Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 296 ข้าไม่อาจยอมรับได้
เมื่อฉีซงเทียนขานรายชื่อทั้ง 30 คนเสร็จสิ้น ฉางเชาซานจึงกล่าว
ถามขึ้นว่า “ท่านเจ้าสำนักฉี ข้ามีคำถามจะถาม!”
ฉีซงเทียนขมวดคิ้วเพราะถูกขัดจังหวะ เขากล่าวเบาๆว่า “มีเรื่อง
อะไรหรือ?”
“ข้าอยากจะรู้ว่าใครเป็นผู้ประเมินการจัดระดับ?” และใช้เกณฑ์
อะไรในการประเมินเช่นนั้นหรือ?”
ฉีซงเทียนกล่าวว่า “รายชื่อเหล่านี้ถูกตัดสินโดยท่านเทพธิดาฉิงหง
และผู้อาวุโสแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาได้รวบรวมผลการประลอง
ทุกปีของทุกสำนักเอาไว้!”
“เช่นนั้นนี่ก็คือรายชื่อที่เหล่าผู้นำและผู้อาวุโสหลายสำนักต่างเห็น
ด้วยหรือ? ข้ายังไม่เคยได้ประลองกับคนเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ การประเมิน
พรสวรรค์นี่ไม่ลำเอียงไปหน่อยหรือ?”
ฉางเชาซานโต้แย้งการประเมินของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต่อหน้า
สาธารณะซึ่งถือเป็นการหักหน้าอย่างมาก แต่มันกลับสามารถทำให้ผู้คน
มากมายคล้อยตามได้
“หากเป็นในการประลองนั้นแน่นอนว่าวัดกันที่ความแข็งแกร่ง
สำหรับรายชื่อเหล่านี้ พวกเรามิได้ดูเพียงแค่ความแข็งแกร่ง แต่ดูที่
พรสวรรค์ต่างหาก! สำหรับ 30 คนที่ยังขาดข้อมูล พวกเราจะทำการ
ทดสอบเพื่อตัดสินว่าจะให้อยู่ระดับใด”
“แต่…”
ก่อนที่ฉางเชาซานจะได้กล่าวอันใดไปมากกว่านี้ มู่ฉิงหงก็เค้นเสียง
อย่างเย็นชาและกล่าวว่า “หากว่าเจ้าไม่พอใจในการตัดสินของพวกเรา
เจ้าก็สามารถเลือกไม่เข้าร่วมได้ อย่าลืมว่าทรัพยากรเหล่านี้ถูกจัดหามา
โดยเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของข้า ส่วนผู้ใดจะได้รับหรือเหตุใดจึงได้รับ มัน
เป็นอำนาจในการตัดสินใจของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์! ไม่ใช่สิ่งที่คนนอกอัน
ต้อยต่ำเช่นเจ้าจะมายุ่งได้! หากเจ้าพบว่ามันไม่ยุติธรรม เจ้าก็สามารถจะ
จากไปได้!”
ในการกล่าวของมู่ฉิงหงนี้ นางได้ใช้ปราณแท้ผสานเข้าไปในเสียงด้วย
ทำให้เกิดความรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล ฉางเชาซานหน้าซีดในทันทีและ
ถอยหลังไปหลายก้าว เขากัดริมฝีปากโดยไม่กล่าวอันใดออกมาอีก ในเมื่อ
ตอนนี้เขาอยู่ในถิ่นของผู้อื่น เขาจำเป็นต้องก้มหัวเอาไว้และเขาก็ไม่
ต้องการจะเสียทรัพยากรเหล่านั้นไปด้วย ไม่เพียงแค่นั้น แต่เหล่า
ทรัพยากรที่ถูกจัดหามาโดยเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มันจะต้องดีมากกว่า
ทรัพยากรใดๆที่เขาได้รับจากสำนักของเขาอย่างแน่นอน
ในตอนนี้เอง ฉีซงเทียนก็เริ่มกล่าวต่อ “ตอนนี้ ข้าขอประกาศรายชื่อ
ผู้ที่มีพรสวรค์ระดับสวรรค์ มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ… หลินหมิง จาก
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้!”
เมื่อฉีซงเทียนกล่าวคำนี้ออกมา หลินหมิงพบว่าบรรยากาศโดยรอบ
ของเขาอึดอัดในทันที ในขณะที่สายตาหลายคู่จ้องมองมายังเขา แต่ก็
ยกเว้นเจียงเป่าอวิ้น ฉินหวู่ซิน และคนอื่นๆจากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ทุกคน
นอกจากนั้นก็มองเขาด้วยสายตาราวกับจะกลืนเขาไปทั้งตัว
ดวงตาของฉางเชาซานแดงก่ำ นี่คือความอิจฉา และมันยังปิดกั้น
‘จิตวิญญาณ’ ของเขา
ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์สามารถจะเพลิดเพลินไปกับตำแหน่งที่
เทียบเท่ากับศิษย์หลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์! ศิษย์หลักของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์นั้นฝึกฝนกันโดยใช้หินลมปราณแท้ระดับกลาง หินลมปราณแท้
ระดับกลางเทียบเท่ากับหินลมปราณแท้ธรรมดา 100 ก้อน แม้แต่บิดา
ของฉางเชาซานก็ยังไม่มีโอกาสที่จะได้บ่มเพาะด้วยหินลมปราณแท้
ระดับกลางเลย เพราะมันเป็นการผลาญเงินอย่างแท้จริง!
นอกจากนี้ ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์สามารถจะอาศัยอยู่ในเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีประชากรผู้หญิงกว่า 90% ไม่
เพียงแค่นั้น แต่พวกนางยังมากพรสวรรค์ งดงาม และเป็นสาวบริสุทธิ์อีก
ด้วย! ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดที่กล้าแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมต่อหน้า
บุคคลเช่นมู่เชียนหยี่ หากพวกเขาสามารถตีสนิทกับหญิงสาวที่มีระดับ
พลังขั้นปราณปลายฟ้าหรือเหนือกว่านั้นได้และกลายเป็นสหายของนาง
พวกเขาจะสามารถบ่มเพาะกับนาง นี้ถือว่าเป็นชะตาที่ไม่อาจหาได้อีก!
เมื่อคิดได้ว่ามีสิ่งดีๆมากมายตกไปอยู่ในมือของหลินหมิง ดวงตาของ
ฉางเชาซานแดงก่ำด้วยความโกรธและอิจฉา แต่เมื่อฉีซงเทียนกล่าวต่อ
ความไม่พอใจของฉางเชาซานก็เพิ่มขึ้นถึงขีดสุด
ฉีซงเทียนกล่าวว่า “ในทุกๆเดือน ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับมนุษย์จะ
ได้รับหินลมปราณแท้ระดับต่ำ 500 ก้อน และหากสามารถที่จะเข้าสู่ขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลายได้ ก็จะได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์”
“และในทุกๆเดือน ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับปฐพีจะได้รับหินลมปราณ
แท้ระดับต่ำ 500 ก้อน และหินลมปราณแท้ระดับกลาง 5 ก้อน และหาก
สามารถที่จะเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลางได้ ก็จะได้รับโอสถเปิดทาง
สวรรค์”
“ในทุกๆเดือน ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์จะได้รับหินลมปราณแท้
ระกลาง 20 ก้อน และได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์ 1 เม็ดโดยทันที หาก
สามารถเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าได้ ก็จะได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์ 2 เม็ด
ทันที และสามารถเข้าไปในแดนเร้นลับของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ และ
จะได้รับเกราะระดับปฐพีขั้นต่ำเป็นของขวัญ”
คำกล่าวสุดท้ายเหล่านั้นทำให้เหล่าศิษย์ร้องออกมาอย่างสับสน
วุ่นวาย เพราะมันช่างห่างกับสิ่งที่ตนได้รับอย่างมาก! มันราวกับขอทานที่
เดินอยู่หลังเจ้าชาย!
หากลองเปรียบเทียบ ไม่ต้องกล่าวถึงหินลมปราณแท้ระดับกลาง แต่
ยังผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ยังจะได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์ถึง 3 เม็ด
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น แต่ยัง
สามารถเข้าไปในแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้! ถึงแม้จะไม่มี
ผู้ใดรู้ว่าแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่เช่นไร แต่หากไม่
โง่ก็จะพอรู้ว่าแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ย่อมเป็นสถานที่น่า
เหลือเชื่อและสามารถเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะได้อย่างน่าอัศจรรย์
บางทีอาจจะมีเพียงศิษย์หลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิที่สามารถเข้าไปได้!
ยังมีเกราะระดับปฐพีขั้นต่ำอีกด้วย ต้องรู้ด้วยว่าเกราะนั้นราคาแพงกว่า
อาวุธที่อยู่ในระดับเดียวกันเสียอีก โดยเฉพาะเกราะระดับปฐพีขั้นต่ำที่
สามารถยืดหยุ่นได้ยิ่งมีราคาแพงมหาศาล!
นี่มันไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว!
ศิษย์หลายคนต่างลุกขึ้นและกล่าวว่า “ผู้อาวุโส พวกเรามีสิ่งที่
ต้องการจะกล่าว!”
พวกคนเหล่านี้ต่างเป็นกลุ่มคนที่มีระดับก่ำกึ่งทีมีรายชื่อเช่นเดียวกับ
ฉางเชาซาน คนเหล่านี้มักจะซ่อนความแข็งแกร่งของตนเอาไว้และมีไพ่
ตายเก็บซ่อนเอาไว้ พวกเขาจึงมั่นใจในความสามารถของตนเป็นอย่างยิ่ง
ในเมื่อยังไม่ได้ต่อสู้กับผู้ใดจึงเป็นการยากที่จะทำให้พวกเขานั่งยอมแพ้อยู่
เฉยๆได้
สำหรับเหล่า 27 คนที่ถูกประเมินให้อยู่ในระดับปฐพีไปเรียบร้อย
แล้วนั้น เนื่องจากพวกเขานั้นมักจะได้ประมือกับอัจฉริยะคนอื่นบ่อยครั้ง
จึงรู้สถานะและความสามารถของตนดี เพราะแม้แต่ตัวตนเช่นหลินปิง
แห่งสำนักหุบเขานกยูงนั้นยังไม่แม้แต่จะปริปากอะไร พวกเขาจึงเงียบ
เอาไว้เช่นกัน
“มีเรื่องอันใดจะกล่าวเช่นนั้นหรือ?” มู่ฉิงหงกล่าวถามออกมา คำ
กล่าวของนางแฝงไว้ด้วยความเย็นชา
“ผู้อาวุโส หากผลการประเมินของพวกเรานั้นดีพอ พวกเราจะได้ขึ้น
ไปอยู่ในระดับสวรรค์ได้หรือไม่?” ชายผู้นี้เชิดหน้าขึ้นถามอย่างมั่นใจ
ดวงตาของมู่ฉิงหงจับจ้องไปยังชายผู้นั้น เขาอายุราวๆ 20 ปีและ
ระดับการบ่มเพาะยังอยู่เพียงจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรเท่านั้น
‘หืม คางคกตัวนี้ริอาจจะกินเนื้อหงส์ เขาคิดจริงๆหรือ ว่าตนมี
ความสามารถที่จะอยู่ในระดับสวรรค์ได้! น่าขันยิ่งนัก! เมื่อเชียนหยี่ของข้า
อายุ 17 ปี นางก็อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าแล้ว และเมื่อนางอายุ 22 ปี ก็ได้
ก้าวขึ้นสู่ขั้นปราณปลายฟ้าเรียบร้อยแล้ว!’
หากมิใช่ความจริงที่ว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ต้องการจะทำให้เหล่า
สำนักเล็กๆเหล่านี้รวมกันเป็นหนึ่ง หากเทียบคนพวกนี้กับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์นั้น ย่อมไม่คุ้มค่าในการลงทุนแม้แต่น้อย
มู่ฉิงหงกำลังที่จะปฏิเสธคำขอไร้สาระพวกนี้ แต่ทันใดนั้นมู่เชียนหยี่ก็
ได้กล่าวออกมาก่อนว่า “พวกเจ้าสามารถจะอยู่ในระดับสวรรค์ได้อย่าง
แน่นอนหากพวกเจ้าสามารถผ่านชั้นเจ็ดของเจดีย์วิจิตรเจ็ดสมบัติได้”
ในทวีปนภารินไหล เจดีย์วิจิตรเจ็ดสมบัติเป็นค่ายกลมายาที่ถูกสร้าง
ขึ้นเพื่อใช้ทดสอบพรสวรรค์ของแต่ละคน เมื่อหลินหลินหมิงได้เข้าไปใน
เจดีย์วิจิตรเจ็ดสมบัติเป็นครั้งแรก ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ เขาสามารถผ่าน
ชั้น 4 และหยุดที่ชั้น 5 สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 6 เช่นฉินซิงเซวียน
นางสามารถผ่านชั้น 5 ไปได้
สำหรับชั้น 6 และ ชั้น 7 นั้นมีความยากยิ่งกว่าชั้นก่อนๆอย่างมาก
โดยเฉพาะการจะผ่านชั้นที่ 7 นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“ว่าไงนะ? ผ่านชั้นที่ 7 เช่นนั้นหรือ?”
ใบหน้าของเหล่าศิษย์ที่ลุกขึ้นโต้แย้งกลายเป็นน่าเกลียด พวกเขาจะ
สามารถผ่านชั้นที่ 7 ไปได้อย่างไรกัน? นางกำลังเล่นตลกกับพวกเขา
เช่นนั้นหรือ?
แน่นอนว่าพวกเขาไม่อาจจะกล่าวเช่นนั้นออกไปได้
“ข้าอยากจะรู้ว่าในเมื่อมีผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์เพียงคนเดียว
แล้วเขาผู้นั้นสามารถผ่านชั้นที่ 7 ได้อย่างนั้นหรือ?” เขาถามพร้อมกับหัน
หน้าไปยังหลินหมิง ความหมายนั้นที่จะสื่อนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
ชายผู้นี้รู้ว่าหลินหมิงนั้นมีความสามารถที่โดดเด่นและมากพรสวรรค์
แต่เขาก็ไม่อยากจะเชื่อว่าหลินหมิงจะสามารถผ่านชั้นที่ 7 ได้
ความจริงแล้ว แม้แต่หลินหมิงก็ไม่มีความมั่นใจว่าตนจะสามารถผ่าน
เจดีย์วิจิตรเจ็ดสมบัติชั้น 7 ได้ เจดีย์วิจิตรเจ็ดสมบัติของทวีปนภารินไหล
นั้นไม่เหมือนกับแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งแม่มดที่เขาเคยผ่าน
“ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย ข้าอยากจะขอประลองกับเหล่าอัจฉริยะที่อยู่
ในรายชื่อผู้มีพรสวรรค์ระดับปฐพี และผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ ตราบใด
ที่ความแตกต่างระหว่างอายุไม่มากนัก เช่นนั้นผู้ที่ชนะย่อมมีพรสวรรค์
มากกว่า! ท่านว่าใช่หรือไม่?”
มู่เชียนหยี่ยิ้มโดยไม่กล่าวใดๆออกมา สำหรับผู้อาวุโสจากหลาย
สำนัก พวกเขานั้นมีสีหน้าซับซ้อน และแน่นอนว่าพวกเขาแต่ละคนต่างก็
มีความคิดของตนเอง
ความจริงคือพวกเขาก็ไม่พอใจกับรายชื่อที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
รวบรวมมาเช่นกัน เพราะยังมีผู้มีพรสวรรค์หลายคนที่จะไม่ได้เปิดเผยไพ่
ตายที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเขา ถ้าหากตัดสินจากการดูเพียงแค่
ภายนอกของพวกเขา มันจะไม่ยุติธรรมสำหรับพวกเขาเป็นอย่างมาก
ไม่เพียงแค่นั้น แต่รายชื่อเหล่านี้ยังลำเอียงไปด้านหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
อย่างมากด้วย หุบเจ็ดแก่นแท้นั้นมีระดับปานกลางในบรรดาสำนักระดับ
3 ทั้ง 19 สำนัก แต่ทว่า กลับมีเพียงหลินหมิงเท่านั้นที่ถูกประเมินให้เป็น
ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ และยังมีเจียงเป่าอวิ้นและมู่กู๋ปู่ยี่ที่ถูก
ประเมินให้เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับปฐพีอีกด้วย และยังมีฉินหวู่ซินอีกคน
ที่มีพรสวรรค์ก้ำกึ่งระดับปฐพี นี่มันดีกว่าหุบเขานกยูงซะอีก!
รายชื่อเหล่านี้ได้มาจากมู่ฉิงหงได้มาชมงานประลองร่วมสำนักของ
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ด้วยตัวเอง และให้การประเมินที่สูงมาก แต่นางไม่
ได้มาดูงานประลองของสำนักอื่นด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดรายชื่อของสำนักพวก
เขาจึงด้อยกว่า?
มู่เชียนหยี่ยิ้ม นางพยักหน้าและกล่าวว่า “ถ้าหากเจ้าไม่สามารถรอ
การประเมินอย่างเป็นทางการได้ เช่นนั้นเจ้าก็สามารถท้าประลองกับผู้อื่น
ได้ในตอนนี้”
เมื่อมู่เชียนหยี่กล่าวจบ ฉางเชาซานก็ก้าวเท้าไปด้านหน้า และ
ตะโกนเสียงดังออกมา “หลินหมิง ข้าขอท้าประลองกับเจ้า!”
ดวงตาของทุกคนต่างจ้องมองไปยังหลินหมิง โดยเฉพาะเหล่าศิษย์
ของสำนักไป๋ฟง พวกเขาต่างก็รอชมการการแสดงนี้ เพราะพวกเขารู้ว่า
ฉางเชาซานนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน เมื่อปีก่อนแม้แต่เจียงเป่าอวิ้นก็ยังพ่าย
แพ้ด้วยมือเขา! หลินหมิงอาจจะแข็งแกร่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรการจะเอาชนะ
ฉางเชาซานนั้นไม่ง่ายอย่างแน่นอน!
หลินหมิงยังคงยืนกอดอก มองดูฉางเฉาซานและกล่าวออกมาอย่าง
ราบเรียบว่า “ข้านั้นเพิ่งอายุ 16 ปี แล้วเจ้าอายุเท่าไรกันหรือ?”
“อะ… อะไรนะ?” คำกล่าวเมื่อครู่ทำให้ฉางเชาซานรู้สึกโง่งม หลินห
มิงเพิ่งจะอายุ 16 ปีเช่นนั้นหรือ? เขาคิดว่าหลินหมิงคงจะอายุราวๆ 18 ปี
แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเพียงแค่อายุ 16 ปี? เพิ่งอายุ 16 ปีก็สามารถ
เอาชนะเจียงเป่าอวิ้นได้แล้วหรือ? ไม่เพียงแค่นั้น แต่ระดับการบ่มเพราะ
ของเขายังอยู่เพียงแค่ระดับผสานชีพจรช่วงต้นเท่านั้นเอง นี่มันเป็นเรื่อง
จริงแน่หรือ?
ฉางเฉาซานไม่อยากจะเชื่อเรื่องนี้เลย เขาอายุ 20 ปี ไม่ว่าอย่างไร
อายุของพวกเขานั้นห่างกันถึง 4 ปี แน่นอนว่าย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะท้า
ประลองกับหลินหมิง เพราะความห่างชั้นระหว่างอายุนั่นเอง
ทันใดนั้นเอง มู่กู๋ปู่ยี่ก็หัวเราะออกมา “จี๊ จี๊ จี๊ เจ้าเด็กน้อย ให้ข้าเล่น
กับเจ้าเองดีกว่า ถ้าเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ เช่นนั้นเจ้าก็อาจจะสามารถ
รับมือกับเจ้าหนูนั่นได้สักหน่อย เจ้าจะว่าอย่างไร?”
มู่กู๋ปู่ยี่ชี้นิ้วไปยังหลินหมิงในขณะที่กล่าวออกมา และ ‘เจ้าหนูนั่น’ ที่
เขากล่าวถึงย่อมหมายถึงหลินหมิงอย่างแน่นอน หลินหมิงสามารถทำให้ผู้
ที่หยิ่งยโสและดื้อรั้นอย่างมู่กู๋ปู่ยี่ยอมรับเขาได้ นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ
พิสูจน์ให้เห็นว่าหลินหมิงนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
และนี่คือใครกัน?
ฉางเชาซานนั้นกำลังโกรธด้วยความอับอาย ถึงแม้เขาจะไม่มี
คุณสมบัติเพราะอายุของเขาห่างกับหลินหมิง แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถ
ต่อสู้กับเจียงเป่าอวิ้นได้ เจ้ามัมมี่ประหลาดนี่คิดว่ามันมีคุณสมบัติพอที่จะ
มาท้าประลองกับเขาหรืออย่างไร?
“ดี! ข้าตกลง” ฉางเชาซานกล่าวตอบไปด้วยความโกรธ
‘หึ เจ้ามัมมี่ที่ไม่เป็นที่รู้จักจากสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้กล้าท้า
ประลองกับข้าอย่างนั้นหรือ! หากข้าไม่ได้แสดงความสามารถออกมาสัก
หน่อย เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่รู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเพียงไร!’
มู่เชียนหยี่ยิ้มและกล่าวว่า “มีผู้ใดที่ต้องการจะท้าประลองอีก
หรือไม่?”
“ข้าขอท้าประลอง!” ชายหนุ่มคิ้วโก่งผู้หนึ่งกล่าวออกมา เขาอายุ 19
ปี ซึ่งก็ไม่สามารถท้าประลองหลินหมิงได้เช่นกัน
เจียงเป่าอวิ้นค่อยๆลุกยืนขึ้น และดึงกระบี่ออกมาจากหลังและกล่าว
ว่า “อายุของข้านั้นพอๆกับเจ้า ข้าสามารถจะเป็นคู่มือให้เจ้าได้”
ชายหนุ่มคิ้วโก่งจ้องมองไปยังเจียงเป่าอวิ้นและพยักหน้า เขา
ต้องการจะท้าประลองกับหลินหมิง แต่เจียงเป่าอวิ้นก็ดีพอเช่นกัน
เวทีประลองพร้อมแล้ว จะมีการประลอง 2 คู่
คู่แรกก็คือมู่กู๋ปู่ยี่ ปะทะ ฉางเชาซาน
“ฮี้ ฮี้” มู่กู่ปู่ยี่ยิ้มแปลกๆออกมา ถุงด้านหลังของเขาเปิดออกและมี
หุ่นเชิดเพลิงกระโดดออกมา ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน
ดวงตาของหลินหมิงเบิกกว้าง นี่มันผ่านมาเพียงแค่ 10 วันเท่านั้นเอง
แต่เจ้าหุ่นเชิดเพลิงเทพปีศาจกลับถูกซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว? และดู
เหมือนว่าผู้นำแผนกหุ่นเชิดจะเป็นผู้ที่ซ่อมแซมพวกมันด้วยตัวเองอีก
ด้วย…