมิงก็คงไม่ใช่
คู่มือของเขาเช่นกัน!”
“ถ้าหากเจียงเป่าอวิ้นเอาจริง เขาอาจจะสามารถเอาชนะหลินหมิง
และโอวหยางหมิงได้ภายใน 5 กระบวนท่า!”
“ข้าเกรงว่าแม้แต่มู่กู๋ปู่ยี่ก็ยังไม่ใช้คู่มือของเขาเช่นกัน ข้าเคยคิดว่ามู่กู๋
ปู่ยี่จะสามารถชนะเจียงเป่าอวิ้นได้ เพราะเขาสามารถใช้ปราณบูรณะได้
แต่ในตอนนี้มันดูเหมือนว่า เพียงแค่สามารถทำให้เจียงเป่าอวิ้นใช้ไพ่ตาย
ของเขาออกมาได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
…………………
ในขณะที่เหล่าผู้ชมกำลังสนทนาถึงการประลอง หลินหมิงเองก็ตก
ตะลึงเช่นกัน
ในตอนนั้นหลินหมิงได้ทำให้เจียงเป่าอวิ้นประหลาดใจ ในตอนนี้เจียง
เป่าอวิ้นก็ทำให้หลินหมิงประหลาดใจเช่นกัน ก่อนการประลองรอบชิง
พวกเขาทั้งสองเป็นดั่งก้อนน้ำแข็งยักษ์ในมหาสมุทร ที่เผยให้อีกฝ่ายเห็น
เพียงแค่ด้านบนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากการประของเจียงเป่าอวิ้นและฉินหวู่ซิน ก็มีอีกหลายคู่ที่ไม่
ค่อยสำคัญ และหลังจากนั้นก็มีการประลองคู่ที่ทำให้เหล่าผู้ชมต้อง
ตื่นเต้นกันอีกครั้ง
หลินหมิง ปะทะ โอวหยางหมิง
นี่เป็นการประลองที่เหล่าผู้ชมคาดหวังเอาไว้สูงมาก
ฝ่ายหนึ่งคือโอวหยางหมิง ผู้ที่ได้รับอันดับที่ 3 ในงานประลองชุมนุม
ร่วมสำนักครั้งที่แล้ว อีกฝ่ายคือหลินหมิง ผู้ที่กล่าวได้ว่าเป็นม้ามืดที่
แข็งแกร่งที่สุดในงานประลองชุมนุมร่วมสำนักในครั้งนี้ นี่ย่อมทำให้เหล่า
ผู้ชมสับสน เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฝ่ายใดที่จะเป็นฝ่ายชนะ