Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 292 ของรางวัล
สาวใช้ตะลึงอยู่ชั่วครู่ นางได้รับคำสั่งให้เรียกนักบุญหญิงศักดิ์สิทธิ์
หงส์เพลิงมายังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ?
นางลังเลแล้วกล่าวตอบว่า “ท่านหญิง ท่านนักบุญหญิงศักดิ์สิทธิ์ได้
ปิดด้านฝึกตนเพื่อวิวัฒนาการวิหคเพลิงของนาง มันจะไม่เป็นการรบกวน
ท่านหญิงหรือเจ้าค่ะ…”
“นี่มันก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว เจ้าเพลิงน้อยคงจะวิวัฒนาการได้
เกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่นี่มีเรื่องของหลินหมินที่สำคัญมาก มันจะดีกว่า
ที่จะให้น้องหญิงมาที่นี่ด้วยตนเอง”
“เจ้าค่ะ ท่านหญิง…” สาวใช้ทั้งสองของมู่ฉิงหงต่างผงกศีรษะและ
ออกไปพร้อมกับเตรียมพร้อมที่จะส่งเสียงสื่อสารระยะไกล โดยไม่
จำเป็นต้องปิดบังคนของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ฉีซงเทียนเห็นสาวใช้ทั้งสองจากไป หัวใจของเขาก็สลดลงในทันที
การได้เห็นสาวใช้ทั้งสองจากไป หากมิใช่คนโง่เขลาก็คงรู้ว่าพวกนางจะไป
รายงานเกี่ยวกับการประลองในครั้งนี้ แล้วหากเหล่าผู้อาวุโสของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้รับข่าว พวกเขายังจะไม่รีบมาแย่งคนของเขาไปหรือ?
ฉีซงเทียนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขาลองคิดว่าหากตนเป็นผู้อาวุโสของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็คงไม่มีทางที่จะปล่อยอัจฉริยะเช่นนี้ไปอย่าง
แน่นอน
สำนักระดับ 4 นั้นได้เปรียบอย่างมากในการเลี้ยงดูอัจฉริยะหาก
เทียบกับสำนักระดับ 3 และนั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาสามารถเหยียบหัว
สำนักระดับ 3 เอาไว้ใต้ฝ่าเท้าได้ ผู้แข็งแกร่งก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ผู้
อ่อนแอก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ
หลินหมิงนั้นไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้อย่าง
แท้จริง เขานั้นไม่เหมือนเจียงเป่าอวิ้นที่เติบโตมาในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มา
ตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาไม่อาจจะจากไปได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ใบหน้าของฉีซงเทียนก็กลายเป็นน่าเกลียด หุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ของเขานั้นด้อยกว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในด้านความ
แข็งแกร่งอย่างมาก หากพวกเขาต้องการที่จะมาแย่งหลินหมิงจริงๆ ฉีซง
เทียนก็คงทำได้เพียงแค่ยืนมองด้วยความขมขื่น หากไปตอแยพวกเขาแล้ว
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อาจจะรักษาชื่อเสียงของตนโดยการสั่งสอนหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ก็เป็นได้
แล้วเขาจะทำเช่นไรดี…
ฉีซงเทียนไม่อาจนั่งอยู่เฉยๆได้อีกต่อไป
ในกรณีที่สถานการณ์ที่แย่ที่สุด เขาคงทำได้เพียงแค่ยอมถอยและรีบ
สร้างความสัมพันธ์อันดีกับหลินหมิงไว้ ขณะเดียวกันก็ขอให้เกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ชดเชยค่าตอบแทนให้กับพวกเขา เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็น
ผู้นำของสำนักระดับ 3 อื่นในบริเวณนี้ หากพวกเขาทำสิ่งที่ชั่วร้ายและใจ
แคบพร้อมทั้งไม่จ่ายค่าชดเฉยใดๆแล้ว เช่นนั้นก็จะเป็นการทำลาย
ชื่อเสียงและความยุติธรรมของพวกเขาเอง
“ท่านเจ้าสำนัก… พวกเราจะแจกของรางวัลเลยหรือไม่?”
ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบงานประลองในครั้งนี้ที่นั่งอยู่ในห้องโถงหลัก เขา
มองเห็นฉีซงเทียนมีการแสดงออกที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดกันที่เขา
กำลังกังวลอยู่ ดังนั้นเขาจึงกล่าวถามว่าหลินหมิงควรที่จะได้รับรางวัล
หรือไม่ หากหลินหมิงได้รับรางวัลและไม่เข้าร่วมกับพวกเขา เช่นนั้นแล้ว
พวกเขาก็จะกลายเป็นตัวโง่งมในสายตาผู้อื่น
“ให้รางวัลหรือ! แน่นอน พวกเราต้องให้รางวัล! ถึงอย่างไรพวกเราก็
จำเป็นต้องให้รางวัลตามสัญญา อีกอย่างนำโอสถเปิดทางสวรรค์ให้หลินห
มิงไปด้วย เมินข้อจำกัดที่ว่าจะต้องมีระดับพลังขั้นปราณต้นฟ้าเสียก่อน
ไป” ฉีซงเทียนกล่าวออกมาอย่างเด็ดขาด
“อ่า?” ผู้อาวุโสที่กล่าวถามอยู่ในอาการมึนงง
“ทำอย่างที่ข้ากล่าวซะ ให้ถือว่านี่เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีกับ
หลินหมิง”
ถึงอย่างไรโอสถเปิดทางสวรรค์ก็เป็นสิ่งล้ำค่าและหายาก หุบเขาเจ็ด
แก่นแท้สามารถสกัดมันออกมาได้ 20-30 เม็ดทุกๆ 3 ปีเท่านั้น มันคง
เจ็บปวดใจมากที่จะให้กับผู้ใด แต่นี่มันก็คุ้มค่าอย่างยิ่ง
หากมองไม่มองการณ์ไกล แล้วหลินหมินได้เข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ หากเขาคิดถึงเรื่องที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ไม่ได้ให้รางวัลกับ
เขา หลินหมิงก็คงจะรังเกียจหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เพราะเรื่องนี้ ฉีซงเทียน
นั้นรับรู้ได้ว่าจิตใจแห่งนักสู้ของหลินหมิงนั้นเหมือนกับคนของแผนกกระบี่
พวกเขาไม่อาจทำให้จิตวิญญาณแห่งนักสู้ที่อยู่ในหัวใจต้องเสื่อมถอยลง
พวกเขาเป็นประเภทที่ไม่ลืมบุญคุณใคร
หากหุบเขาแก่นแท้แสดงถึงความมั่งคั่งโดยการให้รางวัลด้วยโอสถ
เปิดทางสวรรค์สมบัติระดับปฐพีตามที่สัญญา มันก็ไม่ได้เสียหายอันใด
มาก และอีกอย่าง หากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต้องการที่จะพาตัวของหลินห
มิงไปก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา อย่างน้อยสำนักระดับ 4 เช่นนั้นก็
คงจะชดเฉยค่าเสียหายให้พวกเขาด้วยโอสถเปิดทางสวรรค์อย่างน้อย 20
เม็ด และหินลมปราณแก่นแท้ระดับกลางอีกจำนวนหนึ่ง
อีกอย่างหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ไม่ได้สูญเสียของรางวัลเหล่านี้ไปเปล่าๆ
แน่นอน
“รับทราบแล้ว ท่านเจ้าสำนัก ข้าจะจัดการตามที่ท่านกล่าวมา” ผู้
อาวุโสคนเดิมกล่าวออกมา
……………………..
“เจ้าสำนักฉิน ยินดีด้วย! อาณาจักรลิขิตฟ้าของท่านแสดง
ความสามารถออกมาได้เยี่ยมจริงๆ!”
“อันที่จริงมันยิ่งกว่ายอดเยี่ยมเสียอีก มันคือการสั่นสะเทือนทั้งปฐพี
ต่างหาก! และมันจะเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์อีก
ด้วย!”
เหล่าผู้ชมและเจ้าสำนักคนอื่นๆที่มาจากอาณาจักรใกล้เคียง ต่างก็
มาแสดงความยินดีกับฉินจื่อหยา คำที่กล่าวออกมานั้นน่าฟังเป็นอย่างยิ่ง
แต่ในจิตใจของพวกเขาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความอิจฉา
ผู้ใดก็ตามที่สามารถครอบอันดับ 1 ของงานประลองได้ อาจารย์ของ
พวกเขาย่อมได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์เป็นรางวัล สำหรับผู้ที่เป็นอาจารย์
ของหลินหมิงก็คือฉินจื่อหยา
โอสถเปิดทางสวรรค์เหล่านี้ สามารถที่จะกลั่นออกมาได้เพียงแค่ 20-
30 เม็ดทุกๆ 3 ปี! อาจกล่าวได้ว่ามันมีไม่เกิน 10 เม็ดในแต่ละปี! นอกจาก
ศิษย์สายตรงแล้ว ศิษย์หลักอันดับสองและศิษย์บางคนที่ทำความดี
ความชอบอย่างมหาศาลเท่านั้นที่จะได้รับมัน ศิษย์คนอื่นๆนั้นยากที่จะได้
ครอบครองมัน มีศิษย์หลายคนที่มีโอกาสจะทะลวงผ่านไปยังขั้นปราณ
ปลายฟ้าได้ แต่ก็ขาดซึ่งโอสถเปิดทางสวรรค์ และทำให้เขาติดอยู่เพียง
จุดสูงสุดของปราณต้นฟ้าเท่านั้น
ฉินจื่อหยาไม่ได้อายุน้อยแล้ว สำหรับเขาแล้ว โอกาสที่จะได้รับโอสถ
เปิดทางสวรรค์นั้นหมดหวังลงไปทุกปี เขาไม่นึกว่าตนเองจะได้มาสะดุด
เข้ากับลาภก้อนโตเช่นนี้!
เมื่อใดที่เขาสามารถทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า เขาจะถือ
ว่าเป็นผู้อาวุโสระดับสูง และสถานะของเขาก็จะยิ่งใหญ่กว่าเจ้าสำนัก
ระดับเดียวกันอย่างยิ่ง!
เมื่อตระหนักได้ว่าฉินจื่อหยาจะกลายเป็นผู้อาวุโสระดับสูงในอนาคต
จึงมีคนจำนวนมากมาประจบเอาใจเขา
ในที่สุดฉินจื่อหยาก็เก็บอาการเอาไว้ได้ แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนกำลังฝัน
ไปอยู่ เขายิ้มและกล่าวออกมาว่า “ทั้งหมดนี้เพราะความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ของหลินหมิง ข้าเพียงแค่อาศัยอานิสงส์ดาวรุ่งเช่นเขาเท่านั้นเอง”
ฉินจื่อหยานั้นมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล หลังจากที่ได้เห็นพรสวรรค์ที่น่า
ทึ่งของหลินหมิง เขาก็ตัดสินใจที่จะส่งเสริมและไม่ลังเลที่จะใช้สมบัติของ
อาณาจักลิขิตฟ้าหลายอย่างเลย และยังสร้างแรงจูงใจให้หลินหมิงโดย
สัญญาว่าจะให้รางวัลเพิ่มเติมกับเขาอีก
ในครั้งนี้ ฉินจื่อหยาเพียงคิดว่าหลินหมิงจะมีชื่อเสียงเล็กน้อยในงาน
ประลองร่วมสำนักครั้งนี้เท่านั้น เขาไม่เคยคิดเลยว่าหลินหมิงจะสามารถ
ขึ้นไปถึง 10 อันดับแรกได้ และยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในการประลอง
ฉินจื่อหยาคิดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ในงานประลองร่วมสำนักครั้งหน้า
หลินหมิงอาจจะกลายเป็นผู้ชนะเลิศก็เป็นได้
แต่ความคิดนี้ก็ค่อนข้างจะเพ้อฝัน ต้องรู้ด้วยว่าตั้งแต่มีงานประลอง
ชุมนุมร่วมสำนักมา ไม่เคยมีคนจาก 36 อาณาจักรที่คว้าอันดับหนึ่งได้
แม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่ 5 อันดับแรกก็ยังไม่มี! หากศิษย์ของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้รู้ถึงสิ่งที่ฉินจื่อหยาคิด พวกเขาก็คงจะขำจนตาย
อย่างไรก็ตาม ฉินจื่อหยาไม่นึกเลยว่าเขาจะคาดเดาถึงศักยภาพของ
หลินหมิงต่ำไปถึงขนาดนี้ มางานประลองชุมนุมร่วมสำนักเป็นครั้งแรก
และสามารถเป็นผู้ชนะเลิศได้ ไม่เพียงแค่นั้น เขายังได้เผชิญหน้ากับมู่กู๋ปู่ยี่
และเจียงเป่าอวิ้นที่เป็นยอดอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์แห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ที่หายากในรอบหลายร้อยปี
ทันใดนั้น ฉินจื่อหยาก็คิดบางอย่างออก เขาแหวกฝูงชนออกไปเจอ
เจ้าสำนักเหลียงแห่งอาณาจักรฮั่วหลัว
ฉินจื่อหยาผสานมือคารวะและกล่าวออกมาอย่างยิ้มแย้ม “ท่านเจ้า
สำนักเหลียง ในเมื่อเราได้ตกลงเกี่ยวกับสิทธิ์ลงแช่ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว
เช่นนั้นท่านสามารถเป็นผู้กำหนดวันมาได้เลย ข้าจะช่วยจัดการการ
เดินทางให้กับหลินหมิงเอง”
ถึงแม้เจ้าสำนักเหลียงจะไม่พอใจ แต่ในตอนนี้เขาก็ไม่กล้าที่จะทำ
อะไร สถานะของหลิงหมิงในตอนนี้สูงส่งถึงเพียงใด? ในอนาคตหากเขา
ประสบความสำเร็จ เขาก็อาจจะได้เป็นรองเจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
หรือแม้กระทั้งเป็นเจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้! ด้วยตัวตนเช่นนั้น เจ้า
สำนักจากอาณาจักรฮั่วหลัวจะสามารถทำอันใดได้
ร้อยยิ้มของเขาดูน่าเกลียดราวกับจะร้องไห้และกล่าวว่า “ท่านเจ้า
สำนักฉินต้องล้อข้าเล่นแน่ๆเลย สหายน้อยหลินสามารถมายังอาณาจักร
ฮั่วหลัวยามใดก็ย่อมได้ ข้าคอยเวลาที่เขามาทุกเมื่อ”
ในคำกล่าวเหล่านั้น เจ้าสำนักเหลียงไม่กล้าจะกล่าวอะไรมากนัก ทำ
ได้เพียงแค่ก้มศีรษะและระวังคำพูดเอาไว้และหวังว่าจะสามารถสร้าง
ความสัมพันธ์อันดีเอาไว้ได้ นอกจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่เขาจะทำได้
………..
300,000 ลี้ทางใต้ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เป็นป่าไพศาลทางใต้ ป่า
ไพศาลทางใต้นั้นมีพื้นที่กว้างถึง 100,000 ลี้ ไกลออกไปในทางใต้อีก
500,000 ลี้นั้นเป็นทะเลใต้ ในทะเลทางใต้ ที่นั้นมีเกาะๆหนึ่งที่ราวกับ
สรวงสวรรค์ ปุถุชนคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในทะเลแถบนั้นขนานนามสรวง
สวรรค์นี้ว่า ‘เกาะนิรันดร์’ เกาะแห่งนี้งดงามเป็นอย่างยิ่ง มันราวกับว่า
สร้างขึ้นมาจากหยก และมีบางคนเดินทางมาเพื่อที่จะได้เห็นเหล่านก
ฟีนิกซ์ที่บินไปมารอบๆเกาะนิรันดร์
มีผู้คนมากมายมาเพื่อค้นหาเกาะนิรันดร์แห่งนี้ แต่มันกลับเหมือน
เป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อตั้งใจมองหามันกลับยากที่จะเห็น
เกาะนิรันดร์แห่งนี้ก็คือบ้านของผู้คนสำนักระดับ 4 เกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์นั้นเอง
ในขณะที่ทั่วทั้งอาณาเขตของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้อยู่ในฤดูหนาวมี
หิมะปกคลุมไปทั่ว เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์กลับอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่
แจ่มใส มีต้นไม้และดอกไม้แบ่งบานอยู่ทั่วทุกที่
มู่เชียนหยี่เพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการปิดด้านฝึกตน ด้วยโลหิตของมังกร
วารีสีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์และสมบัติล้ำค่าบางอย่าง นางจึงสามารถช่วย
ให้วิหคเพลิงของนางวิวัฒนาการได้สำเร็จ
ในตอนนี้พลังของเจ้าเพลิงน้อยสามารถจะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณ
ปลายฟ้าได้แล้ว และด้วยสายเลือดของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในกาย ทำ
ให้มันเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังของมู่เชียนหยี่
ทันใดนั้นเอง มู่เชียนหยี่ก็ได้รับคลื่นกระแสปราณทางไกลที่
ครอบคลุมนับล้านลี้ที่มู่ฉิงหงได้ส่งมายังนาง
ภายในคลื่นกระแสเสียงนั้นมีข้อมูลผลลัพธ์ของงานประลองชุมนุม
ร่วมสำนักในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ตั้งแต่ต้นจนจบ และรวมทั้งการประเมิน
ค่าของหลินหมิงโดยมู่ฉิงหงด้วย
ใบหน้าที่งดงามของมู่เชียนหยี่แสดงออกถึงความประหลาดใจและ
ความตกตะลึง นางไม่คิดเลยว่ามู่ฉิงหงจะประเมินค่าของหลินหมิงไว้สูงถึง
เพียงนี้
“ตราบถึงที่ไม่มีสิ่งใดผิดพลาดเกิดขึ้นกับเขาในอนาคต เขาจะ
กลายเป็นปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ ไม่เพียงแค่นั้น แต่ยังเป็น
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ที่มีพลังในการต่อสู้ข้ามระดับได้อีก
ด้วย?”
มู่เชียนหยี่สูดลมหายใจลึก การประเมินพรสวรรค์ของหลินหมิงนั้นไม่
ด้อยไปกว่าการประเมินพรสวรรค์ของนางเองเลย!
“สหายผู้นี้ เขาช่าง…” ทันใดนั้นมู่เชียนหยี่ก็ยิ้มออกมา ไม่ว่าอย่างไร
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีทางที่จะปล่อยอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ไป
อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในตอนนี้ที่พวกเขาต้องการคนอย่างมาก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่เชียนหยี่ก็เอามือวางบนศีรษะของวิหคเพลิงของ
นางและกล่าวว่า “เจ้าเพลิงน้อย เราเดินทางไปที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้กัน
เถอะ”
เจ้าเพลิงน้อยนั้นเพิ่งผ่านการวิวัฒนาการมา และทุกข์ทนกับความ
เจ็บปวดมาเป็นเดือน มันขี้เกียจที่จะลุกไปไหน เมื่อมันได้ยินมู่เชียนหยี่
กล่าวออกมา ดวงตากลมโตของมันกรอกไปมาด้วยความเอื่อยเฉื่อย
มู่เชียนหยี่ยิ้มและกล่าว “เจ้านกขี้เกียจ มันเพียงแค่หนึ่งล้านลี้เท่านั้น
และเราจะเดินทางด้วยค่ายกลเคลื่อนย้ายระยะไกลแปดแสนลี้ เจ้าต้อง
เดินทางจริงเพียงแค่สองแสนลี้เท่านั้น”
ทันทีที่เจ้าเพลิงน้อยได้ยินว่ามันต้องบินถึงสองแสนลี้ มันก็ส่งเสียง
ร้องครวญครางออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า มันเชื่อฟังมู่เชียนหยี่ และลุก
ขึ้นมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
มู่เชียนหยี่คิดว่าค่อนข้างตลกดี จู่ๆนางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ “เจ้า
ยังจำเนื้อย่างที่ได้ทานเมื่อสองเดือนก่อนได้หรือไม่? เราจะไปหาเด็กหนุ่ม
เนื้อย่างผู้นั้นกัน แล้วเขาก็จะให้เจ้ากินเนื้อย่างจนหนำใจ”
ถึงแม้เจ้าเพลิงน้อยจะเพิ่งวิวัฒนาการเสร็จสิ้น มันยังคงเป็นวิหค
เพลิงที่เยาว์นัก เหมือนกับเด็กที่ชอบทานของโปรดอร่อยๆ เมื่อได้ยินที่มู่
เชียนหยี่กล่าวออกมาเช่นนี้ ดวงตากลมโตของมันเริ่มสาดประกายแสง
และเริ่มกระพือปีกของมันไปมา พร้อมที่จะอดทนพามู่เชียนหยี่เดินทาง
มู่เชียนหยี่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เจ้านกขี้เกียจตัวนี้ได้กินทั้ง
ไผ่จิตวิญญาณและผลไม้จิตวิญญาณทุกวัน แต่กลับเชื่อฟังอย่างเต็มใจด้วย
เนื้อย่างเพียงเล็กน้อย หาคนอื่นรู้เข้าคงทำให้ตื่นตระหนกไปทั่วทั้งเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
……………………….
เช้าวันต่อมา ณ หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
“หืม? พวกเขาจะเอาโอสถเปิดทางสวรรค์และสมบัติระดับปฐพีมาให้
ข้าเช่นนั้นหรือ?”
เมื่อหลินหมิงได้ยินข้อความที่ถูกส่งมาโดยผู้ดูแลของหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ เขาก็ประหลาดใจมาก ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ผู้ครองอันดับหนึ่งจะ
ได้รับ แต่กฎได้เขียนไว้ว่าผู้นั้นจะต้องมีระดับพลังขั้นปราณต้นฟ้าก่อนจึง
จะได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์ หลินหมิงไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะเอามัน
มาให้ในตอนนี้ ด้วยโอสถที่ราวกับปาฏิหาริย์เช่นโอสถเปิดทางสวรรค์
หลินหมิงอาจจะสามารถเข้าสู่การผันเปลี่ยนร่างกายขั้นผสานไขกระดูกก็
เป็นได้!
ด้วย ‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’ มันยังมี 2 ระดับขั้นจากขั้น
ผสานชีพจร คือ 8 ประตูเร้นลับภายใน และ 9 ดวงดาววิหารแห่งเต๋า
ในขณะที่หลินหมิงกำลังจินตนาการอยู่นี้ หัวใจของเขาก็เต้นรั่วด้วยความ
ตื่นเต้น
“อืม ใช่ ศิษย์น้องหลินตามข้าไปยังห้องเก็บสมบัติของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้และเลือกสมบัติระดับปฐพีที่เจ้าชอบได้ ผู้อาวุโสกำลังรอเจ้าอยู่”
ข้อความจากศิษย์พี่ผู้ดูแลนั้นเต็มไปด้วยความเคารพ