Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 298 ตัดสินความแข็งแกร่ง
หลินหมิง ระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วงต้น อายุ 16 ปี!
เขาสามารถเอาชนะมู่กู๋ปู่ยี่ได้อย่างไรกัน? และหากดูจากความนัยที่
แฝงอยู่ในคำพูดของมู่กู๋ปู่ยี่ ไม่เพียงแต่เขาไม่ใช่คู่มือของหลินหมิงเท่านั้น
แต่หลินหมิงนั้นแข็งแกร่งกว่าเขามากนัก
ไม่มีผู้ใดคิดว่ามู่กู๋ปู่ยี่โกหก มู่กู๋ปู่ยี่นั้นเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง ไม่มี
ทางที่เขาจะทำให้จิตวิญญาณของตัวเองต้องถดถอยลง ไม่เพียงแค่นั้น แต่
มันยังไม่จำเป็นต้องทำอีกด้วย มันเป็นไปไม่ได้ที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะมา
ทำเรื่องไร้สาระอย่างการทำให้หลินหมิงกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ
สวรรค์เพียงเพราะคำพูดของหมู่กู๋ปู่ยี่
เช่นนั้น ความเป็นไปได้ก็มีเพียงแค่อย่างเดียว ตัวตนของหลินหมิงคง
จะน่าหวาดกว่าเหนือจินตนาการ
หลินปิงจากหุบเขานกยูงถอนหายใจยาวขณะที่มองไปยังมู่กู๋ปู่ยี่ ที่
แน่ๆเขาคงไม่อาจจะเอาชนะมู่กู๋ปู่ยี่ได้โดยใช้พลังโจมตีของเขา แต่หลินห
มิงนั้นมีระดับการบ่มเพาะเพียงแค่ขั้นผสานชีพจรช่วงต้นเท่านั้น เขาทำ
อย่างไรกันจึงสามารถเอาชนะมู่กู๋ปู่ยี่ได้?
หากหลินหมิงที่มีระดับการบ่มเพาะเพียงแค่ขั้นผสานชีพจรช่วงต้นยัง
แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แล้วหากเขามีระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วง
กลาง ระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย หรือแม้แต่ระดับการ
บ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้าล่ะ?
หากเป็นเช่นนั้น บางทีแม้แต่หลินปิงเองก็อาจจะไม่สามารถแตะชุด
ของหลินหมิงได้!
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงประเมินให้หลินหมิง
เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ เขายังเยาว์ยิ่งนัก แต่กลับแข็งแกร่งอย่าง
มาก! นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเขาจึงถูกประเมินให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ
สวรรค์เพียงคนเดียว
หลินปิงไม่อาจกล่าวอันใดได้
ในตอนนี้หลินหมิงจึงค่อยนั่งลงบนที่นั่ง เพราะอายุของเขา จึงไม่มีผู้
ได้ที่จะสามารถท้าประลองกับเขาได้ แต่หลังจากที่มู่กู๋ปู่ยี่จัดการฉางเชา
ซานอย่างราบคาบ ก็ยิ่งไม่มีผู้ใดอยากจะมาประลองกับเขาเลย หากได้ลง
ไปสู้จริงๆก็ดูเหมือนว่าจะมีเพียงหลินปิงเท่านั้นที่สู้กับเขาได้ ส่วนคนอื่น
นั้น อย่างมากพวกเขาก็อยู่ระดับเดียวกับเจียงเป่าอวิ้น ไม่อาจที่จะทำให้
หลินหมิงใช้พลังเต็มทีด้วยซ้ำ
ในตอนนี้ เจียงเป่าอวิ้นก็ได้กล่าวกับชายหนุ่มคิ้วโก่งว่า “ศิษย์พี่ ถึง
เวลาที่พวกเราจะต้องขึ้นเวทีประลองแล้ว”
ชายหนุ่มคิ้วโก่งนั้นประหลาดใจ และจากนั้นก็รู้สึกว่าหัวใจของตน
นั้นเต้นไม่เป็นจังหวะ เขากังวลมากที่บ้าไปท้าประลองกับเจียงเป่าอวิ้น
การประลองของพวกเขานั้นต่อจากคู่ของมู่กู๋ปู่ยี่กับฉางเชาซาน!
ชายหนุ่มคิ้วโก่งแข็งค้างไปทันที ปากของเขาแทบไม่อาจกล่าวคำพูด
ออกมาได้ เขาเคยคิดว่าตนนั้นสามารถเป็นคู่มือกับมัมมี่ตนนั้นได้ และ
หากดูจากข้อมูลที่เขาได้รู้ เจียงเป่าอวิ้นนั้นเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งแข็งแกร่งยิ่ง
กว่ามัมมี่นั่นเสียอีก!
ถึงแม้ชายหนุ่มคิ้งโก่งจะมั่นใจในฝีมือของตน แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะ
สามารถเอาชนะสัตว์ประหลาดที่อยู่หน้าเขาได้ หากเขาเข้าขึ้นไปบนเวที
ก็มีแต่จะทำให้ตนเองขายหน้า!
แต่เขาเองก็เป็นศิษย์อันดับ 3 ของสำนักหุบเขาเมฆาคล้อย และ
สำนักหุบเขาเมฆาคล้อยก็เป็นถึง 1 ใน 6 อันดับแรกของสำนักระดับ 3
ทั้ง 19 สำนัก แล้วเขาจะหนีจากการประลองกับศิษย์สำนักหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ได้อย่างไร?
แต่ถ้าหากเขาขึ้นไป เขาจะจบลงอย่างน่าสมเพช และอาจจะสร้าง
ความอับอายให้กับตระกูลของตนจนเสียหน้ากันหมด
หากตอนนี้เขาขี้ขลาดตาขาว ผู้คนก็จะกล่าวได้ว่าเขานั้นกลัวจนไม่
กล้าขึ้นเวทีประลอง ในกรณีนี้ ก็ยังต้องเสียหน้าอยู่ดี!
ตอนนี้ชายหนุ่มคิ้วโก่งได้เข้าใจแล้วถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ขี่หลังเสือ’ แล้ว
ไม่สามารถลงได้ เรื่องทั้งหมดนี้เกิดเพราะความปากดีของตัวเขาเอง!
ในขณะที่เขากำลังอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ก็มีเสียง
เย็นชาดังขึ้นมาว่า “ศิษย์น้องซง ให้ข้าขึ้นไปแทนแล้วกัน”
ชายหนุ่มคิ้วโก่งหันไปมอง ก็เห็นไป๋ชูที่สวมชุดขาวยืนอยู่ด้านหลัง
ของเขา ไป๋ชูนั้นไม่ถูกจัดว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามนัก ร่างของนางนั้นเปล่ง
ออร่าที่อ่อนนุ่มสงบเช่นน้ำนิ่งออกมา เมื่อใดที่มีผู้มองมายังนาง มันง่าย
มากที่จะทำให้คนๆนั้นประทับใจในตัวนางเป็นอย่างมาก
“ศิษย์พี่ไป๋!” หัวใจของชายหนุ่มคิ้วโก่งมีความสุขขึ้นมาทันที ใบหน้า
ของเขาเต็มไปด้วยความขอบคุณในขณะที่มองไปยังไป๋ชู ไป๋ชูนั้นเป็น
หัวหน้าศิษย์ของสำนักเมฆาคล้อย สถานะของนางนั้นเทียบเท่ากับเจียง
เป่าอวิ้นแห่งสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ นางนั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากใน
รุ่นนี้และชื่อเสียงในด้านความแข็งแกร่งเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลินปิงเลย
ไป๋ชูแห่งสำนักเมฆาคล้อย และหลินปิงจากสำนักหุบเขานกยูงนั้น
รู้จักกันในคู่มังกรและฟีนิกซ์ของสำนักระดับ 3 ทั้ง 19 สำนัก หลินปิงนั้น
อายุมากกว่าปีเดียว และเขาสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าได้เรียบร้อย
แล้ว สำหรับไป๋ชู นางยังคงอยู่ในขั้นผสานชีพจร แต่นางก็อาจจะทะลวง
ระดับได้ทุกเมื่อ นางเพียงแค่รอให้ปราณแท้เอ่อล้นออกมาตามธรรมชาติ
และทะลวงระดับโดยสมบูรณ์
จากขั้นแรกกายผันแปรจนไปถึงขั้นปราณต้นฟ้า ผู้นั้นจะต้องเป็น
อัจฉริยะที่หาได้ยากและมีความมั่นใจอย่างมาก หากต้องการทะลวงระดับ
ด้วยการรอให้ปราณแท้เอ่อล้นออกมาตามธรรมชาติ หากมีพรสวรรค์ไม่
เพียงพอ พวกเขาอาจจะต้องรอจนตายโดยที่ปราณแท้ไม่มีวันที่จะเอ่อล้น
ออกมาตามธรรมชาติด้วยซ้ำ
เจียงเป่าอวิ้นนั้นไม่เคยท้าประลองกับไป๋ชูมาก่อน เขาวางแผนที่จะ
ท้าประลองกับนางเมื่อนานมาแล้ว แต่ในตอนนี้ โอกาสกลับมาอยู่
ตรงหน้าของเขาแล้ว
“ศิษย์พี่ไป๋ ข้านั้นได้ยินชื่อเสียงอันเลืองลือของท่านมามาก โปรด
ชี้แนะด้วย” เจียงเป่าอวิ้นคารวะด้วยกระบี่ของเขา เขานั้นยอมรับนับถือ
ในตัวไปซูอย่างมาก
“ข้าเองก็เช่นกัน!”
การประลองของสองผู้เชี่ยวชาญดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้ชม
แม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักเมฆาคล้อยก็ยังลุกขึ้น ไป๋ชูนั้นมีตำแหน่งเป็นถึง
หัวหน้าศิษย์ หากนางพ่ายแพ้ให้กับเจียงเป่าอวิ้น เช่นนั้นสำนักเมฆาคล้อย
ก็จะขายหน้าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะอย่างไร สำนักเมฆาคล้อยก็ยังเป็นถึง
สำนักระดับ 3 ที่มีอันดับต้นๆในประวัติศาสตร์ 1500 ปี มันเป็นเหมือน
มรดกสืบทอดอย่างหนึ่ง พวกเขามีอายุมากกว่าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ถึง 600 ปี
ในขณะที่การประลองได้เริ่มขึ้น เจียงเป่าอวิ้นได้เอากระบี่ทั้งสองฟ้า
และดำออกมาตั้งแต่เริ่ม และยังเรียกกายจิตวิญญาณแห่งกระบี่ออกมา
เช่นกัน เมื่อเผชิญหน้ากับไป๋ชู เขาไม่อาจที่จะประมาทได้เลย
ประกายแสงจากการปะทะของกระบี่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และทั้งสองก็
เริ่มทดสอบกระบวนท่าของอีกฝ่าย แต่ในทันใด พวกเขาก็เร่งความเร็ว
ของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด!
ความรวดเร็วของไป๋ชูนั้นไม่ได้ช้าไปกว่าเจียงเป่าอวิ้นเลย! จะต้องรู้
ด้วยว่าเจียงเป่าอวิ้นนั้นใช้ย่างก้าวแห่งกระบี่ แต่ไป๋ชูนั้นไม่ได้รู้จักย่างก้าว
แห่งกระบี่เลย แต่ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของนางได้ผสานเข้าไปกับเงา
กระบี่ของนาง และใช้ทักษะกระบี่แปลกๆนี้เคลื่อนไหวไปทั่วเวทีประลอง
ด้วยสิ่งนี้เองนางจึงไม่ด้อยไปกว่าเจียงเป่าอวิ้นในด้านความเร็วเลย!
“ประหลาดยิ่งนัก!”
หลินหมิงดวงตาสาดประกาย หากกล่าวว่าหากหลินหมิงนั้นมีจุดอ่อน
ก็คงจะเป็นการเผชิญหน้ากับผู้ที่มีความรวดเร็วกว่าตน เมื่อเป็นเช่นนี้
ความเร็วในการตอบสนองจึงกลายเป็นจุดอ่อนของเขา การเผชิญหน้ากับ
การโจมตีระยะประชิดที่รวดเร็วดั่งเสียง เขาแทบจะตอบสนองไม่ทัน เขา
คงทำได้เพียงอาศัยเข็มเหล็กมังกรม้วนภายในร่างและปลดปล่อยมัน
ออกมาในช่วงวิกฤตเพื่อต้านทานและจัดการคู่ต่อสู้
การกระทำเช่นนี้ดูราวกับว่าเป็นกลยุทธ์ของหลินหมิง แต่ความจริง
กลับตรงข้าม
“จุดอ่อนของข้าคือความเร็ว… ข้าไม่เคยคิดเลยว่าแม้จะเข้าใจวิถีแห่ง
ลม ความเร็วของข้าก็ยังไม่เพียงพอ และถึงแม้ย่างก้าววิหคทองคำถลาลม
จะเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังที่สุดที่ถูกสร้างโดย
ผู้เชี่ยวชาญจากแดนเทวะ วิถีของวิหคทองคำนั้นยากแท้หยั่งถึง ด้วย
สถานะของข้าในปัจจุบันนี้ สิ่งที่ข้าเข้าใจในเคล็ดวิชานี้เทียบเท่าเพียงน้ำ
หยกเดียวในมหาสมุทร ไม่เพียงแค่นั้น ย่างก้าววิหคทองคำถลาลมนั้นยัง
แฝงไปด้วยสองวิถีที่แตกต่างกัน นั้นก็คือวิถีแห่งลมและวิถีแห่งมิติ ข้านั้น
ได้เข้าใจวิถีแห่งลมแล้วเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่อาจใช้พลังอันยิ่งใหญ่ของย่าง
ก้าววิหคทองคำถลาลมออกมาได้ ข้าจะต้องทำให้ตนเองมีความรวดเร็ว
เพิ่มขึ้นโดยเร็วที่สุด”
บนเวทีประลอง เกิดเป็นภาพติดตาและแสงกระบี่จากการปะทะนับ
ไม่ถ้วนเกิดขึ้นทั่วทุกที่ ในการประลองระดับนี้ แม้แต่ในบรรดาเหล่า
อัจฉริยะที่อยู่ที่นี่ ก็ยังมีบางคนที่ไม่สามารถมองตามการเคลื่อนของทั้ง
สองคนได้ทันด้วยซ้ำ
“เพลงกระบี่ทะลายฟ้า!”
ออร่าของเจียงเป่าอวิ้นปะทุออกมา ศักยภาพในการโจมตีของกระบี่
ก็มีพลังรุนแรงขึ้นอย่างมากเช่นกัน!
ในที่สุดเขาก็ได้ใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา นี่เป็นกระบวน
ท่าลับสุดยอดของแผนกกระบี่ที่ต้องอาศัยจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่
แข็งแกร่งของตนเท่านั้น!
เมื่อตอนที่เจียงเป่าอวิ้นและหลินหมิงต่อสู้กัน เจียงเป่าอวิ้นได้ใช้สิ่งนี้
ในการโจมตีสุดท้าย เมื่อปะทะกับหลินหมิงมันมีพลังเทียบเท่ากับกระบวน
ท่าที่ทรงพลังของของหลินหมิงได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น หลินหมิงยังรู้อีกว่ากระบี่ของเจียงเป่าอวิ้นนั้นแฝงไป
ด้วยพลังโจมตีทางจิตวิญญาณ ใช้กระบี่จิตวิญญาณเป็นอาวุธในการโจมตี
ทางจิตวิญญาณ เมื่อการโจมตีทางจิตวิญญาณนี้เข้าไปในทะเลแห่งจิต
วิญญาณของหลินหมิง มันรุนแรงและเต็มไปด้วยจิตสังหารอย่างยิ่งยวด
แล้วไป๋ชูจะสามารถป้องกันมันได้อย่างไรกัน?
ไป๋ชูตื่นตระหนกในการโจมตีที่แข็งแกร่งนี้ของเจียงเป่าอวิ้น ร่างของ
นางเปล่งแสงสีขาวออกมา และมีคลื่นน้ำวงแล้ววงเล่าปรากฏขึ้นรอบๆตัว
นาง
“เคล็ดวิชาม่านวารีดอกบัว!”
ทันใดนั้นเอง ไป๋ชูก็ถูกล้อมรอบด้วยวารีบริสุทธิ์ที่เป็นพลังต้นกำเนิด
“หืม? วิถีแห่งวารีเช่นนั้นหรือ”
ความเข้าใจในวิถีแห่งวารีของไป๋ชูนั้นลึกซึ้งมากกว่าที่เจียงหลาน
เจี้ยนเข้าใจในวิถีแห่งลมเสียอีก!
อัจฉริยะเหล่านี้ต่างก็มีทักษะของตน
ฟรุป!
เคล็ดวิชาม่านวารีดอกบัวพังทลาย และเกิดเป็นหมอกน้ำกระจายตัว
ครอบคลุมผืนฟ้า ขณะเดียวกันการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเจียงเป่าอ
วิ้นก็ถูกต้านเอาไว้ได้ การป้องกันของม่านวารีดอกบัวนั้นสามารถป้องการ
โจมตีทางจิตวิญญาณที่ทรงพลังได้ นี่ทำให้หลินหมิงตื่นตระหนก
หลังการปะทะ ทั้งสองก็ถอยห่างออกจากกันไปหลายก้าว เห็นได้ชัด
ว่าพวกเขาต่างบาดเจ็บอยู่บ้าง และน่าจะมีการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณ
อีกด้วย
การบาดเจ็บทางจิตวิญญาณนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ แม้จะบาดเจ็บเพียง
เล็กน้อยก็ตาม มันก็ยังต้องใช้เวลานานในการรักษาและต้องระวังอย่าง
มากอีกด้วย หากไม่มีการป้องกันในทะเลแห่งจิตวิญญาณ มันก็จะราวกับ
เด็กน้อยที่อยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
“พอได้แล้ว! การประลองในครั้งนี้ถือว่าเสมอ!”
ทันใดนั้น มู่เชียนหยี่ก็กล่าวขึ้นมาจากที่นั่งอันทรงเกียรติ ในขณะที่
กล่าว ก็มีพลังปราณแท้แปลกประหลาดที่แฝงมากับเสียงของนาง ผู้ที่ได้
ยินนั้นรู้สึกดีราวกับได้สูดอากาศที่สดชื่นในฤดูใบไม้ผลิ
บนเวทีประลอง เจียงเป่าอวิ้นและไป๋ชูต่างก็ล้อมรอบไปด้วยคลื่น
ปราณแท้ที่แฝงมา ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก ราวกับได้นั่งผิง
ไฟอยู่ในบ้านแสนอบอุ่นของตนในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ จิตวิญญาณที่
กำลังปั่นป่วนของพวกเขาได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
สิ่งนี่ทำให้ทั้งสองตื่นตระหนกอย่างมาก พวกเขาต่างรู้ว่ามู่เชียนหยี่
นั้นเป็นนักสู้ธาตุจำเพาะอัคคี แต่พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าพลังแห่งธาตุ
จำเพาะอัคคีสามารถนำมาใช้เช่นนี้ได้ด้วย พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะใช้
มันในการรักษาอาการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณได้ด้วย เห็นได้ชัดเจนว่า
ความเข้าใจในพลังของกฎแห่งอัคคีของนางนั้นอยู่ในระดับที่ยากแท้หยั่ง
ถึงอย่างแท้จริง!
“ดียิ่งนัก” ผู้อาวุโสของสำนักเมฆาคล้อยหลั่งเหงื่อออกมาด้วยความ
ความกังวลในขณะที่ดูการประลอง เขาเห็นได้ชัดเจนว่าเจียงเป่าอวิ้นนั้น
ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าไป๋ชูเลย อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช้สิ่งที่เขากลัวเท่าไร
ในขณะที่การต่อสู้ดำเนินอยู่นั้น เขาได้พบถึงความอัศจรรย์ในกระบี่ของ
เจียงเป่าอวิ้นที่แฝงไปด้วยการโจมตีทางจิตวิญญาณที่ทรงพลัง ไม่เพียงแค่
นั้น แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว ดูเหมือนว่าเขาไม่สามารถควบคุมมันได้
อย่างสมบูรณ์ และหากไป่ชูได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีนี้ นางอาจจะจบ
สิ้นไปเลยก็ได้
การบาดเจ็บทางจิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่รักษาให้หายได้ยากที่สุด
โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกฝนกระบี่ การรับรู้นั้นเป็นที่สำคัญต่อพวกเขาอย่างมาก
เมื่อทะเลแห่งจิตวิญญาณเสียหาย ผู้ใช้กระบี่ก็จะกลายเป็นคนไร้
ประโยชน์ ไป๋ชูนั้นเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งสำนักเมฆาคล้อยของพวกเขา หาก
อนาคตพังลงเพราะการประลองที่ไม่สำคัญนัก เช่นนั้นเขาคงจะเสียใจ
อย่างมากจนร้องไห้ไม่ออกเลยทีเดียว
ฉีซงเทียนเองก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเช่นกัน ความ
แข็งแกร่งของทั้งสองคนนี้พอๆกัน แต่เจียงเป่าอวิ้นนั้นอายุน้อยกว่าไป๋ชู
หลายเดือน หากดูที่พรสวรรค์นั้นเจียงเป่าอวิ้นย่อมเหนือกว่า!
หลังจากการประลองจบลง จึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะโต้เถียงเรื่องรายชื่อ
อีกต่อไป สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นเป็นสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง
อย่างแรกคือมัมมี่ผู้ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ที่ชื่อว่ามู่กู๋ปู่ยี่นั้นสามารถจัดการ
ฉางเชาซานได้อย่างราบคราบ และเจียงเป่าอวิ้น ผู้ที่เทียบเท่ากับผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเมฆาคล้อย!
หลินหมิงนั้นแข็งแกร่งกว่าสองคนนั้นเสียอีก และเขายังมีอายุเพียง
16 ปีเท่านั้น ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะตั้งคำถามที่เขาได้เป็นผู้เดียวที่มีพรสวรรค์
ระดับสวรรค์อีกแล้ว
สำหรับเหล่าผู้ที่มีพรสวรรค์ก้ำกึ่งระดับปฐพีทั้ง 30 คน พวกเขาต่างก็
ยอมรับที่จะไปยังเจดีย์วิจิตรเจ็ดสมบัติ เพื่อจะตัดสินว่าผู้ใดจะได้เข้าไปอยู่
ในรายชื่อผู้ที่พรสวรรค์ระดับปฐพี และผู้ใดที่จะร่วงไปอยู่ในรายชื่อผู้มี
พรสวรรค์ระดับมนุษย์
แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหลินหมิง
“หากไม่มีข้อโต้แย้งอันใดอีก เช่นนั้นการชุมนุมในครั้งนี้ก็จบลงเพียง
เท่านี้” มู่เชียนหยี่ยืนขึ้นพร้อมกับกล่าวออกมา และมองไปยังหลินหมิง
ก่อนจะกล่าวว่า “หลินหมิง เจ้ารั้งอยู่ก่อน”
“รับทราบ ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์”
ในจำนวนผู้คนมากมายนี้ หลินหมิงยังคงรักษามารยาทไว้เช่นเดิม แต่
ทำไมมู่เชียนหยี่ถึงสั่งให้เขาอยู่ก่อนที่นี่ก่อน?
เมื่อเห็นหลินหมิงอยู่กับมู่เชียนหยี่ตามลำพัง มันก็ได้กลายเป็นจุด
สนใจของเหล่าอัจฉริยะคนอื่น หากไม่โง่ต้องรู้ว่ามันต้องเป็นเรื่องดี
แน่นอน เพราะนี่เป็นการปฏิบัติเป็นพิเศษ นอกจากความอิจฉาแล้ว พวก
เขาจะทำอันใดได้?
ความสามารถของพวกเขาน้อยกว่าอีกฝ่าย จึงไม่มีสิ่งใดที่พวกเขา
สามารถทำได้!
ในตอนนี้เอง ฉางเชาซานได้ตื่นขึ้นมาหลังจากได้รับโอสถบางอย่าง
เข้าไป และเห็นหลินหมิงอยู่เพียงลำพังกับมู่เชียนหยี่ เขาแทบจะสลบไป
อีกรอบเพราะความโกรธเลยทีเดียว