Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 285 ไม่อาจหยุดยั้งได้
พลังระเบิดที่เกิดขึ้นฉับพลันรุนแรงมหาศาล ชุดของหลินหมิงฉีกขาด
จนสภาพราวกับผ้าขี้ริ้ว เขามีอาการบาดเจ็บหลายที่ แต่ไม่มีบาดแผลไหน
เลยที่อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ใช่เพราะปราณแท้สีครามที่มีความยืดยุ่นสูง
และร่างกายที่มีพลังป้องกันสูงด้วยนั้น เขาคงจะอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาไป
แล้ว หลังจากโดนการโจมตีดังกล่าว
สำหรับมู่กู๋ปู่ยี่ พลังป้องกันของเขามีความแข็งแกร่งมากกว่าของ
หลินหมิง ร่างที่ซ่อนอยู่ในหุ่นเชิดเกาะด้วงสีโลหิต เขามีรู้สึกเสียใจและอับ
อายยิ่งกว่าหลินหมิง ภายใต้การระเบิดที่รุนแรงมหาศาล เขาและเกาะ
ด้วงสีโลหิตถูกกระแทกลอยกระเด็นไปชนเข้ากับขอบเวที และตกลงมา
ราวกับแมลงที่หงายท้องอยู่ แม้แต่อาวุธที่อยู่ในมือของเขายังหลุดออกไป
ตรงกลางของเวทีประลอง กระเบื้องที่ได้รับการซ่อมแซมเมื่อวาน
แตกเป็นเสี่ยงๆด้วยแรงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัว
สำหรับเพลิงเทพปีศาจ ร่างของมันมีรอยแยกขนาดใหญ่และมันดู
เหมือนกับว่าได้พังไปแล้ว
ส่วนอีกสองหุ่นเชิดถูกทำลายจากการระเบิด หางของจระเข้ยักษ์ได้
ขาด และหุ่นเชิดแมงมุมได้เสียห้าในแปดขาที่ยาวของมัน
เหล่าผู้ชมอ้าปากค้าง “เพลิงเทพปีศาจถูกทำลาย?”
“ข้าแทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเองเลย ปีที่ผ่านมานั้น ข้าเคยเห็น
พลังของมู่กู๋ปู่ยี่ด้วยตนเอง ในตอนนั้น เพลิงเทพปีศาจถูกพิจารณาว่า
แข็งแกร่งยิ่งกว่ารองเจ้าสำนักใผ่หยก! และในตอนนี้เพลิงเทพปีศาจมี
เกราะสีแดงเสริมเข้า มันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก และยังพ่ายแพ้ให้
หนึ่งกระบวนท่า… ไม่สิ… คงต้องบอกว่ามันได้ถูกทำลายต่างหาก”
“นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว! แม้กระทั่งม่านป้องกันเวทียังแตกเป็น
เสี่ยงๆ นี้ยังคงเป็นฝีมือของมนุษย์อยู่หรือไม่?”
“หลินหมิงใช้การโจมตีอะไร? เหตุใดจึงเป็นพลังสายฟ้าที่บริสุทธิ์
เช่นนั้น?”
เหล่าผู้ชมล้วนมีระดับการบ่มเพาะพลังในระดับหนึ่ง ในทันทีที่เกิด
การระเบิด พวกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงพลังอันมหาศาลของสายฟ้า ไม่
เพียงแค่นั้น แต่ลำแสงสีม่วงพุ่งไปบนท้องฟ้าทะลวงผ่านสวรรค์ นี่เป็นสิ่งที่
ใครๆ ก็สามารถมองเห็นได้ตราบใดพวกเขาไม่ได้ตาบอด มันเพียงแค่ว่าไม่
มีใครเชื่อความจริงที่ว่าหลินหมิงสามารถปลดปล่อยพลังของสายฟ้าที่
สร้างพลังทำลายมหาศาลเช่นนี้ออกมาได้
ในตอนนั้นเอง บนท้องฟ้ามีเสียงของฟ้าร้องดังกระหึม ขณะที่เหล่า
ผู้ชมเงยหน้ามองขึ้นไป พวกเขาสามารถเห็นประกายสายฟ้าที่อยู่เหนือ
ก้อนเมฆข้างบน เมฆสายฟ้าที่มักจะปรากฎในฤดูฝนกลับปรากฎขึ้นในฤดู
ร้อน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปรากฎการณ์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยลำแสงสายฟ้าที่
พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าเมื่อครู่ พลังของสายฟ้าสามารถทะลวงสวรรค์และ
ล่องลอยอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆา พลังของสายฟ้านี่มีชีวิตชีวาอย่างน่า
เหลือเชื่อ!
มู่กู๋ปู่ยี่ในที่สุดก็นำตัวเองออกจากซากปรักพังได้ ดวงตาของเขาจ้อง
มองมายังหลินหมิงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ปากของเขาบิดเบี้ยว
นี้มันเป็นไปไม่ได้! เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะมีการโจมตีที่มหาศาล
เช่นเช่นนี้!?
แครก แครกก แครกก!
เสียงแตกเบาๆดังออกมา ชิ้นส่วนของเกาะด้วงสีโลหิตเริ่มที่จะหลุด
ร่วงออกไป เห็นได้ชัดว่าเกิดจากผลกระทบเมื่อตอนนั้น ทำให้รอยแตก
ปรากฎออกมา!
“แม้งกระทั้งเกาะด้วงสีโลหิตก็ได้รับความเสียหาย!”
มู่กู๋ปู่ยี่พ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ปราณแท้สนามพลังเป็น
มรดกที่มีพลังแห่งกฎ แต่กลับไม่สามารถที่จะป้องกันการโจมตีของหลินห
มิงได้!
ช่างเป็นกระบวนท่าที่น่าหวาดกลัวอะไรเช่นนี้!? แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ใน
จุดสูงสุดระดับปราณต้นฟ้าก็ยังไม่สามารถเปรียบเทียบได้!
‘ด้วยการโจมตีที่ทรงหลังเช่นนั้น เจ้าเด็กนั้นจะต้องใช้วิชาลับ
บางอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่เขาจะใช้มันได้อีกครั้ง! ปราณแท้สนามพลัง
ของข้ายังไม่ถูกทำลาย ข้าไม่จำเป็นจะต้องกลัวว่ามันจะมีการโจมตีเช่นนั้น
อีกครั้ง…’ ขณะที่มู่กู๋ปู่ยี่กำลังคิดอยู่นั้น หัวใจของเขาก็เต้นไม่เป็นจังหวะ
ไม่สามารถที่จะสงบลงได้ เมื่อมองเห็นหุ่นเชิดของเขา
‘หุ่นเชิดของข้าได้ถูกทำลายไปมากมาย แม้กระทั้งเพลิงเทพปีศาจ
ของข้า! ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้!’
มู่กู๋ปู่ยี่ขบฟันแน่น มุมปากของเขาโค้งขึ้นจนปรากฎรอยยิ้มที่ชั่วร้าย
สำหรับผู้ใช้เชิดหุ่น หุ่นเชิดทุกตัวนั้นมีความสำคัญและทรงคุณค่าอย่าง
มาก หุ่นเชิดแมงมุมรวมทั้งหุ่นเชิดจระเข้ยักษ์ได้รับความเสียหายเป็น
อย่างหนัก และเพลิงเทพปีศาจก็ได้กลายเป็นแค่เศษซากเกาะด้วงสีโลหิต
ยังได้รับความเสียหายเล็กน้อย ความเสียหายเหล่านี้ ทำให้จิตใจของมู่กู๋ปู่
ยี่รู้สึกปวดร้าวหัวใจอย่างยิ่ง
การจะสร้างหุ่นเชิดขึ้นมาได้หนึ่งตัวต้องใช้เวลา ความพยายาม และ
วัตถุดิบที่หายากหลายประเภท มู่กู๋ปู่ยี่ไม่สามารถหาสิ่งที่จะมาทดแทนหุ่น
เชิดเพลิงเทพปีศาจของเขาได้ มู่กู๋ปู่ยี่ต้องจ่ายไปเป็นจำนวนมหาศาล
สำหรับสร้างหุ่นเชิดเหล่านี้ และตอนนี้พวกมันทั้งหมดเกือบทุกทำลายโดย
หลินหมิง ราวกับว่ามือและเท้าของเขาถูกทำลายในเวลาเดียวกัน
มู่กู๋ปู่ยี่ได้หยิบอาวุธสี่ชิ้นที่แตกต่างกันขึ้นมา จ้องมองหลินหมิงราวกับ
เขาจะฉีกเขาออกเป็นล้านๆชิ้น
ในตอนนี้เองดวงตาของมู่กู๋มู่ยี่เบิกกว้าง เขาเห็นนิ้วมือของหลินหมิง
ขยับ เข็มเหล็กสีม่วงก็ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือและควงมันหมุนไปมา
หืม?
‘เมื่อครู่ เจ้านี่ใช้เข็มเหล็กในการปล่อยพลังโจมตีที่น่าสะพรึงกลัว
เช่นนั้นหรือ?’
มู่กู๋ปู่ยี่ไม่สามารถยึนยันความสงสัยของเขาได้ มองไปที่เข็มเหล็กสี
ม่วงและดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับมัน
‘ไม่ว่าการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวนั้นเกิดจากเข็มเหล็กหรือไม่ มัน
เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะใช้งานมันหลายๆครั้ง ไม่จำเป็นที่ข้าต้องกลัว
เขา!’
ขณะที่มู่กู๋ปู๋ยี่คิดได้เช่นนี้ เขาขับความลังเลและความกลัวปรากฎขึ้น
ภายในจิตใจของเขาออกไปทั้งหมด เขาได้กระชับอาวุธทั้งสี่ไว้ในมืออย่าง
แน่น สมาธิของเขาพุ่งถึงขีดสุด ตราบใดที่เขาเห็นเข็มเหล็กนั้นลอยออกมา
เขาจะทำลายมันในทันที!
ในห้องโถงหลัก ฉีซงเทียนเห็นเข็มเหล็กมังกรม้วนนี้อีกครั้ง เขาตก
ตะลึงพร้อมกับลุกจากเก้าอี้ของเขาในทันที
“นี่…. นี่คือ!?!?”
ฉีซงเทียนย่อมมีสายตาที่ดีเป็นพิเศษ เมื่อครั้งแรกที่เขาเห็นหลินหมิง
เอาเข็มเหล็กมังกรม้วนนี้ออกมา เขาไม่คิดจะให้ความสนใจมันมาก แต่
ในตอนนี้ เขาใช้พลังจิตวิญญาณของเขาพุ่งไปตรวจสอบมัน เพียงแค่จิต
วิญญาณของเขาสัมผัสกับผิวของเข็มเหล็ก พลังอันน่าสะพรึงกลัวของ
สายฟ้าที่ถูกบีบอัดกระแทกจิตวิญญาณของเขากลับมา!
“มันคืออะไร…. ถึงสามารถสะท้อนการตรวจสอบของจิตวิญญาณ
ของข้าได้?” ฉีซงเทียนตกตะลึง เขาเป็นคนที่อยู่ในระดับปราณปลายฟ้า
ขั้นสูงสุด! กลับถูกเข็มเหล็กของถูกรุ่นเยาว์ผลักดันพลังจิตวิญญาณที่ใช้
ตรวจสอบของเขาให้กลับมา พลังอันยิ่งใหญ่ของสายฟ้านี้… หรือว่าเข็ม
เหล็กนี้อาจจะเป็นประกาศิตแห่งสายฟ้า เกิดจากสายฟ้าที่บริสุทธิ์ใน
ระดับสูง!?!?
ฉีซงเทียนได้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง แต่ในเวลานี้ หลินหมิงสะบัดนิ้ว
ของเขาและเข็มเหล็กมังกรม้วนพุ่งออกไปอีกครั้ง!
ในสถานการณ์วิกฤตมู่กู๋ปู่ยี่สั่นกระตุกเหมือนเป็นลางสังหรณ์ว่าเข็ม
เหล็กเล่มนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน อาวุธทั้งสี่ชิ้นในมือของเขาเป็นสมบัติ
ระดับมนุษย์ขั้นสูง ไม่เพียงแค่นั้น แต่พวกเขายังจารึกสัญลักษณ์พิเศษบน
หุ่นเชิดเพื่อให้ใช้ปราณแท้ในร่างกายของเขาสั่งการมันได้อย่างง่ายดาย
มู่กู๋ปู่ยี่ได้จ่ายไปจำนวนมากเพื่อสมบัติพิเศษ เขาไม่เชื่อว่าด้วยสมบัติ
เหล่านี้ เขาจะไม่สามารถป้องกันเข็มเหล็กได้ หลินหมิงเป็นอัจฉริยะที่หา
ได้ยาก แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังเป็นนักสู้ธรรมดาจาก 36 อาณาจักร เขาจะ
มีสิ่งใดที่มีระดับเหนือกว่าสมบัติในมือเขา?
“กำจัดมันให้ข้า” มู่กู๋ปู่ยี่ร้องออกมาและแกว่งอาวุธสมบัติทั้งสี่ตัดลง
ไปที่เข็มเหล็กมังกรม้วนนี้
เคียว, กระบี่ยาว, กรงเล็บเหล็กและค้อน อาวุธทั้งสี่นั้นมีขนาดเป็น
พันเท่าของเข็มเหล็กมังกรม้วน การปะทะกันนี้ราวกับช้างและมด แม้ทุก
คนจะตระหนักได้ว่าความแข็งแกร่งของหลินหมิงนั้นยากแท้หยั้งถึง ไม่มี
ใครคาดคิดว่าเข็มเหล็กเล่มนี้จะสามารถสร้างการระเบิดที่มีพลังทำลาย
ล้างมหาศาลขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตาม ขณะที่อาวุธทั้งสี่ของมู่กู๋ปู่ยี่ปะทะเข้ากับเข็มเหล็ก
มังกรม้วนพร้อมกัน เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นมาอีกครั้ง!
บรึมมมม!
เสียงสายฟ้าปรากฎบนพื้นดิน และลำแสงสีม่วงที่น่าสะพรึงกลัวถูก
ยิงขึ้นไปบนท้องฟ้า! งูสายฟ้านับร้อยตัวม้วนตัวไปมาบนท้องฟ้าอย่าง
ซุกซน หมุนตัวอย่างบ้าคลั่งอยู่รอบๆ มู่กู๋ปู่ยี่ที่อยู่ในเกาะด้วงสีโลหิตถูก
กระแทกกระเด็นออกไป ราวกับลูกบอลที่โดนเตะอย่างรุนแรงโดยนักก้าว
บอล!
ผู้ชมทั้งหมดต่างตกตะลึง มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ก่อนที่เหล่าผู้ชมจะทันตอบสนอง จู่ๆก็มีเสียงร้องออกมาอย่างเร่งรีบ
ว่า “ระวังคลื่นช็อคที่เกิดจากการระเบิด!”
ค่ายกลที่ปกป้องเหล่าผู้ชมจากสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นบนเวทีการต่อสู้
มันได้พังทลายลงในการโจมตีครั้งล่าสุดไปแล้ว โดยไร้ซึ่งค่ายกลป้องกัน
คลื่นช็อคระเบิดสีม่วงพุ่งเข้าใส่เหล่าผู้ชม!
เหล่าศิษย์ที่อยู่ใกล้เวทีประลองที่สุดร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก
และรีบโคจรปราณแท้ทั้งหมดมาป้องกันร่างกายของตน เผชิญหน้ากับ
พลังของคลื่นช็อคที่เกิดจากการระเบิดที่น่าสะพรึงกลัวและสายฟ้า พวก
เขาไม่ได้อ่อนแอ แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากที่ปะทะโดยคลื่นพลังงานสีม่วง
พวกเขารู้สึกว่าโลหิตปั่นป่วนภายในร่างกายและทั่วทั้งร่างเกิดอาการชา
นักสู้หลายคนที่มีระดับการบ่มเพาะอยู่แค่ในขั้นดัดกระดูก ถูก
กระแทกกระเด็นออกไป ได้รับบาดเจ็บและสำลักโลหิต
“สวรรค์ นี่มันช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว เพียงแค่พลังที่หลงเหลือ
ของปราณแท้ยังมีพลังถึงเพียงนี้ มันจะน่าหวาดกลัวเพียงที่จะต้อง
เผชิญหน้ากับมันโดยตรง?”
ในพื้นที่ของผู้เข้าแข็งขัน ฉางเอี่ยนจ้าวได้นำกระบี่ของเขาขึ้นมาต้าน
คลื่นช็อคนี้ ช่วยไม่ได้ที่เขาจะยิ้มอย่างเศร้าสร้อยออกมาแล้วพึมพำกับ
ตนเองว่า “ข้านั้นน่าขันยิ่งนัก แม้ความแข็งแกร่งของข้าจะไม่เข้าสู่ห้า
อันดับแรก ในแง่ของพลังโจมตี ข้าเชื่ออย่างโง่เขลาว่าข้าเหนือกว่าผู้อื่น
แต่กลับไม่สามารถเปรียบเทียบกับหลินหมิงได้เลย แม้กระทั่งหากข้าใช้
กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของเคล็ดวิชาราชันย์โลหิตสังหาร 3 กระบวน
ท่า ก็ยังไม่สามารถเทียบกับการโจมตีที่ทรงพลังของเขาได้”
หลังจากคลื่นช็อคสลายไป เหล่าผู้ชมต่างอยู่ในสภาพสับสนวุ่นวาย
ในช่วงเวลานี้ ช่วยไม่ได้ที่พวกเขาจะสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมู่กู๋ปู่ยี่ที่ได้
ปะทะกับมันโดยตรง?
พวกเขาจึงรีบหันไปมองและเห็นเกาะด้วงสีโลหิตของมู่กู๋ปู่ยี่ถูก
กระแทกอัดกระเด็นฝังอยู่ในเสาหิน ร่างหุ่นเชิดอยู่ในซากปรักหักพัง ไร้ซึ่ง
การเคลื่อนไหวใดๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลายคนต่างกลืนน้ำลาย การโจมตีนี้น่าหวาดกลัว
อย่างแท้จริง แม้ว่ามู่กู๋ปู่ยี่มีพลังป้องกันของเกาะด้วงสีโลหิต การปะทะ
เพียงครั้งเดียวก็มากพอที่จะสร้างบาดแผลให้กับเขาแล้ว
นี้มันน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว
มีเสียงหินกลิ้งดังขึ้น ในที่สุดมู่กู๋ปู่ยี่ก็คลานออกมาจากซากปรักหักพัง
ได้ มันอาจกล่าวได้ว่าพลังป้องกันของเกาะด้วงสีโลหิตนั้นยืดหยุ่นอย่าง
แท้จริง ภายใต้การโจมตีครั้งที่สองของเข็มเหล็กมังกรม้วน มันไม่ได้แตก
ออกเป็นชิ้นๆ มีเพียงรอยแตกจำนวนมากบนเกราะ
แต่ถึงแม้ว่าเกาะด้วงสีโลหิตจะมีพลังป้องกันที่น่าประหลาดใจ มัน
ยังคงไม่สามารถป้องกันคลื่นช็อคหรือพลังกระแทกจากการปะทะได้ มู่กู๋ปู่
ยี่ไหม้เกรียมไปทั่วร่าง และอวัยวะของเขารู้สึกราวกับมันจะแยกออกจาก
กัน
แครก แครก แครกก
ขณะที่ชิ้นส่วนเกาะด้วงสีโลหิตนั้นส่วนใหญ่พังทลาย ปราณแท้สนาม
พลังก็อยู่สภาพไม่มั่นคงเป็นอย่างมาก
มู่กู๋ปู่ยี่ตื่นกลัวออกจากความคิดของเขา หลินหมิงเป็นสัตว์ประหลาด
อย่างแท้จริง การโจมตีที่ราวกับไม่ใช่มนุษย์นี้มีพลังการระเบิดที่รุนแรง
มหาศาล!
แม้การโจมตีครั้งที่สองจะอ่อนแอลง มันก็ยังรุนแรงเท่ากับผู้ที่มีพลัง
ในจุดสูงสุดของปราณต้นฟ้าทุ่มพลังทั้งหมดโจมตี
ถ้าเขาถูกโจมตีอีกครั้ง เขาเกรงว่าจะสูญเสียเกาะด้วงสีโลหิตไปใน
ที่สุด หากเป็นเช่นนั้น ความสามารถในการต่อสู้ของมู่กู๋ปู่ยี่จะลดลงเป็น
อย่างมาก เขาสูญเสียอย่างมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ดวงตาของมู่กู๋ปู่ยี่มีแดงก่ำจ้องมองไปยังหลินหมิงราวกับจะกลืนเขา
เข้าไปทั้งตัว เขาขบฟันแน่นและในที่สุดก็กล่าวออกมา
“ข้ายอมรับความพ่ายแพ่”
ผู้ใช้หุ่นเชิดนั้นมีการโจมตีหลากหลายรูปแบบ และอาจโจมตีใน
รูปแบบสามมิติได้จากทุกด้าน เมื่อเทียบกับนักสู้ปกติ พวกเขามีข้อดี
มากมาย แต่ข้อเสียก็เห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อหุ่นเชิดได้รับความเสียหาย
มันจะลำบากในการซ้อมแซมเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่เหมือนนักสู้ปกติที่
กินยารักษาบางอย่าง ไม่กี่วันก็หายเป็นปกติอย่างสมบูรณ์
“มู่กู็ปู่ยี่ ได้ขอยอมแพ้จริงๆ….”
“น่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว หลินหมิงสามารถบังคับให้มู่กู๋ปู่ยี่ตกอยู่ใน
สถานการณ์เช่นนี้ได้ ข้าคิดว่าแม้แต่เจียงเป่าอวิ้นก็พ่ายแพ้เมื่อเผชิญหน้า
กับหลินหมิง!”
“ข้าไม่คิดว่าเจียงเป่าอวิ้นจะมีความหวังใดเหลืออยู่อีกแล้ว เพราะ
เขาดูเหมือนจะอยู่ในระดับเดียวกันกับมู่กู๋ปู่ยี่…”
ศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คนหนึ่งตบต้นขาของเขาเสียงดังและ
กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดว่า “ถ้าข้ารู้ว่าผลมันจะเป็นเช่นนี้ ข้าจะวาง
เดิมพันข้างหลินหมิงซะ! แม้ข้าจะวางเดิมพันหินลมปราณแก่นแท้เพียง
10 ก้อน ข้าก็สามารถรวยได้!”
ตอนที 286 ปิดม่านการเเข่งขันรอบสุดท้าย
หลายคนเสียใจที่พวกเขาไม่ได้วางเดิมพันข้างหลินหมิง พวกเขา
ทั้งหมดล้วนไม่มองการณ์ไกลแม้แต่น้อย เมื่อเจียงเป่าอวิ้นได้แสดงพลังที่
แข็งแกร่งออกมาให้เห็น พวกเขาล้วนคิดว่าเจียงเป่าอวิ้นมีโอกาสสูงที่จะ
ชนะหลินหมิงได้ จากนั้นเมื่อมู่กู๋ปู่ยี่ได้เปิดเผยพลังปราณบูรณะและปราณ
แท้สนามพลัง พวกเขาก็คิดว่ามู่กู๋ปู่ยี่จะเป็นฝ่ายชนะ
ในตอนนี้ มู่กู๋ปู่ยี่ได้ถูกกำจัดโดยหลินหมิงอย่างสิ้นเชิง พวกเขาจึงได้
เปลี่ยนฝ่ายมาทางหลินหมิงแทน
มีเสียงเย็นชากล่าวขึ้นมาว่า “สงครามยังไม่เริ่ม ไม่มีผู้ใครรู้ผลที่จะ
เกิดขึ้น!!” บางทีหลินหมิงอาจจะไม่สามารถเอาชนะเจียงเป่าอวิ้นก็
เป็นได้!”
“หืม?”
“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของมู่กู๋ปู่ยี่คือพลังป้องกันของเขา พลังโจมตีของ
หลินหมิงนั้นยิ่งกว่าขั้นจุดสูงสุดของปราณต้นฟ้า นั่นคือจุดสำคัญที่ทำให้
สามารถจัดการกับมู่กู๋ปู่ยี่ได้ แต่เจียงเป่าอวิ้นนั้นต่างกัน สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ของเจียงเป่าอวิ้นคือพลังโจมตีและความเร็วของเขา ถ้าการโจมตีของ
หลินหมิงไม่สามารถเข้าถึงเจียงเป่าอวิ้นได้ ผู้ที่จะพ่ายแพ้ย่อมเป็นหลินหมิ
งอย่างแน่นอน! ”
ในฐานะผู้ที่กล่าวออกมาเป็นศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ทุกคนจึง
เริ่มรู้สึกว่ามันมีเหตุผลอย่างมาก
ในบรรดาเหล่านักสู้ พวกเขามักมีฝีมือที่สะกดข่มกันในด้านต่างๆ มู่กู๋
ปู่ยี่และคนของแผนกหุ่นเชิดของเขานั้นเชื่องช้า สำหรับหลินหมิงแล้ว
พวกเขาเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบ
เเต่เจียงเป่าอวิ้นนั้นต่างกัน!
กระบี่ของเขานั้นรวดเร็วจนถึงที่สุด!
การเคลื่อนไหวของเขาเองก็รวดเร็วจนถึงที่สุดเช่นกัน!
พลังโจมตีของเขาก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก!
เขาเป็นนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายมากกว่ามู่กู๋ปู่ยี่
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้พวกเขาเกิดความลังเลขึ้นอีกครั้ง …
ในขณะที่เหล่าฝูงชนได้สนทนากันอยู่ หลินหมิงก็ได้จำลองการต่อสู้
ระหว่างเขาและเจียงเป่าอวิ้นในจินตนาการ เขามีความมั่นใจในพลังของ
ตัวเอง แต่จนถึงตอนนี้ เขายังไม่เคยเห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจียง
เป่าอวิ้นเลย และเขาก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เจียงเป่าอวิ้นถึงได้มั่นใจมาก
เช่นนี้
“มันน่าเสียดายที่ปราณอัคคีของข้ายังมีขนาดเล็กและอ่อนแอ
ไม่เช่นนั้นข้าคงสามารถหลอมรวมเพลิงและสายฟ้าได้ – และมันจะง่าย
กว่านี้มากในการรับมือกับเจียงเป่าอวิ้น…”
ปราณอัคคีภายในเมล็ดพันธุ์แห่งเทพทรราชของหลินหมิงนั้นน่ากลัว
ขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนนัก อย่างไรก็ตาม มันยังไม่ได้ดูดซับเพลิงอมตะเข้าไป
จึงยังคงเป็นปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นต่ำเช่นเดิม
หลังจากที่ได้ใช้เพลิงจากปราณอัคคีอื่นเพื่อเสริมปราณอัคคีของตน
พร้อมกับได้ข้อมูลบางอย่างมาด้วย หลินหมิงจึงสามารถแยกย่อยความรู้
เหล่านั้นและสรุปมันออกมาได้
โดยปกติแล้วปราณอัคคีของนักสู้ (เช่นปราณอัคคีของหมอผีเผ่า
หนอนไฟจากป่าไพศาลทางใต้ หรือปราณอัคคีของฮั่วเยี่ยนหลัว) ถึงจะได้
ดูดกลืนปราณอัคคีผู้อื่นก็ไม่สามารถเลื่อนระดับขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อ
เกิดมาเป็นปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นกลาง ก็ยังคงเป็นปราณอัคคีระดับ
มนุษย์ขั้นกลางอยู่ดี ไม่สามารถเลื่อนระดับได้
แม้ว่าจะมีวัสดุที่หายากและมีค่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ปราณอัคคีก็
จะแข็งแกร่งขึ้นแต่จะอยู่ในระดับเดิม มันจะไม่วิวัฒนาการและไม่เพิ่ม
ระดับ
มันก็เหมือนกับการเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่ง เมื่อให้อาหารที่ดีก็จะทำให้มัน
เติบโตขึ้น แต่ไม่ว่าสุนัขตัวนี้จะแข็งแกร่งขนาดไหน มันก็จะแข็งแกร่ง
เท่าที่สุนัขจะสามารถเป็นได้ มันไม่มีวันที่จะกลายเป็นเสือ
ปราณอัคคีระดับสูงนั้นจะต่างไปเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น ปราณอัคคี
ระดับปฐพีนั้น ราวกับเป็นลูกเสือมาตั้งแต่เกิด หลังจากที่ได้มันมาไม่
จำเป็นต้องตั้งความหวังอะไรมาก เพราะไม่ว่าอย่างไรมันก็แข็งแกร่งยิ่ง
กว่าสุนัขอย่างแน่นอน แม้จะไม่ให้อาหารดีๆกับมันทุกวัน มันก็ย่อมเป็น
สัตว์ร้ายที่สุนัขไม่อาจเทียบได้
สำหรับปราณอัคคีของหลินหมิงในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบมันใน
หมู่สุนัขด้วยกันเอง มันก็คงจะอ่อนแอที่สุดในบรรดาสุนัขทั้งหมด แต่
ความแตกต่างก็คือ มันสามารถเติบโตขึ้นได้และแม้กระทั่งสามารถ
ยกระดับของตัวเองได้ ในอนาคตมันอาจกลายเป็นเสือหรือเป็นมังกร เมื่อ
เป็นเช่นนั้น ความแข็งที่น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริงของมันก็จะเป็นที่
ประจักษ์
ถ้าเขาต้องการให้ปราณอัคคียกระดับขึ้นไปอีก เขาจะต้องดูดกลืน
ปราณอัคคีอื่นๆเท่านั้น
ถึงจะกล่าวเช่นนั้นก็ตาม แม้กระทั่งวัสดุที่มีคุณสมบัติธาตุไฟระดับสูง
นกอย่างขนของวิหคเพลิง ก็ยังสามารถเพิ่มความแข็งแรงของปราณอัคคี
ภายในระดับของมันได้เท่านั้น มันไม่สามารถทำให้ปราณอัคคีเลื่อนไปยัง
อีกระดับได้
ด้วยเหตุนี้หลินหมิงจึงเก็บมันไว้ และไม่ใช้ขนวิหคเพลิง ซึ่งเขาได้มา
จากการหลอกล่อสัตว์อสูรของธิดาศักดิ์สิทธิ์ มู่เชี่ยนหยี่
ในขณะที่หลินหมิงกำลังคิดถึงความสามารถในการต่อสู้ของเจียง
เป่าอวิ้นและหาจุดอ่อนของเขา ภายในห้องโถงหลักผู้อาวุโสหลายคนของ
หุบเขาเจ็ดเเก่นเเท้ก็กำลังเฝ้าดูหลินหมิง และสนทนาเกี่ยวกับเขาอยู่
การต่อสู้ครั้งก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ไม่ใช่แค่ฉีซงเทียนเท่านั้น แต่ผู้อาวุโสคนอื่นๆที่ได้สังเกตเข็มเหล็ก
มังกรขนด พวกเขาตระหนักว่ามันไม่ใช่วัตถุจริง แต่เป็นบางสิ่งที่ถูกบีบอัด
ในระดับสูงและเกิดขึ้นจากพลังงานบริสุทธิ์
แววตาของผู้อาวุโสแผนกกระบี่สายประกาย เขาก้มศีรษะราวกับ
ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆกล่าวออกมาว่า “หากชายแก่ผู้นี้ไม่ได้สายตา
พล่าเลือนไป สิ่งนั้นย่อมเป็นวัตถุที่เกิดจากพลังต้นกำเนิดของสายฟ้า
บริสุทธิ์… นี่ไม่ใช่สิ่งที่แม้แต่นักสู้ธาตุจำเพาะสายฟ้าที่มีระดับปราณปลาย
ฟ้าจะมีได้ มันน่าเหลือเชื่อยิ่งนักที่เด็กที่มีพลังเพียงขั้นผสานชีพจรจะมีสิ่ง
นี้ได้… ”
“ผู้อาวุโสเจียง อย่าบอกข้านะว่าท่านจะเชื่อว่าเจ้าเด็กหมินหมิงนี่จะ
สามารถบีบอัดเข็มสายฟ้านี้ขึ้นมาได้? นี่มันน่าขันสิ้นดี! ” ผู้นำแผนกพิณ
ทำเสียงไม่พอใจ เห็นได้ชัดเจนว่านางไม่พอใจกับความคิดเห็นของผู้อาวุโส
เจียง “เป็นไปไม่ได้ที่เด็กหนุ่มขั้นผสานชีพจรจะสามรถบีบอัดพลังบริสุทธิ์
เพื่อสร้างอาวุธเช่นนี้ขึ้นมาได้ ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่มาจากไหนก็ตามที!
การจะสร้างสิ่งนี้จำเป็นที่จะต้องบีบอัดปราณแท้ที่หนาแน่นเป็นอย่างมาก
และต้องมีความสามารถในการผสานกับธาตุจำเพาะสายฟ้าและบีบอัดให้
พลังต้นกำเนิดกลายเป็นอาวุธ พรสวรรค์ของหลินหมิงไม่น่าจะเพียง
พอที่จะทำได้ หากเขาทำได้ เช่นนั้นก็ลืมเรื่องการประลองไปได้เลย ข้าจะ
ยกตำแหน่งของตัวเองให้กับเขา!”
หญิงชราแห่งแผนกพิณผู้นี้กล่าวออกมาด้วยความโกรธเคือง นาง
ต้องการที่จะหักหน้าหลินหมิงมากเท่าที่จะทำได้ นางไม่มีแม้กระทั่ง
ความรู้สึกประทับใจต่อหลินหมิงเลยแม้แต่น้อย
เพราะไม่ว่าหลินหมิงจะเข้าร่วมกับแผนกไหน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เขา
จะเข้าร่วมกับแผนกพิณของนาง ถ้าเขาเข้าร่วมแผนกอื่นมันก็เท่ากับว่า
คู่แข่งของนางจะมีอำนาจขึ้นไปอีก นี่เป็นสิ่งที่นางเข้าใจดีและความ
ประทับใจต่อหลินหมิงก็ยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ
ผู้อาวุโสเจียงยิ้มบางๆออกมา หลินหมิงจะไม่เข้าร่วมกับแผนกพิณ
อย่างแน่นอน แต่มีโอกาสสูงที่เขาจะเข้าร่วมกับแผนกกระบี่ เพราะว่า
กระบี่และหอกและมีความคล้ายคลึงกัน มันสามารถเกื้อหนุนกันได้ หาก
แม้หลินหมิงไม่สามารถฝึกทักษะกระบี่ ก็ยังมีเคล็ดวิชามากมายที่ช่วยใน
การบ่มเพาะปราณแท้ที่เขาสามารถใช้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น แผนกกระบี่ก็ยังมี
ทรัพยากรมากที่สุดอีกด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้แผนกกระบี่ก็จะมี 3 ยอดอัจฉริยะคือ เจียงเป่าอวิ้น
เจียงหลานเจี้ยน และหลินหมิง เมื่อคิดได้เช่นนี้ รอยยิ้มของผู้อาวุโสเจียงก็
กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เขาลูบเคราของตนเองและกล่าวออกมาว่า “ถึงแม้ว่า
มันจะไม่ได้ถูกบีบอัดโดยหลินหมิง แต่ก็เป็นเรื่องวิเศษที่เขาสามารถ
ควบคุมอาวุธพลังงานต้นกำเนิดของผู้ที่อยู่ในขั้นปราณปลายฟ้าได้”
“แค่โชคดีเท่านั้น ไม่มีอะไรมากมากนั้น! เขาเพียงแค่โชคดีและได้ไป
เจอกับมรดกตกทอดของปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้าบางคนเท่านั้นเอง!
ด้วยความโชคดีนี้ความสามารถของเขาจึงก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียง
สั้นๆ แต่เมื่อมันหมดไป เขาก็ย่อมไม่มีอันใด!”
เมื่อได้ยินคำเยาะเย้ยถากถางของผู้นำแผนกพิณ มู่ฉิงหงก็อดไม่ได้ที่
จะกล่าวอย่างเย็นชาออกมา “มีโอกาสและความโชคดีนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้น
ในทวีปนภารินไหลแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้
ครอบครองมัน แม้จะมีหลายคนที่โชคดี แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือศักยภาพ
ความกล้าหาญ และสติปัญญา!”
มู่ฉิงหงตระหนักดีว่าหลินหมิงได้รับพลังของมังกรวารีสีม่วงสายฟ้า
ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร เขาขึ้นไปบนยอดเขาสายฟ้าคลั่ง ทั้งที่มีเพียงระดับ
พลังขั้นดัดกระดูก เขาแม้กระทั่งแอบเข้าไปในถ้ำของมังกรวารีและ
สามารถขโมยหินต้นกำเนิดสายฟ้าออกมาได้ ความกล้าหาญเช่นนี้ไม่ใช่สิ่ง
ที่จะหาได้จากคนทั่วไป
นี่คือสิ่งที่ทำให้มู่ฉิงหงชื่นชมในตัวหลินหมิงอย่างมาก ผู้มีพรสวรรค์
และอัจฉริยะจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในทวีปที่รินไหลนี้ อย่างไรก็ตามจำนวน
ผู้ที่เป็นอัจฉริยะท่ามกลางอัจฉริยะด้วยกันเองนั้นมีจำนวนน้อยมาก ไม่ใช่
เพราะคนอื่นมีพรสวรรค์ไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะพวกเขาขาดศักยภาพ
และหัวใจที่มุ่งมั่นในจิตวิญญาณแห่งนักสู้
มู่ฉิงหงมีสถานะที่สูงส่ง แต่เมื่อได้ยินคำสรรเสริญของนาง หญิงชรา
แผนกพิณก็ไม่ได้ตอบสนองทันที ฉีซงเทียนยิ้มออกมา และกล่าวแทรกขึ้น
ว่า “สิ่งที่เทพธิดาฉิงหงหมายถึงก็คือ ความโชคดีนั้นมีมาเสมอ ทุกความ
โชคดีนั้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง! มันมีเพียงเส้นแบ่งบางๆที่กั้น
ระหว่างความโชคดีและความตาย น้อยคนที่จะกล้าเสี่ยงตายก็เท่า
นั้นเอง”
ในขณะที่เหล่าผู้อาวุโสกำลังสนทนากันอยู่นี้ การประลองหลายคู่ก็ได้
ผ่านไป
สองผู้แข็งแกร่งที่มีการโจมตีที่รุนแรงได้มาเผชิญหน้ากัน ฮั่ว
เยี่ยนหลัวและฉางเอี่ยนเจ้า ปราณอัคคีของฮั่วเยี่ยนหลัวนั้นกลับกลายว่า
มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเคล็ดวิชาราชันโลหิตสังหาร 3 กระบวนท่าของฉาง
เอี่ยนจ้าว นี่ทำให้เหล่าผู้ชมประหลาดใจ เพลิงโลกันต์นั้นน่าหวาดกลัว
อย่างแท้จริง ถ้าไม่ใช่เพราะการโจมตีด้วยสายฟ้าของหลินหมิงที่
ปลดปล่อยออกมา มันก็คงจะกลายเป็นการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดในงาน
ประชุมนุมร่วมสำนักในครั้งนี้
หลังจากนั้นคือการประลองของเฟิงฉี่ ปะทะ มู่กู่เจี้ยหลง
หลังจากที่เฟิงฉี่ได้สูญเสียธวัชชัยค่ายกล เขาก็ถูกพิจารณาว่าอ่อนแอ
ที่สุดในบรรดาทั้ง 11 คน อย่างไรก็ตามมู่กู่เจี้ยหลงก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
เมื่อเขาต่อสู้กับฮั่วเยี่ยนหลัว หุ่นเชิดของเขาสามตัวถูกเผาไป และส่งผลให้
ความแข็งแกร่งของเขาลดลงอย่างมาก
ทั้งสองคนนี้อาจพูดได้ว่าเป็นคนที่เจ็บปวดใจที่สุด พวกเขาทั้งสองคือ
ผู้ที่สูญเสียความแข็งแกร่งไปมากที่สุด หลังจากต่อสู้กันอย่างยากลำบาก
มู่กู่เจี้ยนหลงก็สามารถเอาชนะเฟิงฉี่ได้ ชัยชนะครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่ามู่กู่
เจี้ยนหลงเป็นอันดับที่ 10 และเฟิงฉี่เป็นอันดับที่ 11 นั้นเอง
ในการประลองรอบที่ 23 คือฉางเอี่ยนจ้าว ปะทะ หวนเสี่ยวตี๋
เหล่าผู้ชมส่วนใหญ่ส่วนใหญ่ชื่นชอบฉางเอี่ยนจ้าวมากกว่า และคิดว่า
เขามีโอกาสชนะมากกว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในการประลองกลับทำ
ให้ทุกคนต้องประหลาดใจ หวนเสี่ยวตี๋สร้างภาพลวงตาอันแล้วอันเล่าและ
สามารถทำให้ฉางเอี่ยนจ้าวโจมตีอากาศที่ว่างเปล่าไปเรื่อยๆจนอ่อนพลัง
ลง และถูกหวนเสี่ยวตี่จัดการลงในที่สุด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ลำดับที่ 8 และ 9 จึงได้ปรากฏอย่างชัดเจน ฉางเอี่ยน
เจ้าที่ได้นำกระบี่คลื่นโลหิตมาร่วมประลองในครั้งนี้กลับได้เพียงอันดับที่ 9
เท่านั้น ผลลัพธ์นั้นเลวร้ายกว่าที่ผู้อาวุโสตระกูลฉางคิดเอาไว้มาก อาจ
กล่าวได้เพียงแค่ว่า ในการประลองปีนี้นั้นมีอัจฉริยะที่มากพรสวรรค์มาก
เกินไป
หลังจากรอบที่ 24 จบลง ผู้อาวุโสตัดสินเลือกที่จะเลื่อนเวลาการ
ประลองของพวกหลินหมิง ฉินหวู่ซิน เจียงหลานเจี้ยน เจียงเป่าอวิ้น มู่กู๋ปู่
ยี่ และโอวหยางหมิงออกไปอีก 3 วัน ส่วนการประลองของคนอื่นเป็นไป
ตามปกติ
เนื่องจากทั้ง 6 คนนี้มีศักยภาพในการต่อสู้ที่รุนแรงจึงต้องมีการ
ซ่อมแซมเวทีประลอง และเพิ่มพลังป้องกันของม่านพลังค่ายกล
นอกจากนี้เจียงหลานเจี้ยนก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส และหุ่นเชิดของมู่กู๋ปู่
ยี่ก็ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงยากที่พวกเขาจะแสดงศักยภาพที่
แท้จริงออกมาได้ เหล่าผู้อาวุโสตัดสินจึงได้ตัดสินให้เลือนเวลาการ
ประลองของพวกเขาออกไป
หลินหมิงไม่สนใจการตัดสินใจนี้ ใน 11 อันดับแรกมีเพียงคนเดียวที่
เขายังไม่ได้ประมือด้วย นั่นก็คือเจียงเป่าอวิ้น
นี่จะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขา
เป็นเวลาสามวันแล้ว ที่หลินหมิงได้เป็นแขกพิเศษและพักอาศัยในที่
พักอย่างดีในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และได้สิทธิ์เข้าไปบ่มเพาะพลังในอาณา
เขตดินแดนพิเศษ
ในอาณาเขตดินแดนพิเศษนี้จะมีพลังต้นกำเนิดพุ่งขึ้นมายังพื้นดิน
พลังสวรรค์และปฐพีในที่แห่งนี้มีมากเป็นสองเท่ากว่าที่อื่นๆในหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ หากเทียบกับอาณาจักรลิขิตฟ้าแล้วมันต่างกันราวกับสวรรค์กับ
ปฐพี
ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่หลินหมิงรับประทานคือผลไม้และผักจิต
วิญญาณ อาหารเหล่านี้เต็มไปด้วยพลังงานต้นกำเนิดของสวรรค์และปฐพี
มันมีความสดใหม่ยิ่งกว่าที่เคยได้รับประทานในห้องโถงดอกไม้ทะเลทราย
ซะอีก หลินหมิงสงสัยว่าอาหารที่เขารับประทานนี้มีมูลค่ากว่า 100 หิน
ลมปราณแท้เสียอีก หากตีค่าเป็นทอง มันจะเป็นจำนวนถึง 100,000
เหรียญทองเลยทีเดียว! การได้รับประทานสิ่งที่มีค่า 100,000 เหรียญทอง
มันจึงน่าตกใจมาก ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของรัชทายาทตลอดทั้งปีสามารถรับ
อาหารได้เพียงไม่กี่มื้อเท่านั้น หลินหมิงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าจะต้อง
ใช้เงินมากแค่ไหนในการกินอาหารเหล่านี้
แต่เนื่องจากอาหารถูกจัดให้ฟรีแล้ว หลินหมิงถึงรับประทานมันเท่าที่
เขาต้องการ ในเมื่อหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่มีทรัพยากรจำนวนมากเช่นนี้
หลินหมิงจึงไม่เกรงใจและรับประทานจนพอใจ
ในช่วงสามวันนี้ หลินหมิงไม่ได้ออกไปไหน เขาพักอยู่ในห้องของเขา
และเข้าญาณเพื่อบ่มเพาะพลัง ภายใต้การสนับสนุนของเจตจำนงแห่งนัก
สู้จิตบริสุทธิ์ โอสถปาฏิหาริย์สีฟ้า และพลังงานต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพี
ที่เขาได้รับจากการรับประทานอาหารจิตวิญญาณจึงถูกดูดซึมได้อย่าง
สมบูรณ์ ระดับพลังขั้นผสานชีพจรของเขาจึงค่อยๆเสถียรและแข็งแกร่ง
ขึ้น
สามวันได้ผ่านไปอย่างเงียบๆ
ขณะที่หลินหมินนั่งอยู่ในห้องของเขาหลังที่เข้าญาณทั้งคืน ดวงตา
ของเขาก็ค่อยๆเปิดออกและเต็มไปด้วยประกายสายฟ้า
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการต่อสู้อย่างแท้จริง สำหรับหลินหมิงแล้ว
เขาเหลือเพียงการประลองเดียวเท่านั้น นั้นคือการประลองกับเจียงเป่าอ
วิ้น