Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 294 พรสวรรค์สามระดับ - มนุษย์ ปฐพี สวรรค์
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 294 พรสวรรค์สามระดับ - มนุษย์ ปฐพี สวรรค์
ในตอนนี้หลินหมิงต้องการหอกระดับสูงอย่างยิ่ง ในการต่อสู้ระหว่าง
เขากับเจียงเป่าอวิ้น เขาได้ถูกกดดันอย่างหนัก แม้ว่าเขาจะเหนือกว่า
เจียงเป่าอวิ้นในด้านความอดทน แต่ก็ยังโดนกดดันให้ใช้การโจมตีสุดท้าย
ออกมา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลินหมิงนั้นเชื่องช้า แต่อีก
เหตุผลหนึ่งก็คือหอกอ่อนปราณคลั่งนั้นไม่มีความสามารถมากพอที่จะ
แสดงพลังปราณแท้สีครามได้เต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ
กระบี่ผลึกสีดำของเจียงเป่าอวิ้น มันจึงห่างชั้นกันราวสวรรค์กับปฐพี
หากเขาสามารถใช้ไผ่จิตวิญญาณสายฟ้ามาสร้างเป็นหอกระดับปฐพี
ขั้นต่ำได้ เช่นนั้นแล้วพลังในการต่อสู้ของหลินหมิงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าว
กระโดด และพลังสายฟ้าของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก หากเขาได้
เผชิญหน้ากับเจียงเป่าอวิ้นอีกครั้ง มันจะไม่สร้างความลำบากแก่เขาอีก
แล้ว
และหลังจากนั้น หากหลินหมิงไปยังป่าไพศาลทางใต้และเอาปราณ
อัคคีนิรันดร์มาได้ ด้วยการช่วยเหลือของปราณอัคคีและไผ่จิตวิญญาณ
สายฟ้าในการสร้างหอก มันก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นไปอีก
ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น นกอินทรีวายุสวรรค์ก็พาเขามาถึงยอด
เขา หลินหมิงกระโดดลงมาจากหลังของนกอินทรีวายุสวรรค์และเดินไป
ยังทางเข้า ในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ไม่อนุญาตให้นกอินทรีวายุสวรรค์บิน
เหนือห้องโถงหลัก
“ข้าอยากบอกว่า หลานชายหลิน ข้านั้นเคยประสบความสำเร็จมา
มากมายและมีประสบการณ์ยาวนานอีกด้วย ถึงหอกนั้นจะทรงพลัง แต่ก็
มีเพียงนักสู้ไม่กี่คนที่ฝึกหอก ในทางกลับกันคือนักสู้ที่ใช้กระบี่ล้วนมีอยู่ทุก
หนทุกแห่ง! รู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอย่างไร? มันเป็นการพิสูจน์ว่า
กระบี่นั้นเหนือกว่าหอก ไม่มีทางที่คนมากมายจะโง่…” หลิวฉวนพูด
พล่ามขณะที่กำลังเดินไปด้วยกัน ความจริงแล้ว เขากำลังพยายามเกลี่ย
กล่อมและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหลินหมิง
หลินหมิงคิดว่านี่มันก็น่าตลกดีเหมือนกัน จึงไม่ได้โต้เถียงใดๆ ไม่นาน
ทั้งสองก็มาถึงหน้าประตูทางเข้าห้องโถงหลักที่อยู่บริเวณจตุรัส
ในตอนนี้ มีผู้คนจำนวนมากที่อยู่บริเวณจตุรัส เขาชำเลืองมองไปยัง
คนเหล่านั้นและเห็นเจียงเป่าอวิ้น มู่กู๋ปู่ยี่ ฉินหวู่ซิน และเจียงหลานเจี้ยน
พวกเขาทั้งหมดอยู่ที่นี่ หากรวมตัวเขาเข้าไปด้วย ก็จะมี 6 อันดับแรกของ
งานประลองร่วมสำนักในครั้งนี้รวมตัวกันอยู่
“พวกเขาจะให้รางวัลที่นี่เช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงครุ่นคิด ในขณะที่
มองไปรอบๆ หลินหมิงก็พบหนุ่มสาวหลายคนที่ไม่ได้แต่งกายอย่างศิษย์
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ หลินหมิงไม่รู้เลยว่าเหตุใดพวกเขาจึงมาอยู่ที่นี่
“หลินหมิง มาทางนี้!” เจียงเป่าอวิ้นกวักมือเรียก
ในขณะที่เจียงเป่าอวิ้นเรียกชื่อ ‘หลินหมิง’ ออกมา สายตาของทั้ง
20 คนต่างก็จับจ้องมายังเขาดุจศรที่เฉียบคมพุ่งเสียบตรงกลางเป้า
หลินหมิงชะงัก มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันเนี่ย?
“เจ้าเด็กนี่คือหลินหมิง?”
“ดาวรุ่งที่สามารถเอาชนะเจียงเป่าอวิ้นได้?” หากดูจากอายุแล้ว…
เขาน่าจะราวๆ 18 ปี”
“อายุของเขานั้นไม่แปลกอะไร แต่ทำไมข้าถึงรับรู้ได้เพียงว่าเขาอยู่
เพียงแค่ขั้นผสานชีพจรช่วงต้นเท่านั้นเอง? เกิดอะไรขึ้นกับเจียงเป่าอวิ้น
กัน? เหตุใดเขาจึงแพ้ให้กับเจ้าเด็กที่มีระดับพลังเพียงแค่ขั้นผสานชีพจร
ช่วงต้น? หรือว่าคนหุบเขาเจ็ดแก่นแท้กำลังหลอกพวกเรา?”
ในบรรดา 20 คนเหล่านั้น ผู้ที่คุ้นเคยกับคนอื่นๆก็เริ่มจะส่งกระแส
เสียงปราณแท้คุยกันเรื่องหลินหมิง เจียงเป่าอวิ้นนั้นเป็นดั่งดวงดาวอัน
เจิดจรัสที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ในปีนี้เขาสามารถที่จะเอาชนะ 4 อัจฉริยะ
ระดับสูงของสำนักต่างๆได้ แต่ในตอนนี้เขากลับพ่ายแพ้ให้กับเด็กที่มี
ระดับพลังเพียงแค่ขั้นผสานชีพจรช่วงต้น มันจึงทำให้พวกเขาสงสัยว่าหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้กำลังหลอกพวกเขาอยู่รึเปล่า
“เจ้าคือหลินหมิงอย่างนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มที่สะพายดาบไว้ที่ด้านหลังมองขึ้นๆลงๆยังหลินหมิงอย่าง
สำรวจ พร้อมกับกล่าวว่า
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสามารถเอาชนะเจียงเป่าอวิ้นได้ จึงทำให้เจ้ามี
คุณสมบัติที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของข้า หลังจากงานตรงนี้จบลง ข้าจะไปรอเจ้าที่
บริเวณตีนเขา ข้าอยากจะท้าประลองกับเจ้า!” ชายหนุ่มลูบดาบของเขา
ในขณะที่กล่าวออกมา และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างมาก
หลินหมิงไร้ซึ่งคำพูดเลยทีเดียว เจ้านี่โผล่มาจากไหนกัน? เหตุใดจึง
มองมายังข้าขึ้นๆลงๆเช่นนี้… หรือว่าเขาเป็นคนโง่?
ในตอนนี้เอง เจียงเป่าอวิ้นก็ส่งปราณแท้กระแสเสียงมาว่า “หลินห
มิง สหายที่ดูท่าทางโง่งมผู้นี้คือฉางเชาซาน เขามาจากสำนักไป๋ฟง อายุ
20 ปี ในปีที่แล้วข้าได้ไปยังสำนักไป๋ฟงเพื่อท้าทายเขา และเขาชนะข้าได้
อย่างหวุดหวิด ในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของข้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก และข้า
รู้อยู่แก่ใจว่าฉางเชาซานไม่ใช่คู่มือของข้าอีกต่อไปแล้ว ถ้าหากข้าต่อสู้กับ
เขา มันก็ไม่มีประโยชน์อันใดในการเพิ่มพูนทักษะกระบี่ของข้า เพราะ
อย่างนั้นในปีนี้ข้าถึงไม่ได้ไปยังสำนักไป๋ฟงให้เสียเวลา”
“เป็นเช่นนี้เอง” เมื่อได้ยินสิ่งที่เจียงเป่าอวิ้นกล่าว ช่วยไม่ได้ที่หลินห
มิงจะชื่นชมภาวะจิตใจของเจียงเป่าอวิ้น โดยปกติแล้ว หากนักสู้นั้นเคย
พ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใด พวกเขามักจะต้องหาทางเอาคืนภายหลังราวกับเป็น
การเยี่ยวยาจิตวิญญาณนักสู้ของเขาและทำให้ปราณแท้ในร่างไหลเวียน
ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามเจียงเป่าอวิ้นกลับไม่สนใจว่าเขาจะชนะหรือพ่ายแพ้
และหวังเพียงว่าจะได้ประลองกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อเพิ่มทักษะกระบี่
ของเขา หลังจากรู้ว่าชายผู้นี้ด้อยกว่าตน เจียงเป่าอวิ้นก็ไม่สนใจที่จะประ
มือกับเขาอีกเลย
เจียงเป่าอวิ้นกล่าวต่อว่า “ถึงฉางเชาซานจะไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่ใน
บรรดาคนเหล่านี้ มีคนที่แม้กระทั้งข้าก็ยังต้องกังวล เพราะพวกเขานั้น
แข็งแกร่งมาก”
ถึงแม้พรสวรรค์ของเจียงเป่าอวิ้นจะท้าทายสวรรค์ และสามารถ
เอาชนะเหล่าอัจฉริยะชั้นยอดจาก 4 สำนักใหญ่ในปีนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะ
เป็นอันดับ 1 ในบรรดารุ่นเยาว์ของสำนักระดับ 3 ทั้งหมด
ในบรรดาคนเหล่านี้ส่วนใหญ่อายุ 20 ปี บางคนก็ 21-22 ปี ถึงแม้
พรสวรรค์ของพวกเขาจะด้อยกว่าเจียงเป่าอวิ้นเพียงเล็กน้อย แต่ด้วย
ความต่างระหว่างอายุ พวกเขาจึงแข็งแกร่งกว่า
ชายหนุ่มผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้นมองมายัง
หลินหมิงพร้อมทั้งกล่าวว่า “หลิงหมิง ข้ามีนามว่าหลินปิง มาจากหุบเขา
นกยูง อาจจะพูดได้ว่าพวกเราอาจจะเป็นเครือญาติกันก็ได้ เพราะพวกเรา
มีแซ่เดียวกัน ข้านั้นค่อนข้างสนใจในตัวเจ้า ข้าจะคอยดูเจ้าเติบโตขึ้นใน
อนาคต ในอีก 2-3 ปี เจ้าอาจจะมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคู่มือให้กับข้าได้
เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าสามารถมายังหุบเขานกยูงและมาประลองฝีมือกับข้า
ได้”
คำกล่าวของหลินปิงเต็มไปได้เต็มไปด้วยความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม
เขานั้นมีคุณสมบัติที่จะกล่าวเช่นนี้ได้ หลินปิงนั้นอายุ 21 ปีเท่านั้น แต่
ระดับการบ่มเพาะของเขาอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น ซึ่งในบรรดาคน
เหล่านี้ เขามีระดับการบ่มเพาะสูงที่สุด
หลังจากที่หลินปิงและฉางเชาซานกล่าว ก็ยังมีอีกหลายคนมาท้าทาย
หลินหมิง มันคือการต่อสู้ระหว่างศิษย์อัจฉริยะของสำนักใหญ่ เพื่อที่จะ
พัฒนาตนเอง เหล่าอัจฉริยะที่ประมือกันย่อมได้เรียนรู้จากคู่ต่อสู้ บางคน
ที่มีความสามารถสูงอาจรู้แจ้งบางอย่างขึ้นมาก็เป็นได้
แต่… ตราบใดที่การประลองนั้นไม่แปลกล่ะนะ หลินหมิงสงสัยว่าเหตุ
ใดพวกเขาเหล่านี้ถึงมาหาเข้าล่ะ หรือเขาได้ไปยั่วยุพวกนี้เข้าตอนไหน
กัน?
เมื่อเห็นเช่นนี้ เจียงเป่าอวิ้นจึงหัวเราะออกมา และยิ้มพร้อมกับส่ง
กระแสเสียงปราณแท้ออกไปอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าแปลกหรือที่คนเหล่านี้จะ
หมายตาเจ้า? เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีโครงการที่จะฝึกฝนและส่งเสริม
เหล่าอัจฉริยะ พูดให้ชัดๆก็คือเหล่าอัจฉริยะที่มากพรสวรรค์จาก 19
สำนักจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ มนุษย์ ปฐพี และสวรรค์ คนเหล่านี้
จะได้รับการส่งเสริมจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และสำนักใหญ่อื่นๆ”
“ระดับต่างๆเหล่านี้จะมีทรัพยากรมอบให้ในปริมาณที่แตกต่างกัน
ไม่เพียงแค่นั้น มันยังต่างกันอย่างมากด้วย ทุกคนต่างก็ต้องการที่จะได้
อันดับสูงและได้รับทรัพยากรจำนวนมาก เมื่อท่านมู่ฉิงหงได้ชมเชยเจ้าต่อ
หน้าเหล่าผู้อาวุโสสำนักอื่น… ทุกคนที่นี่ต่างก็ตระหนักถึงเรื่องนี้…”
หลินหมิงรับฟังอย่างเงียบๆ เขาไม่รู้จะกล่าวอะไรดี หากเขาต้องการ
ที่จะเหยียบย่างไปข้างหน้า เขาก็ต้องถูกขวากหนามเหล่นี้เกี่ยว! เหล่าผู้มี
พรสวรรค์เหล่านี้ต่างก็หยิ่งยโส พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดที่อยู่เหนือ
ตนเอง ถึงแม้เจียงเป่าอวิ้นจะสามารถเอาชนะยอดอัจฉริยะจาก 4 สำนัก
และหลินหมิงสามารถเอาชนะเขา เหล่าอัจฉริยะเหล่านี้ก็ยังเต็มไปด้วย
ความมั่นใจ และไม่เชื่อว่าพวกที่เหลือจะพ่ายแพ้แก่เจียงเป่าอวิ้น
ผู้ใดแข็งแกร่ง ผู้ใดอ่อนแอ สิ่งนี้จะได้รู้กันในการต่อสู้
เจียงเป่าอวิ้นเห็นสีหน้าที่พูดไม่ออกของหลินหมิงก็หัวเราะและกล่าว
ว่า “ความจริงคือ พวกที่มาท้าทายเจ้า นอกจากหลินปิงแล้ว ที่เหลือก็
ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก เมื่อพวกเขาไม่เห็นฝีมือเจ้ากับตาจึงไม่อยากจะเชื่อ
ว่าตนไม่อาจเอาชนะเจ้าได้ ทุกคนต่างก็หวังที่จะอยู่ในระดับสวรรค์ หาก
การประเมินออกมาและพวกเขาอยู่ระดับสวรรค์ พวกเขาก็จะเพลิดเพลิน
ไปกับการถูกปฏิบัติราวกับเป็นศิษย์หลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เพียง
แค่นั้น แต่พวกเขาก็ยังสามารถอยู่ในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ราวกับสวรรค์
ได้อีกด้วย”
“โอ้? ถูกปฏิบัติราวกับเป็นศิษย์หลัก?” หลินหมิงประหลาดใจ และ
ถามกลับไปด้วยการส่งกระแสเสียงปราณแท้อย่างสับสนเล็กน้อยว่า “เหตุ
ใดเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จึงมีโครงการที่จะฝึกฝนและส่งเสริมเหล่า
อัจฉริยะ? คงไม่มีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลใช่ไหม? เหตุใดพวกเขาจึง
ต้องการเลี้ยงดูเหล่าอัจฉริยะที่ไม่ใช่คนของสำนักตนเองให้เปลือง
ทรัพยากรด้วยเล่า?”
เจียงเป่าอวิ้นส่ายหน้าและตอบกลับไปว่า “ข้าเองก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับ
เรื่องนี้เช่นกัน ในสองวันมานี้ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้เชิญเหล่าผู้อาวุโส
ต่างๆจากสำนักระดับ 3 ทั้งหลายมาเพื่อหารือเรื่องบางอย่าง อาจมีเรื่อง
ใหญ่บางอย่างที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้”
ในตอนนี้เอง มีเสียงที่ไม่พอใจมาขัดขวางการสนทนาด้วยกระแส
เสียงปราณแท้ของหลินหมิงและเจียงเป่าอวิ้น
“หลินหมิง เจ้าเป็นเด็กผู้หญิงหรืออย่างไร? เจ้าไม่กล้าที่จะสู้กับข้า
อย่างนั้นหรือ?” หลังจากถูกเมินเฉยอย่างสิ้นเชิงจากหลิงหมิง ฉางเชาซาน
ก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ขออภัย แต่ข้าไม่สนใจ” หลินหมิงกล่าวอย่างเฉยชา ในเมื่อเจียง
เป่าอวิ้นกล่าวว่าคนผู้นี้อ่อนแอ หลินหมิงเองก็ไม่อยากจะเสียเวลาไปกับ
เขา
“เจ้า…!” เมื่อฉางเชาซานกำลังกล่าว นาวาจิตวิญญาณก็ปรากฏ
เหนือน่านฟ้าของห้องโถงหลักบริเวณจตุรัส ในขณะที่นาวาจิตวิญญาณ
ร่อนลงมา หลินหมิงก็มองเห็นเหล่าปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้ามากกว่า
20 คนบนเรือ ในขณะที่หลินหมิงกำลังมองอยู่นั้น ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น
เขาก็เห็นเจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้และรองเจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
เห็นได้ชัดว่านี่คือเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักระดับ 3 ทั้ง 19 สำนัก
มีทั้งเหล่าผู้อาวุโสและเหล่าศิษย์หลักของสำนักระดับ 3 มากมายมา
รวมตัวกันในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และยังมีโครงการส่งเสริมเหล่าอัจฉริยะ
อีก ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่?
ในขณะที่ปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้าเดินลงมาและไปยังที่นั่ง ก็มี
เสียงเบาบางของชุดที่เสียดสีกันและมีหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดา
จากสวรรค์ นางสวมชุดสีเพลิงที่งดงามพร้อมด้วยโบว์ผ้าไหมสีเงินที่สะบัด
อยู่ด้านหลังราวกับนางมีปีกบางๆติดอยู่ ผมสีดำของนางเรียบเนียนเป็น
เงางามม้วนกันเป็นรูปลักษณ์ฟีนิกซ์ที่สูงสง่า ใบหน้าอันงดงามของนางนั้น
เต็มไปด้วยความสงบ ราวกับเทพธิดาในสรวงสวรรค์ที่ลงมาบนโลกมนุษย์
หลินหมิงชะงักเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้ก็คือมู่เชียนหยี่ เขาได้เดาภายใน
ใจแล้วว่าน่าจะเป็นนางที่มา ฉะนั้นจึงไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
เมื่อตอนที่พวกเขาเจอกัน และอยู่ด้วยกันในป่าไพศาลทางใต้ หลินห
มิงมองมู่เชียนหยี่เป็นเหมือนหญิงสาวทั่วไป แต่มู่เชียนหยี่ในปัจจุบันนั้น
ราวกับเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์อย่างแท้จริง มีความสง่างามและสูงส่งจน
ใครๆก็ไม่กล้าที่จะมองนางตรงๆ
สำหรับศิษย์คนอื่นๆที่อยู่รอบๆหลินหมิง หลายคนจ้องมองด้วย
ดวงตาที่เบิกกว้าง ไม่ว่าอย่างไรมู่เชียนหยี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่งดงามและ
สูงส่งที่สุดในอาณาเขตทางใต้ สถานะของนางอยู่คนละโลกกับพวกเขา
และไม่อาจจับต้องได้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนเกิดความคิดที่บ้า
คลั่งและอยากจะพิชิตความงามและความสูงศักดิ์ของนาง
ถึงแม้ศิษย์หลักเหล่านี้จะมาจากสำนักใหญ่เช่นสำนักหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้และมีพรสวรรค์สูง แต่ว่าระดับการบ่มเพาะของพวกเขาก็ยังไม่สูงพอ
และพวกเขาไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งในหัวใจแห่งนักสู้เช่นหลินหมิง หรือ
หัวใจแห่งกระบี่เช่นเจียงเป่าอวิ้น ฉะนั้นพวกเขาจึงมึนงงเมื่อมองไปยังมู่
เชียนหยี่ ต้องขอบคุณที่พวกเขาส่วนใหญ่สามารถเรียกสติกลับคืนมาได้
แต่ยังมีบางพวกเช่นโอวหยางหมิงจากแผนกลงทัณฑ์ที่มีเคล็ดบ่ม
เพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจึงยากที่จะปรับความคิดและคืนสติ
ของตนกลับมาได้
ในบรรดาคนเหล่านี้ ยังมีอีกคนคือฉางเชาซานที่ท้าทายหลินหมิง เขา
จ้องมองไปยังมู่เชียนหยี่ด้วยความหลงใหล แก้มของเขาแดง เขากำลังคิด
ว่ามันจะดีเพียงใดหากเขาได้ผลประเมินว่าอยู่ในระดับสวรรค์และได้อยู่ใน
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อคิดได้เช่นนี้ หัวใจฉางเชาซานก็ลุกโชน หากเขา
สามารถอาศัยอยู่ในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาก็จะได้เห็นเทพธิดาผู้นี้ทุก
วัน?