Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 287 กระบี่คู่ฟ้าและดำ
มันยังเป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ ตะวันโผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันออก สาด
ส่องผ่านมวลหมู่เมฆลงมา ผู้คนทั่วทั้งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ในวันนี้ต่างดู
ตื่นเต้นกันมากกว่าปกติ
นั่นเป็นเพราะว่าทุกการประลองในวันนี้ล้วนน่าดูเป็นอย่างยิ่ง ยัง
เหลือเวลาอีกมาก กว่าการประลองคู่แรกจะเริ่มต้นขึ้นในเช้านี้
ถึงแม้จะเหลือเวลามาก แต่ในจัตุรัสกลับคลาคลั่งไปด้วยเหล่าผู้ชม
เรียบร้อยแล้ว
ในช่วงสามวันมานี้ การประลองอื่นๆได้สิ้นสุดลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และผลลัพธ์ของผู้ที่ติดอันดับ 100-200 ก็ได้ออกมาโดยการใช้คะแนน
จากค่ายกลหมื่นสังหาร
ฉินซิงเซวียนนางได้อันดับที่ 169 และหลิงเซ็นได้อันดับที่ 72 ผลลัพธ์
ที่ออกมานี้ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมากสำหรับนักสู้ที่มาจาก 36 อาณาจักร
อาณาจักรลิขิตฟ้าที่เข้าร่วม 3 คนต่างก็ติด 200 อันดับแรกกันหมด
ฉินจื่อหยานั้นยิ่งกว่าพอใจเสียอีก
โดยเฉพาะหลินหมิงที่ทำให้เขาประทับใจอย่างมากที่สามารถ
เอาชนะมู่กู๋ปู่ยี่ได้ หลังจากที่เอาชนะมู่กู๋ปู่ยี่ หลินหมิงก็ยิ่งมีหวังมากขึ้นว่า
จะสามารถเป็นผู้ชนะเลิศได้! หากเป็นเช่นนั้นจริง ฉินจื่อหยาก็จะได้รับ
โอสถเปิดทางสวรรค์ที่เขาเฝ้าใฝ่ฝันมานาน!
มีนักสู้หลายคนที่ไม่สามารถเข้าสู่ระดับปราณปลายฟ้าได้ แม้แต่ฉินจื่
อหยาที่มากด้วยพรสวรรค์ก็ยังยากที่จะก้าวขึ้นไปสู่ระดับปราณปลายฟ้า!
อย่างไรก็ตาม ฉินจื่อหยารู้ว่าระดับพลังขั้นปราณปลายฟ้าคงเป็น
จุดสิ้นสุดของเส้นทางแห่งนักสู้ของเขา ท่ามกลางผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของ
ขั้นปราณต้นฟ้า เขาเป็นหนึ่งในผู้มีฝีมือระดับต้นๆ แต่หากเขาได้ก้าวเข้าสู้
ขั้นปราณปลายฟ้า เขาก็จะกลายเป็นนักสู้ระดับปราณปลายฟ้าธรรมดา
ไปโดยทันที แต่นั่นก็มีเพียงแค่ผู้ที่เป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริงเท่านั้นที่ไปถึง
ขั้นนั้นได้
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็พอใจแล้ว มีนักสู้ในทวีปนภารินไหล
มากมายที่ติดคอขวดจึงไม่สามารถเข้าสู่ระดับปราณปลายฟ้าได้? พวกเขา
บางคนไม่สามารถที่จะทะลวงคอขวดได้ทั้งชีวิต จนกระทั่งตายไปพร้อม
กับความฝันที่ไม่เป็นจริง
เมื่อหลินหมิงเดินทางมาถึงจตุรัส เขาก็เห็นผู้อาวุโสที่สวมชุดสีฟ้า
กำลังยิ้มให้เขา หลินหมิงมองเห็นกระบี่ยาวที่ด้านหลังของผู้อาวุโสคนนี้
เพียงแค่ชายชราผู้นี้ยืนอยู่ตรงนั้น แต่มันราวกับว่ามีออร่ากระบี่หมุนวนอยู่
รอบตัวเขา และสามารถจะตัดได้ทุกสิ่ง
ปรมาจารย์ที่อยู่ปลายขอบในจุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าเช่นนั้น
หรือ?
หลินหมิงตื่นตระหนก ปรมาจารย์ที่อยู่ปลายขอบในจุดสูงสุดของขั้น
ปราณปลายฟ้านั้นหายากเป็นอย่างยิ่ง มีหลายแผนกที่ไม่มีผู้ที่ทรงพลัง
เช่นนี้อยู่เลยด้วยซ้ำ
“หลินหมิง” ผู้อาวุโสที่สวมชุดสีฟ้ายิ้ม พวกเขาจ้องมองกันด้วย
สายตาที่เฉียบคมราวกับกระบี่ที่กำลังปะทะกัน
“ผู้อาวุโส” หลินหมิงก้มศีรษะด้วยความเคารพ
“หลังจากจบการประลอง เจ้าควรจะมาหาข้าที่แผนกกระบี่สักหน่อย
นะ ชื่อของตาแก่คนนี้คือ เจียงหวู่จี๋”
เจียงหวู่จี๋… หลินหมิงสูดหายใจเข้าลึก ชายชราผู้นี้คือผู้อาวุโสสูงสุด
ของแผนกกระบี่!
ถึงแม้หลินหมิงจะภูมิใจในสถานะและความสามารถของเขา แต่ด้วย
ตัวตนระดับเจียงหวู่จี๋ เขาก็จำเป็นที่ต้องให้ความเครารพ
“แน่นอน” หลินหมิงตอบกลับอย่างระมัดระวัง เขาพอจะเดาได้ว่า
เจียงหวู่จี๋ต้องการอะไรจากเขา ในเมื่อเป็นการเชิญส่วนตัวจากผู้อาวุโส
สูงสุดของแผนกกระบี่ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะปฏิเสธ
ในตอนนี้เอง มีเสียงหัวเราะดังออกมา “เจียงหวู่จี๋ เจ้าค่อนข้างเจ้า
เล่ห์เลยทีเดียว”
เมื่อเสียงนี้ปรากฏออกมา ราวกับว่ามันดังมาจากที่ห่างไกล แต่
หลังจากนั้นมันก็ดังเข้ามาในหูเรียบร้อยแล้ว หลินหมิงหันไปมองต้นเสียง
และเห็นชายรูปงามไว้เคราเดินมาทางเขา เข้าอยู่ห่างไป 100 ก้าว แต่กับ
มาถึงนี่ในพริบตาเดียว
นี่คือปรมาจารย์ที่อยู่ปลายขอบในจุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าอีก
คน!
หลินหมิงดวงตาเบิกโพรงอีกครั้ง มีปรมาจารย์ที่อยู่ปลายขอบใน
จุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้ากี่คนกันในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ตัวตน
เหล่านี้ล้วนสูงส่งเป็นอย่างมาก หากนำไปเปรียบเทียบในอาณาจักรลิขิต
ฟ้า แม้แต่จักรพรรดิก็ยังต้องยำเกรง หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ไม่มี
จักรพรรดิมนุษย์ธรรมดาที่ไหนมีคุณสมบัติที่จะจ้องมองพวกเขาด้วยซ้ำ
“งานประลองยังไม่ทันจบด้วยซ้ำ แผนกกระบี่ก็คิดที่จะขโมยเด็ก
หนุ่มผู้มีพรสวรรค์ไปจากผู้อื่นแล้วหรือ? หลินหมิงนั้นเป็นผู้ใช้หอก หาก
เข้าร่วมกับแผนกกระบี่ของเจ้า ย่อมไม่มีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้ หาก
เป็นเช่นนั้น มาเข้าร่วมกับแผนกลงทัณฑ์ของข้าคงจะดีกว่า!” ชายชราชุด
ขาวยิ้มในขณะที่กล่าวออกมาและยกมือขึ้นมาแตะที่ไหล่ของหลินหมิง
เบาๆราวกับให้เขารู้สึกถึงความเป็นกันเอง
ชายชราชุดขาว ยิ้มอย่างลามกซึ่งทำลายภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของ
เขา
“ฮาๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าเจ้าเข้าร่วมกับแผนกลงทัณฑ์ของข้าแล้ว เจ้า
จะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง? มีหญิงสาวนับพันให้เจ้าเลือก หากเจ้าถูกใจ
นางใดเป็นพิเศษ เจ้าสามารถที่จะเลือกนาง แผนกลงทัณฑ์ของข้าสามารถ
ให้ทุกอย่างที่เจ้าพอใจได้”
“หญิงสาวเหล่านั้นอายุ 14 ปี บางก็ 18 ปี และมีแม้กระทั่งราวๆ 12
ปี หรือสาวใหญ่ที่มีทั้งประสบการณ์พร้อมด้วยลีลาต่างๆ ถึงจะฟังดู
เหมือนพวกนางแก่ไปบ้าง แต่พวกนางก็อายุไม่เกิน 20 ปีอย่างแน่นอน
ตราบใดที่เจ้าต้องการ ก็สามารถเลือกในแบบที่เจ้าชอบได้! อีกอย่างเรายัง
มีทั้งคู่แม่ลูก ฝาแฝด พี่สาวน้องสาว ทุกประเภทที่เจ้าใฝ่ฝัน ไม่เพียงแค่นั้น
แต่ด้วยสถานะของเจ้าแล้ว หญิงเหล่านั้นคงคลานมาหาเจ้าถึงเตียงด้วย
ตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยด้วยตัวเอง พวกนางสามารถจัดการให้เจ้าได้
นี่คือชีวิตที่ชายทุกคนต่างวาดฝันเอาไว้!”
เมื่อได้ยินเสียงผู้อาวุโสสูงสุดแผนกลงทัณฑ์หัวเราะออกมาอย่าง
ลามก หลินหมิงถึงกลับมึนงง หากไม่ใช่เพราะระดับการบ่มเพาะของชาย
ผู้นี้ เขาก็คงไม่คิดว่าชายชราคนนี้จะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดแผนกลงทัณฑ์ แต่
หลังจากที่หลินหมิงนึกขึ้นมาได้ว่าแผนกลงทัณฑ์นั้นเป็นสถานที่เช่นไร
และแผนกนี้เน้นการบ่มเพาะด้วยวิธีการใด เขาจึงคิดว่าที่กล่าวออกมา
ทั้งหมดนั้นก็สมเหตุสมผลดี
“หืม? เจ้าไม่สนใจเช่นนั้นหรือ? ” เมื่อเห็นหลินหมิงไม่แสดงอาการ
ใส่ใจ ผู้อาวุโสสูงสุดแผนกลงทัณฑ์รู้สึกประหลาดใจ เขาคิดไปว่าหลินหมิง
อาจจะมีปัญหาด้านร่างกาย หรืออาจจะชอบเพศเดียวกัน
หลินหมิงพูดอะไรไม่ออก ในที่สุดก็กล่าวออกมาได้ว่า “ขอบคุณท่าน
ผู้อาวุโสสูงสุดที่มีน้ำใจ แต่การเข้าร่วมสำนักนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากและ
ยังต้องจัดการหลายๆอย่าง กล่าวตามความจริงข้ายังไม่ได้คิดเรื่องนี้
เท่าไร”
เมื่อดูจากเกณฑ์ของอาณาจักรลิขิตฟ้า หลินหมิงก็ได้เข้าสู่วัยที่
แต่งงานได้แล้ว มันไม่ใช่ว่าเขาไม่ชื่นชอบผู้หญิง ถึงอย่างไรเขาก็เป็นชาย
หนุ่มทั่วไป แต่สำหรับเขาแล้ว เคล็ดการบ่มเพาะของแผนกลงทัณฑ์นั้น
อ่อนด้อยจนเกินไป และเขาไม่เคยคิดที่จะใช้ผู้หญิงในการเพิ่มระดับการ
บ่มเพาะของตน อย่าง ‘แผนกลงทัณฑ์’
“ฮาๆ แน่นอน เมื่อพูดเรื่องถึงใหญ่เช่นนี้ เจ้าก็จำเป็นที่จะคิดให้ถี่
ถ้วน แต่หลังจากงานประลองจบลง หวังว่าเจ้าจะมีเวลามาหาข้าที่แผนก
ลงทัณฑ์ ข้ามีของขวัญบางอย่างที่จะมอบให้กับเจ้า” ผู้อาวุโสสูงสุดแผนก
ลงทัณฑ์ยิ้มอย่างลามก มันง่ายที่ผู้ชายจะเข้าใจความหมายนี้ หลินหมิงพอ
ที่จะเดาได้ว่า ‘ของขวัญ’ นี้คืออะไร
หลินหมิงไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี
ด้วยการปรากฏตัวของผู้อาวุโสสูงสุดแผนกลงทัณฑ์ เจียงหวู่จี้ยังคงมี
สีหน้าที่สงบเยือกเย็น เหล่าแผนกลงทัณฑ์และแผนกกระบี่ไม่ค่อยมี
ความสัมพันธ์กันนัก เพราะฝั่งหนึ่งเป็นแผนกที่ทรงคุณธรรมที่ฝึกตาม
แนวทางดั้งเดิม และอีกฝั่งเป็นแผนกที่ไร้คุณธรรมที่ฝึกโดยการเติมเต็ม
ความกำหนัดของตน ทั้งสองแผนกนี้ย่อมไม่อาจมีความสัมพันธ์ที่ดีได้
หลังจากที่ผู้อาวุโสสูงสุดของแผนกทั้งสองมองกันอย่างเย็นชา เวลา
แห่งการประลองก็ได้มาถึง วันนี้มีผู้เข้าประลองที่เหลืออยู่เพียง 6 คน ก็
คือหลินหมิง ฉินหวู่ซิน เจียงหลานเจี้ยน เจียงเป่าอวิ้น มู่กู๋ปู่ยี่ และโอวห
ยางหมิง
ผู้เข้าประลองทั้ง 6 คนนี้ต่างก็ได้ครอบตำแหน่ง 6 อันดับแรกในงาน
ประลองร่วมสำนักในครั้งนี้
ผู้ที่ได้ขึ้นไปบนเวทีคนแรกคือมู่กู๋ปู่ยี่ เขาได้เปลี่ยนไปใช้หุ่นเชิดใหม่
แทน เพราะการจะซ่อมแซมหุ่นเชิดที่เสียหายหนักต้องใช้เวลามาก จึง
ต้องเปลี่ยนไปใช้หุ่นเชิดสำรองแทน แน่นอนว่าพลังของมันนั้นด้อยกว่าหุ่น
เชิดหลักเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามแม้จะเสียเปรียบ แต่พลังการต่อสู้ของเขาก็ยังสูงอยู่ดี
ในการประลองกับฉินหวู่ซิน มู่กู๋ปู่ยี่สามารถที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
โดยไม่ได้ใช้ปราณแท้สนามพลังด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่โอวหยางหมิงได้ประลองกับเจียงหลาน
เจี้ยน พลังการโจมตีของเจียงหลานเจี้ยบเฉียบคมและฉับไว แต่ใน
ท้ายที่สุดก็ยังไม่สามารถที่จะจัดการกับโอวหยางหมิงได้และพ่ายแพ้ไป
เมื่อผลเป็นเช่นนี้อันดับที่ 5 และที่ 6 ก็คือ ฉินหวู่ซินและเจียงหลาน
เจี้ยน
รอบตั้งไปคือการประลองของ 4 อันดับแรก
โอวหยางหมิง ปะทะ เจียงเป่าอวิ้น
การประลองคู่นี้ได้กระตุ้นความสนใจของเหล่าผู้ชมอย่างมหาศาล
เพราะว่าพวกเขาเคยคิดไว้ว่า คู่นี้จะเป็นคู่ชิงชนะเลิศที่ยิ่งใหญ่ของงาน
ประลองชุมนุมร่วมสำนักในครั้งนี้
นี้เป็นครั้งแรกที่เจียงเป่าอวิ้นดึงกระบี่ของเขาออกมา ซึ่งทำให้ทุกคน
ประหลาดใจมาก กระบี่ที่อยู่ด้านหลังของเจียงเป่าอวิ้นนั้นมี 2 เล่ม เล่ม
หนึ่งสีฟ้าและอีกเล่มหนึ่งสีดำ กระบี่ทั้งสองเรียวยาวและแผ่รังสีอันน่า
หวาดกลัวออกมา
แต่กระบี่ดำยังคงอยู่ในฝัก ฝังกระบี่นี้ดูเหมือนจะทำมาจากหินทมิฬ
มันแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
กระบี่ทั้งสองต่างดึงดูดความสนใจของผู้คน แม้แต่หลินหมิงก็ยังจ้อง
มองกระบี่พวกนั้นด้วยความกังวล เขารับรู้ได้ว่ากระบี่ทั้งสองนี้ไม่ธรรมดา
ดั่งที่เห็นภายนอก
สำหรับผู้ใช้กระบี่แล้ว เจียงเป่าอวิ้นนั้นสามารถไปถึงระดับที่ไม่
จำเป็นต้องใช้กระบี่จริง เพียงแค่นี้ก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่าเขานั้น
น่าหวาดกลัวเพียงไร แต่ในตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่เขาเอากระบี่ออกมาและ
ยังมีถึงสองเล่ม จึงทำให้เหล่าผู้ชมตื่นเต้น
“เจียงเป่าอวิ้นนั้นฝึกฝนกระบี่คู่เช่นนั้นหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้ แผนกกระบี่แห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ของเราฝึกฝนเพียง
กระบี่เดียวเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น เคล็ดวิชาการฝึกกระบี่คู่นั้นไม่ใช่เคล็ด
วิชาดังเดิมที่สืบทอดกันมา เจียงเป่าอวิ้นนั้นไม่เคยทำอะไรที่ไม่มี
ความหมายและละเลยพื้นฐานสำคัญของเส้นทางแห่งกระบี่”
ผู้ใช้กระบี่คู่นั้นได้เปรียบอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้กระบี่ดั่ง
เดิมต่างก็ใช้เพียงกระบี่เดียวมาแต่ไหนแต่ไร ผู้ใช้กระบี่ที่จุดสูงสุดในอดีต
ต่างก็ใช้เพียงกระบี่เดียวเกือบหมด แน่นอนว่ายังมีตำนานของผู้ใช้กระบี่คู่
ที่อยู่ในจุดสูงสุดผู้หนึ่ง นามว่าหวังเฉิง
เมื่อการประลองเริ่มขึ้น เจียงเป่าอวิ้นไม่ได้ดึงกระบี่ดำออกมาจากฝัก
เขาเพียงแค่ใช้กระบี่สีฟ้า รังสีกระบี่ที่เฉียบคมถูกปลดปล่อยออกมา ราว
กับสายรุ่งที่สดใสทอดยาวลงมาจากฟากฟ้า เพลิงม่วงที่โอวหยางหมิง
ปลดปล่อยออกมาถูกหั่นเป็นชิ้นๆ
ด้วยกระบี่ในมือของเขา ออร่าของเจียงเป่าอวิ้นต่างไปจากก่อนหน้า
นี้อย่างมาก ขณะที่การประลองของเขากับโอวหยางหมิงได้เริ่มขึ้น มันก็
กลายเป็นการกระหน่ำโจมตีฝ่ายเดียว ในเวลาเพียง 10 ลมหายใจ การ
ประลองก็จบลงด้วยการที่โอวหยางหมิงขอยอมแพ้
เจียงเป่าอวิ้นเก็บกระบี่สีฟ้ากลับเข้าฝัก ส่วนกระบี่สีดำนั้นเขาไม่ได้
ชักมันออกมาเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เขามีกระบี่ทั้งสองเล่ม แต่กลับใช้เพียงเล่มเดียวในการต่อสู้?
ไม่มีผู้ใดเชื่อว่ากระบี่เล่มที่สองของเจียงหลายเจี้ยนที่อยู่ในฝักนั้นเป็น
เพียงแค่ของประดับเฉยๆ มันจะต้องแฝงไปด้วยพลังอันน่าหวาดกลัวอย่าง
แน่นอน เหตุที่เจียงเป่าอวิ้นไม่ได้ใช้มันออกมา เป็นเพราะโอวหยางหมิงไม่
มีคุณสมบัติพอที่จะให้เขาใช้มันออกมานั้นเอง
“เจียงเป่าอวิ้นนั้นน่าจะเป็นผู้ใช้กระบี่คู่จริงๆ ในเมื่อเขามีกระบี่ 2
เล่ม กระบี่เล่มที่สองนั้นจะต้องมีทักษะพิเศษบางอย่างที่เขาสามารถใช้ได้
…”
หลินหมิงครุ่นคิดเรื่องนี้ เมื่อเขามองไปยังเจียงเป่าอวิ้น เขาพบมัน
ยากที่จะคาดเดาถึงพลังของเขาได้ เพราะเขามักจะสงบเยือกเย็นและมี
ความมั่นใจในตัวเองเสมอ แต่นั่นก็เป็นเพราะเขามีความสามารถสมกับ
ความมั่นใจนั่นเอง
เหล่าผู้ชมต่างก็สงสัยเกี่ยวกับกระบี่เล่มที่สองของเจียงเป่าอวิ้น พวก
เขาอยากจะมันเห็นตอนที่มันถูกชักออกมา และหวังว่าเขาจะใช้มันในการ
ประลองกับมู่กู๋ปู่ยี่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ต้องผิดหวัง
ในขณะที่ผู้ตัดสินได้ประกาศการประลองระหว่างเจียงเป่าอวิ้น
และมู่กู๋ปู่ยี่ เจียงเป่าอวิ้นก็ปฏิเสธที่จะประลอง
“เจียงเป่าอวิ้น เหตุใดเจ้าถึงไม่สู้กับข้า?” ใบหน้ามัมมี่ของมู่กู๋ปู่ยี่บิด
เบี้ยว มันดูน่ากลัวพิลึก
“ข้าไม่อยากจะชนะเช่นนี้ เพลิงเทพปีศาจของเจ้าพังย่อยยับและด้วง
สีโลหิตเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ในตอนนี้เจ้ายังไม่ใช่คู่มือของข้า”
เจียงเป่าอวิ้นกอดฝักกระบี่ของเขาและมีน้ำเสียงที่สงบ
เมื่อมู่กู๋ปู่ยี่ได้ยินเช่นนั้นจึงขบฟันแน่นและทำเสียงไม่พอใจ ในขณะที่
หัวเราะออกมา “เจ้าคงสงสารข้าสินะ เมื่อคิดว่าข้า มู่กู่ปู่ยี่ ผู้นี้จะมีวันที่
ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าและอยู่ในสภาพนี้ ที่ให้ผู้อื่นต้องมาสงสาร!”
ถึงแม้มู่กู๋ปู่ยี่จะเหม็นขี้หน้าเจียงเป่าอวิ้น มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะจะต้อง
ยอมรับในสถานการณ์ของตนในตอนนี้ มันไม่มีทางที่เขาจะเป็นคู่มือให้กับ
เจียงเป่าอวิ้นได้เลย
เจียงเป่าอวิ้นกล่าวออกมาว่า “ไม่จำเป็นต้องกล่าวอันใดให้มากความ
อีกแล้ว ในตอนนี้เจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะทำให้ข้าใช้กระบี่ผลึกสีดำออกมา
ด้วยซ้ำ เมื่อเจ้าฟื้นฟูความแข็งแกร่งของเจ้าจนอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด
แล้ว ค่อยมายังแผนกกระบี่เพื่อขอท้าประกับข้าก็ย่อมได้ เมื่อถึงเวลานั้น
เราจะตัดสินกันว่าใครจะเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ!”
ถึงแม้ว่าการประลองของเจียงเป่าอวิ้นและมู่กู๋ปู่ยี่จะต้องรอไปก่อน
โอวหยางหมิงก็ยังคงถูกจัดให้เป็นอันดับที่ 4 อยู่ดี เช่นนั้นจึงเหลือเพียง
การประลองสุดท้ายในงานประลองชุมนุมร่วมสำนักในครั้งนี้ และจะเป็น
ตัวตัดสินว่าผู้ใดจะได้เป็นผู้ชนะเลิศ
หลินหมิง ปะทะ เจียงเป่าอวิ้น