Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 295 พรสวรรค์ระดับสวรรค์
หลังจากที่มู่เชียนหยี่พริ้วกายลงมา เหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักจาก
สำนักระดับ 3 ต่างก็โค้งคารวะ ความแตกต่างระหว่างพวกเขากับมู่เชียน
หยี่นั้นก็เหมือนกับความแตกต่างระหว่างฉินจื่อหยากับเจ้าสำนักหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ ช่องว่างระหว่างสถานะของพวกเขาห่างกันมากเกินไป
ไม่ว่าอย่างไร อีกไม่ถึง 10 ปี มู่เชียนหยี่ก็คงจะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ และศักยภาพของนางก็ไม่มีขีดจำกัด ส่วนพวกเขาส่วน
ใหญ่ก็จะหยุดอยู่เพียงขั้นปราณปลายฟ้า มันเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา
ที่จะเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิต
มู่เชียนหยี่จ้องไปยังเหล่าอัจฉริยะที่อยู่บริเวณจตุรัสและสายตาของ
นางก็หยุดลงที่หลินหมิงเพียงชั่วครู่ก่อนจะมองผ่านไป โดยไม่แสดงท่าทาง
ที่ผิดปกติเลย
และเมื่อมู่เชียนหยี่เดินไปและนั่งลงบนที่นั่งอันทรงเกียรติ เหล่าผู้
อาวุโสต่างๆจึงนั่งลงตาม ช่วยไม่ได้ที่เหล่าศิษย์ที่อยู่ในจตุรัสจะสงสัยว่านี่
มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ เหล่าตัวตนที่เป็นตำนานและผู้สูงศักดิ์ได้มารวมตัว
กันที่นี่ เพียงเพราะโครงการฝึกฝนเหล่าอัจฉริยิย่างนั้นหรือ และทำเช่นนี้
เพื่อสิ่งใดกัน?
ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ว่ามู่เชียนหยี่นั้นเป็นใคร แต่พวกเขาก็รู้ว่านาง
มาจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และต้องมีความสำคัญอย่างมาก อาจเป็นไป
ได้ว่านางนั้นเป็นตัวตนระดับสูงที่จะกลายเป็นผู้นำคนต่อไปของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ในขอบเขตหลายล้านลี้มีเพียงเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เท่านั้นที่เป็นสำนักระดับ 4 อาจจะกล่าวได้ว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้น
ควบคุมพื้นที่ 1 ใน 3 ของทวีปนภารินไหล เพียงแค่จินตนาการก็คงพอ
คาดเดาได้ ว่าสถานะของมู่เชียนหยี่นั้นจะสูงส่งเพียงใด
ในตอนนี้เอง ฉีซงเทียนทำหน้าที่เป็นโฆษกและเดินไปยังด้านหน้า
ของจตุรัส เพื่อกล่าวกับเหล่าศิษย์หลักของทุกสำนัก “ในวันนี้ที่พวกเจ้า
มารวมตัวกันมีอยู่ 2 เรื่องที่พวกเจ้าจะต้องทราบ อย่างแรกคือเรื่องของ
เมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงัน!”
“เมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงัน?”
สำหรับศิษย์หลายคนที่อยู่ที่นี่ ชื่อนี้ไม่คุ้นหูสำหรับพวกเขาเลย สิ่งที่
พวกเขาไม่รู้คือทุกสำนักต่างก็มีบันทึกโบราณ ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับเมือง
จักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงันอยู่
มันคือสำนักระดับแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3000 ปีก่อน และ
เป็นหนึ่งในสำนักชั้นนำระดับ 5
ทั่วทั้งทวีปนภารินไหล มีแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงหยิบมือเท่านั้น
ความแตกต่างของแดนศักดิ์สิทธิ์และสำนักระดับ 5 ทั่วไปก็คือ สำนัก
ระดับแดนศักดิ์สิทธิ์มักจะก่อตั้งมานานกว่า 10000 ปี อย่างไรก็ตาม เมือง
จักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงันนั้นเป็นข้อยกเว้น
มหาจักรพรรดิอเวจีผู้ที่ก่อตั้งเมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงัน
ขึ้นมานั้นเป็นผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาปีศาจ เส้นทางแห่งนักสู้นั้นช้าและ
ยากลำบาก มีหลายคนที่ไม่ต้องการจะเสียเวลากับมัน จึงพยายามค้นหา
เส้นทางใหม่ ซึ่งเป็นทางลัด ยกตัวอย่างเช่นเคล็ดวิชากลืนกินมหากฎ
เคล็ดวิชาปราณหลอมรวมมหากฎ ในการบ่มเพาะเคล็ดวิชาเหล่านี้
ต้องการชายหรือหญิงที่มีจิตชั่วร้าย เคล็ดวิชาต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเคล็ด
วิชาปีศาจ
มหาจักรพรรดิอเวจีก่อความชั่วร้ายและไร้คุณธรรมเป็นอย่างยิ่งใน
การบ่มเพาะเคล็ดวิชาปีศาจ เขาได้สังหารชายหญิงนับไม่ถ้วน พร้อมกับ
จับเหล่าผู้มีพรสวรรค์และสาวงามไปปนเปรอ การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็น
การกระตุ้นความโกรธของผู้คนจำนวนมาก
หลังจากนั้น เคล็ดบ่มเพาะของเขาก็แทบจะกลายเป็นสิ่งที่แทบจะไร้
เทียบเคียงในโลกหล้า ในที่สุดเขาก็เกือบจะลักพาตัวธิดาของจักรพรรดิ
แห่งทวีปนภารินไหลสำเร็จ จักรพรรดิจึงโกรธอย่างมาก เขาได้จ่ายไป
อย่างมหาศาลเพื่อขอความร่วมมือจากจักรพรรดิแห่งทวีปนภารินไหลคน
อื่นๆรวมพลังกันเพื่อจัดการกับปีศาจแห่งแดนใต้ตนนี้ ในที่สุดมหา
จักรพรรดิอเวจีก็ได้ตายไป เมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงันก็ล่ม
สลายไปเช่นกัน
จากต้นจนจบ เมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงันไม่ได้อยู่มา
นานถึง 2000ปีด้วยซ้ำ มันเพียงแค่ 1000 ปีก่อนที่มันจะล่มสลายเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเมืองจักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบงันไม่ได้ล่มสลายไป
อย่างสมบูรณ์ มหาจักรพรรดิปีศาจนั้นมีเหล่าขุนพล 36 ตนที่อยู่ภายใต้
บังคับบัญชาของเขา เหล่าขุนพลทั้ง 36 นี้ มี 8 คนที่สามารถหนีรอดไปได้
และออกไปไกลยังทะเลทางใต้ พร้อมทั้งรวบรวมสมุนไปด้วยและสร้าง
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ขึ้น
เมื่อมหาจักรพรรดิอเวจีได้ตายไป ทั่วทั้งทวีปนภารินไหลเองก็สูญเสีย
ไปอย่างมากเช่นกัน จึงไม่อาจที่จะทำอะไรกับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทาง
ใต้ได้ พวกมันจึงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงหลายปีมานี้ ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ได้พัฒนาขึ้นมาก
และเริ่มจะเกิดความวุ่นวาย พวกมันไม่ต้องการจะอาศัยอยู่ห่างไกลใน
ทะเลลึก แต่หากพวกมันต้องการจะกลับมา ก็ต้องเจอกับม่านพลังขนาด
ใหญ่ที่ขว้างกั้นเอาไว้ ก็คือเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นเกาะนิรันดร์ที่
ตั้งอยู่นอกชายฝั่งในทะเลทางใต้
ความจริงคือ ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้อยากจะครอบครอง
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่เป็นสตรีที่ฝึกฝนเคล็ด
บ่มเพาะ และเนื่องด้วยดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชา
ปีศาจ พวกมันจึงอยากใช้ผู้หญิงเหล่านี้มาปรนเปรอเพื่อเพิ่มระดับการบ่ม
เพาะของตน หากพวกมันสามารถเข้ายึดครองเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ไม่
เพียงแค่จะได้ทรัพยากรมหาศาล แต่ยังได้ครอบครองเหล่าหญิงสาวที่
งดงามและมากพรสวรรค์อีกด้วย ยังจะมีสิ่งใดที่ดีเยี่ยมเพียงนี้อีกเล่า?
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้แทบจะกล่าวได้ว่าพวกมันเป็นสำนัก
ระดับ 5 พวกมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก
เช่นนั้น เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จึงได้เผชิญหน้ากับวิกฤตอันใหญ่หลวง
ก่อนหน้านี้ มู่ฉิงหงได้ขอให้มู่เชียนหยี่มา แต่ไม่ได้เพียงเพื่อ
สังเกตการณ์หลินหมิงเท่านั้น แต่ยังทำให้เหล่าสำนักระดับ 3 ได้รับรู้ถึง
วิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นจากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ ในเมื่อพวกเขา
มีศัตรูเดียวกัน ก็ย่อมที่จะเข้าใจกันและกัน
เมื่อมู่เชียนหยี่มาถึง นางก็ได้ชี้ถึงแผนการที่ได้เตรียมเอาไว้ นางได้
วางแผนที่จะรวมพลังจากทั้ง 19 สำนักเพื่อกำจัดพวกดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ แน่นอนว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะจ่ายทรัพยากรเป็นจำนวน
มากเพื่อแสดงถึงความจริงใจของพวกเขา และยังจะช่วยส่งเสริมเหล่า
อัจฉริยะด้วยโครงการฝึกฝนของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
ฉีซงเทียนกล่าวอย่างกระชับและได้ใจความ หลังจากนั้น เขาก็ได้
กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ในการที่จะหลุดพ้นจากวิกฤตการรุกรานของพวก
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ไปด้วยกัน เหล่าสำนักระดับ 3 ทั้ง 19
สำนักและเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ตัดสินใจที่จะลงเรือลำเดียวกัน ทั้งการ
ร่วมมือและส่งเสริมเหล่าอัจฉริยะต่างก็เป็นแผนที่สำคัญอย่างยิ่ง ต่อไปคือ
เรื่องที่สองที่ข้าจะประกาศในวันนี้”
“เหล่าศิษย์หลักจากทั้ง 19 สำนัก หากรวมกันก็จะมีจำนวน 108 คน
ที่จะถูกเลือกให้เข้าร่วมโครงการฝึกฝนนี้ ทั้ง 108 คนจะถูกแบ่งออกเป็น
พรสวรรค์ระดับ มนุษย์ ปฐพี และสวรรค์ อย่างแรก ข้าจะประกาศรายชื่อ
ของผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับมนุษย์ พวกเขามีจำนวนทั้งสิ้น 50 คน คือ…”
“สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เจียงหลานเจี้ยน โอวหยางหมิง สำนักหุบ
เขานกยูง ซุนอี้เหวิน โจวกวาง…”
ในปัจจุบันมีเพียง 20 คนในรายชื่อที่มา คนในรายชื่อส่วนใหญ่ไม่
สามารถมาได้ในเวลานี้เนื่องด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่พวกเขาก็จะมาใน
ภายหลัง และรู้แล้วว่าตนมีรายชื่อติดอยู่ในโครงการฝึกฝนนี้ ซึ่งพวกเขาก็
คาดว่าตนนั้นจะได้อยู่ในระดับที่สูง แต่ในตอนนี้กลับมีผู้มีพรสวรรค์หลาย
คนที่ได้อยู่เพียงพรสวรรค์ระดับมนุษย์
ผู้คนที่ถูกขานชื่อออกมานั้นต่างก็มีสีหน้าที่ล้ำลึก พวกเขารู้สึกไม่
อยากยอมรับ และยังไม่ได้แม้กระทั้งต่อสู้เพื่อจัดลำดับ แต่กลับโดน
จัดลำดับออกมาเช่นนี้ ผู้ใดจะคิดว่าตนจะถูกจัดให้เป็นพรสวรรค์ระดับต่ำ
ที่สุดกันเล่า?
ฉางเชาซานจากสำนักไป๋ฟงนั้นกำลังขบฟันแน่นด้วยความกังวล เขา
นั้นเชื่อมั่นในพรสวรรค์และศักยภาพของตนอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่เขากลัว
นั้นคือการประเมินของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะไม่ละเอียดและถูกต้อง
และประเมินต่ำเกินไปแล้วให้เขาเป็นพรสวรรค์ระดับมนุษย์ หากเป็น
เช่นนี้ เขาเชื่อว่าจะต้องผิดพลาดอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามเมื่อ ฉีซงเทียนอ่านรายชื่อมาถึงชื่อของศิษย์สำนักไป๋ฟง
ชื่อเขาของกลับไม่ถูกขานออกมา
ฉางเชาซานถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกและรู้สึกพอใจอย่างมาก ดู
เหมือนว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ประเมินผิดพลาดอย่างแน่นอน
พรสวรรค์ของเขาอย่างน้อยก็ต้องถูกประเมินให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ
ปฐพี และบางทีอาจเป็นพรสวรรค์ระดับสวรรค์ก็เป็นได้ จะต้องดูว่ามีกี่คน
ที่ถูกประเมินให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาคิดได้ว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นสนใจหลินหมิง
ฉางเชาซานก็ไม่ได้รู้สึกดี หลินหมิงที่กล่าวว่า ‘ขออภัย ข้าไม่สนใจ’ ซึ่งทำ
ให้ฉางเชาซานเสียหน้าเป็นอย่างมาก และเก็บความเจ็บปวดนี้ฝังลงไปใน
ใจ
ฉางเชาซานกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ‘เจ้าได้ดูถูกข้า แต่รอก่อนเถอะ
ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นถึงความสามารถของข้าเอง!’
ฉีซงเทียนกล่าวต่อไป “ต่อไปเป็นรายชื่อของผู้มีพรสวรรค์ระดับปฐพี
มีทั้งสิ้น 27คน สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เจียงเป่าอวิ้น มู่กู๋ปู่ยี่ สำนักหุบ
เขานกยูง หลินปิง เยี่ยนกู่ โจวจื่อ สำนักเมฆาคล้อย….”
ในขณะที่ฉีซงเทียนอ่านรายชื่อจบ เหล่าผู้คนก็สับสน มีเพียง 27 ชื่อ
เท่านั้นหรือที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับปฐพี?
หากมีทั้งหมด 108 คน และมีผู้ที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับมนุษย์ 50
คน พรสวรรค์ระดับปฐพีอีก 27 คน รวมกันแล้วก็ได้เพียง 77 คนเท่านั้น
หมายความว่าในพรสวรรค์ระดับสวรรค์นั้นมี 31 คนเช่นนั้นหรือ? และมี
มากยิ่งกว่าระดับจำนวนผู้ที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับปฐพีอีกด้วย?
ทุกคนต่างตื่นเต้นเมื่อคิดได้เช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสอย่างมากที่
ตนจะถูกประเมินให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ถูก
ขานชื่อออกมา พวกเขานั้นตื่นต้นจนไม่อยากจะเชื่อ พวกเขาจะถูก
ประเมินให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์เช่นนั้นหรือ? จะได้อยู่เหนือกว่า
เจียงเป่าอวิ้นแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และหลินปิงแห่งหุบเขานกยูง!
ฉางเชาซานกังวลอย่างยิ่งยวดในเวลานี้ ในขณะที่ฉีซงเทียนขานชื่อ
ศิษย์หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ไปหมด แต่ไม่มีชื่อของหลินหมิงปรากฏออกมา ดู
เหมือนว่าเจ้านี่จะโชคดีไม่น้อยเลยทีเดียว และอาจจะถูกประเมินให้อยู่
พรสวรรค์ระดับสวรรค์อีกต่างหาก แต่หากเขาไม่ได้ถูกเลือก เขาจะทำ
อย่างไร?
‘หากมีเพียงแค่สิบกว่าคนที่จะถูกประเมินให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ
สวรรค์ เช่นนั้นก็คงไม่แปลกใจเท่าไรหากเขาไม่ถูกเลือก แต่นี้กลับมีถึง 31
คนที่จะถูกเลือก เช่นนั้นเขาจะต้องถูกเลือกอย่างแน่นอน! หากข้าไม่ถูก
เลือกเช่นนั้นก็จะขอประลองกับผู้ที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์!’
‘ตราบใดที่ข้าชนะ ทุกคนก็จะหุบปากไปเอง’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉางเชาซานก็ถอนหายใจยาว หัวใจของเขาจึงค่อยๆ
สงบลง
ในที่สุด ฉีซงเทียนขานชื่อจบโดยไม่มีชื่อของฉางเชาซานออกมา ทำ
ให้เขาโล่งอกขึ้นอีก
‘ดูเหมือนว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะประเมินได้อย่างเที่ยงธรรมเป็น
อย่างยิ่งที่ไม่ได้ตัดสินข้าผิดไป แล้วสำหรับเจียงเป่าอวิ้น หลินปิง และ
แม้แต่ไป๋ชูแห่งสำนักเมฆาคล้อย พวกเขาประเมินผิดพลาดเช่นนั้นหรือ?’
‘เพราะพวกเขาควรจะถูกเลือกให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์’
สำนักระดับ 3 ทั้ง 19 สำนัก ไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนัก เพราะฉะนั้น
ฉางเชาซานจึงไม่ค่อยได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของคนอื่นๆมากนัก ในสิ่งที่
เขารู้ หลินปิงและไป๋ชูทั้งคู่นั้นเป็นยอดอัจฉริยะของสำนัก หลินปิง
สามารถเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าเมื่ออายุ 21 ปีและพรสวรรค์ของเขามี
มากกว่าฉางเชาซาน ส่วนเจียงเป่าอวิ้น นั้นเพียงด้อยกว่าเขา(ฉางเชาซาน)
เพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถเทียบได้กับศิษย์น้องของเขาได้ ถ้าศิษย์น้อง
ของเขาได้ถูกเลือกให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์แล้ว เหตุใดเจียงเป่าอ
วิ้นจึงไม่ถูกเลือกกันเล่า?
ในขณะที่ฉางเชาซานกำลังคิดว่ามีบางอย่างผิดพลาด ฉีซงเทียนก็ได้
กล่าวต่อว่า “เพราะขาดข้อมูลจึงยากที่จะประเมินผู้ที่ก้ำกึ่งระหว่าง
พรสวรรค์ระดับมนุษย์และพรสวรรค์ระดับปฐพี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการ
ประเมินเพิ่มเติม มีทั้งสิ้น 30 คน ซึ่งก็คือ สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ฉินหวู่
ซิน…”
“อะไรกัน?”
คำกล่าวของฉีซงเทียนนั้น ทำให้ฉางเชาซานรู้สึกเหมือนกลายเป็นคน
โง่ มี 30 คนที่ก้ำกึ่งระหว่างพรสวรรค์ระดับมนุษย์และพรสวรรค์ระดับ
ปฐพี หากรวมกับ 77 คนก่อนหน้านี้ ก็จะได้ทั้งหมด 107 คน
หมายความว่ามีเพียงผู้เดียวที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์เช่นนั้นหรือ!?
ก่อนที่เขาจะทันได้คิดว่าคนผู้นั้นเป็นใคร ฉีซงเทียนก็ขานชื่อเขา
ออกมา สำนักไป๋ฟง ฉางเชาซาน
จิตใจของฉางเชาซานแทบจะระเบิดออกมา ฉีซงเทียนนั้นขานชื่อผิด
หรือไม่? เป็นชื่อเขาจริงหรือ? บิดาผู้นี้เป็นผู้ที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างพรสวรรค์
ระดับมนุษย์และพรสวรรค์ระดับปฐพีหรือ? อัจฉริยะเช่นเขากลับถูก
มองข้ามได้อย่างไร!?!?
ฉางเชาซานไม่อาจจะยอมรับได้ ความจริงแล้ว ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น
แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่อยากยอมรับเรื่องนี้ พวกเขาต่างก็คิดว่าตนจะถูก
เลือกให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะได้เป็นผู้
ที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างพรสวรรค์ระดับมนุษย์และพรสวรรค์ระดับปฐพีเท่านั้น!
เหล่าศิษย์หลายคนต่างก็รู้สึกไม่ยอมรับผลการประเมินนี้
สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ถูกเลือก เพราะพวกเขาไม่ค่อยได้ต่อสู้กับศิษย์
สำนักอื่นจึงขาดข้อมูลไปนั้นเอง ฉะนั้นจึงถูกจัดให้เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์
ก้ำกึ่ง เหล่าอัจฉริยะเหล่านี้มักจะหยิ่งยโส แต่กลับถูกตัดสินเช่นนี้โดยที่ยัง
ไม่ได้สู้ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงจะยอมรับมันได้อย่างง่ายดาย เจียงเป่าอวิ้น
นั้นได้เอาชนะหลายคนก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเจียงเป่าอวิ้นคนนี้หรืออย่างไรที่
เคยพ่ายแพ้พวกเขา?
สำหรับมู่กู๋ปู่ยี่ มันเป็นใครกัน?
ไม่เคยแม้กระทั้งได้ยินชื่อมันมาก่อน!
และสิ่งที่ทำให้น่าโมโหมากที่สุดคือทั้ง 108 คน กลับมีเพียงผู้เดียวที่
ถูกเลือกให้เป็นผู้มีผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ พวกเขาไม่แม้แต่จะได้สู้กับ
คนผู้นั้นด้วยซ้ำ เหตุใดจึงคิดว่าพวกเขานั้นด้อยกว่า?