Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 301 กลับสู่อาณาจักรอย่างมีชัย
ขณะที่หลินหมิงอยู่บนหลังเจ้าเพลิงน้อยนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงคลื่น
ความร้อนที่แผ่ออกมาสู่ตัวเขา และมันยังเสริมพลังต้นกำเนิดอัคคีภายใน
ร่างกายของเขาอีกด้วย นี่ทำให้หลินหมิงแอบประหลาดใจ สมแล้วที่เจ้า
เพลิงน้อยถูกเรียกว่าสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ มันสามารถดูดซับพลังอัคคีต้น
กำเนิดจากปฐพีและยังเสริมพลังให้แก่คนที่มันต้องการได้
ถ้ามู่เชียนหยี่ได้พัวพันในการต่อสู้ แม้ว่าเจ้าเพลิงน้อยจะไม่ช่วยโจมตี
เลย มันก็ยังสามารถสนับสนุนมู่เชียนหยี่ได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ดี
ถ้าหากเจ้าเพลิงน้อยเติบโตขึ้นและได้เข้าสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ เมื่อ
ร่วมต่อสู้กับมู่เชียนหยี่ มันจะน่าทำได้อย่างน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านี้
วิหคเพลิงทะยานสู่ท้องฟ้า สายลมพัดผ่านพวกเขา หลิวฉวนหรี่ตาลง
เมื่อเห็นว่าหลินหมิงและมู่เชียนหยี่หายลับไปในท้องฟ้า ช่วยไม่ได้ที่หลิวฉ
วนจะถามตัวเองในใจ ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กันเช่นใด?
ถ้าหากว่านั่นเป็นความสัมพันธ์ธรรมดาๆ เช่นนั้นมู่เชียนหยี่คงไม่
อนุญาตให้หลินหมิงขี่วิหคเพลิงด้วยกันกับนางเป็นแน่…
เมื่อหลิวฉวนคิดได้เช่นนี้ เขาขอบคุณตัวเองในใจที่ไม่ได้พูดสิ่งที่คิด
ออกไป เขาแค่เสียใจเท่านั้นเอง ที่เขาไม่ได้พูดจากับหลินหมิงให้ดีกว่านี้
เพื่อจะได้ตีสนิทกับเขา
มู่เชียนหยี่จงใจไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหลินหมิงต่อ
หน้าผู้อื่น แต่ในทางกลับกัน นางก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนมันเช่นกัน
ขณะที่พวกเขาอยู่บนหลังของเจ้าเพลิงน้อยนั้น มู่เชียนหยี่กล่าวว่า
“ผู้อาวุโสท่านนั้นได้ปิดด่านฝึกตนอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกล แม้ว่าพวกเราจะ
ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายไปหาเขา พวกเราก็ยังต้องเดินทางต่ออีกหลายแสนลี้
ถ้าพวกเราขี่อินทรีวายุสวรรค์ มันอาจใช้เวลาถึง 2 เดือน แต่สำหรับเจ้า
เพลิงน้อยแล้ว มันจะใช้เวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น”
หลินหมิงพยักหน้า และตอบกลับไปว่า “แต่ข้าไม่มีวัสดุสำหรับหลอม
หัวหอกนะ”
“อืม ข้ารู้อยู่แล้วล่ะ แต่ว่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นสามารถ
ใช้แต้มสำนักในการแลกเปลี่ยนยาระดับสูง สมบัติ หรือวัสดุต่างๆในสำนัก
ได้”
หลินหมิงฝืนยิ้มและตอบว่า “ข้าก็ไม่มีแต้มสำนักเช่นกัน…”
ถ้าหลินหมิงสามารถกล่าวได้ว่าเขามีแต้มสำนักของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรล่ะก็ มันคงจะเป็นตอนที่เขาได้ช่วยมู่เชียนหยี่เมื่อ
หลายเดือนก่อน แน่นอนว่าในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่ได้ช่วยนางไว้ ซึ่งนี่
คือสิ่งที่หลินหมิงคิด มู่เชียนหยี่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิต แค่
ได้รับความเจ็บปวดอย่างสาหัสเท่านั้น ในตอนนั้นมู่เชียนหยี่ได้ช่วยให้
หลินหมิงดูดซับพลังของมังกรวารีสีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เป็นการ
แลกเปลี่ยน ซึ่งพวกเขาน่าจะหมดหนี้กันแล้ว
“ใช่ เจ้าไม่มี แต่…” ขณะที่มู่เชียนหยี่กำลังกล่าว นางหันมายิ้มอย่าง
ขี้เล่นและเจ้าเล่ห์ไปทางหลินหมิงพร้อมกระพริบตา “ข้าจะให้เจ้ายืมแต้ม
ไปซื้อของสักหน่อยแล้วกัน เจ้าสามารถคืนข้าที่หลังได้”
นี่สินะ ที่เรียกว่ารอยยิ้มที่มีค่านับร้อยชีวิต เมื่อได้เห็นด้านขี้เล่นที่หา
ได้ยากของหญิงสาวผู้งดงาม
อย่างใกล้ชิดต่อหน้าเขา หลินหมิงจึงแข็งค้างไปชั่วขณะ
ใช้แต้มสำนักแลกเปลี่ยนสิ่งของอย่างนั้นหรือ… อย่างไรก็ตามหลินห
มิงก็ยังไม่เข้าใจระบบภายในของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ดีนัก เขาพอรู้ถึง
มูลค่าของไผ่จิตวิญญาณสายฟ้าสีม่วงอยู่บ้าง มันเป็นสิ่งที่มังกรวารีสีม่วง
สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ได้ให้ความสำคัญสูง ดังนั้นวัสดุที่มีมูลค่าเทียบเท่าไผ่จิต
วิญญาณสายฟ้าสีม่วงคงจะเป็นสิ่งที่สุดยอดขนาดปรมาจารย์ระดับปราณ
ปลายฟ้าเห็นยังต้องทึ่งเป็นแน่
ซึ่งเมื่อจินตนาการถึงจำนวนแต้มที่จำเป็นในการแลกสมบัติระดับนั้น
… เขาย่อมจำเป็นต้องมีระดับปราณปลายฟ้าก่อนถึงจะหาแต้มเหล่านั้น
มาได้
แต่เขาพึ่งจะอยู่ขั้นผสานชีพจรเท่านั้น แล้วเขาจะชดใช้หนี้ได้อย่างไร
กันเล่า?
จากการคาดการณ์ของเขา มู่เชียนหยี่ช่วยเขาเพราะความใจดีของ
นาง นี่ถือว่าเป็นความเมตตาที่จริงใจอย่างแท้จริง
หลินหมิงแอบจดจำบุญคุณนี้ไว้ในใจของเขา วันหนึ่งในอนาคต เขา
จะตอบแทนบุญคุณนี้อย่างแน่นอน
…………………………………………..
หลายแสนลี้ห่างออกไป ณ อาณาจักรลิขิตฟ้า
หลังจากที่งานประลองชุมนุมร่วมสำนักจบลง ฉินจื่อหยา หลิงเซ็น
ซุนเยี่ยวเต๋า ฉินซิงเซวียน รวมถึงโจวยู่ และเหลียงหลงจากสี่ตระกูลนักสู้
ได้ขี่กลุ่มอินทรีวายุสวรรค์กลับไปยังอาณาจักรลิขิตฟ้า
ฉินซิงเซวียนได้รับเลือกให้เป็นศิษย์ใน เมื่อใดที่นางอายุ 16 ปี นาง
จะสามารถเข้าร่วมหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และกลายเป็นศิษย์ของแผนกกระบี่
ในทันที
สำหรับหลิงเซ็น แม้ว่าเขาจะเข้าใจในเจตจำนงแห่งการฆ่าฟัน และ
เขายังติด 100 อันดับแรกของงานประลอง มันก็ยังจำกัดอยู่ที่อายุและ
ระดับพลังของเขา เขาจึงรับเลือกให้เป็นแค่ศิษย์นอกของหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้เท่านั้น
ถ้าหากมีผู้ใดได้มองลงมาที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ ณ อาณาจักรลิขิตฟ้า
จากที่สูง เขาจะเห็นว่าที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยของประดับตกแต่งสำหรับงาน
เทศกาล ราวกับงานฉลองเทศกาลปีใหม่ และฝูงชนที่เบียดเสียดกันอย่าง
มีความสุขได้มารวมกันอยู่ในบริเวณจตุรัส เพื่อรอต้อนรับพวกฉินจื่อหยา
เหล่าศิษย์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ รวมถึงแขก
คนสำคัญที่เป็นชนชั้นสูงของเมืองลิขิตฟ้าและปรมาจารย์ท่านอื่นๆ
ทุกคนในอาณาจักรลิขิตฟ้าที่มีพลังการบ่มเพาะอย่างน้อยที่ขั้นผสาน
ชีพจรได้มาในวันนี้ แม้แต่ผู้บัญชาการฉินเสี่ยวก็มาเป็นการส่วนตัว และ
สามในสิบของแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรลิขิตฟ้าก็มาเช่นกัน
องค์รัชทายาทหยางหลินก็ไม่พลาดงานนี้เช่นกัน เขาสวมเสื้อคลุมสี
ม่วงทองและสวมมงกุฎสีทองบนศีรษะของเขา เขานั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้
หนังเสือ
ด้วยความจริงที่ว่าหยางหลินนั้นปรากฏตัวอย่างเรียบสงบ ในช่วงครึ่ง
เดือนมานี้ เขาได้อาศัยอยู่ที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ และไม่ได้ออกมาภายนอก
เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เขาได้แต่เฝ้ารอข่าว รอ… รอ… รอ… รอจนกระทั่งเขามิอาจหลับ
นอนได้ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน
ระหว่างช่วงเวลานี้ ที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ได้ใช้ค่ายกลสื่อสารเพียงครั้ง
เดียวเท่านั้น หลังจากนั้นมันก็ไม่เรืองแสงอีกเลย มันเป็นเพราะว่ามัน
จำเป็นต้องใช้ค่าตอบแทนที่สูงมากเพื่อเปิดใช้งานค่ายกลนั้น ไม่เพียงจะ
ใช้หินลมปราณแท้จำนวนมากเท่านั้น แต่อายุการใช้งานของค่ายกลนั้นยัง
สั้นมากอีกด้วย ไม่มีผู้ใดในสำนักเจ็ดแก่นแท้ที่มีความสามารถมากพอใน
การสร้างค่ายกลสื่อสารที่มีระยะการสื่อสารไกลกว่าแสนลี้ได้ และเมื่อมัน
หมดอายุ พวกเขาก็จำเป็นต้องเชิญปรมาจารย์จากแผนกค่ายกลจากหุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ และจ่ายค่าตอบแทนที่แสนแพงเพื่อซ่อมมัน มันเป็นสิ่งที่
ยุ่งยากอย่างมาก
แม้ว่าการประลองชุมนุมร่วมสำนักได้จบลงและประกาศผลเรียบร้อย
แล้ว จึงไม่จำเป็นที่พวกเขาจะต้องส่งข่าวผ่านค่ายกลสื่อสารอีก พวกเขา
แค่รอให้ฉินจื่อหยากลับมาและประกาศผลด้วยตัวเองเท่านั้น
หิมะปลิวไปในท้องฟ้าและร่วงหล่นลงมา ฤดูหนาวนั้นหนาวเย็นเป็น
อันมาก และหิมะก็ไม่ละลาย มันร่วงลงมาซ้อนทับกันเรื่อยๆราวกับเป็น
พรมหิมะสีขาว
เมฆก็หนาเสียจนแสงอาทิตย์ไม่สามารถลอดผ่านเข้ามาได้ สายลม
แห่งฤดูหนาวช่างเย็นเสียดกระดูก ทุกคนเฝ้ารอที่กลางหิมะอยู่เกือบ
ชั่วโมง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงความร้อนรนแม้แต่น้อย เหล่านักสู้
โดยเฉพาะในกองทัพอย่างเช่นแม่ทัพ ความแตกต่างของความแข็งแกร่ง
นั้นคือสิ่งที่ตัดสินสถานะ ฉินจื่อหยานั้นมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะให้
พวกเขาทุกคนรออยู่ที่นี่อย่างเคารพโดยมิได้บ่นแม้แต่คำเดียว
สำหรับเหล่าชนชั้นสูง พวกเขาอยู่เพื่อองค์ชายหยางหลิน ทุกคนรู้ดี
ว่าผลการประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งนี้มีความหมายกับหยางหลิน
เพียงใด โอกาสที่องค์ชายจะขึ้นครองราชย์บัลลังก์เพิ่มขึ้นอย่างราบรื่นทุก
วัน และเหล่าผู้ประจบสอพลอได้ใช้โอกาสทองนี้ในการใกล้ชิดกับพระองค์
ข้ารับใช้ได้นำเตาถ่านขนาดใหญ่เข้ามา หยางหลินมองไปยังถ่านที่
กำลังเรืองแสง อยู่ภายในดวงตาของเขาจมอยู่ในความคิดที่ว่า “หลินหมิ
งจะอยู่ที่อันดับใดกัน?” ถ้าหากเขาติด 50 อันดับแรก มันก็น่าจะเพียงพอ
แล้วที่เขาจะกลายเป็นศิษย์ใน ถ้าหากเขาได้กลายเป็นศิษย์ใน เช่นนั้นแล้ว
สถานะของเขาย่อมไม่ต่ำไปกว่าทูตแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ หรือเจ้าสำนัก
เจ็ดแก่นแท้แห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า!”
สำหรับองค์รัชทายาทของอาณาจักรลิขิตฟ้า ชะตาของหยางหลินนั้น
เกี่ยวพันกับงานประลองชุมนุมร่วมสำนักอย่างมาก เขาเข้าใจเกี่ยวกับงาน
ประลองอย่างคร่าวๆ สำหรับทุกครั้งที่ผ่านมา 20 อันดับแรกนั้นถูกครอง
โดยศิษย์หลักของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แต่บางครั้งก็มีคนอื่นหลุดรอดเข้าไป
ได้บ้าง โดยเฉพาะศิษย์จาก 16 ตระกูลนักสู้
สำหรับศิษย์จาก 36 อาณาจักรแล้ว มันจะเป็นน่าเหลือเชื่อและเป็น
เกียรติอย่างมาก หากสามารถติด 50 อันดับแรกได้ ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่
อาณาจักรฮั่วหลัวหรืออาณาจักรจิงฉานก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ใน 30 ปีที่ผ่านมา อาณาจักรลิขิตฟ้ายังไม่เคยมีผู้ใดติด 100 อันดับ
แรกมาก่อน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีมู่หยินจาก 4 ตระกูลนักสู้ที่เคยเข้าสู่
100 อันดับแรกได้ แต่เขามาจากตระกูลนักสู้ และเป็นตัวแทนตระกูลของ
เขา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอาณาจักลิขิตฟ้า
เวลาผ่านอีกครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งยามเย็น จุดสีดำเล็กๆได้ปรากฏ
ออกมาจากเมฆบนท้องฟ้า หยางหลินได้ลุกขึ้นทันที แม้กระทั่งเสื้อคลุมยัง
หล่นลงจากไหล่ของเขา
ชนชั้นสูง นักสู้ แม่ทัพ และผู้คนทั้งหลายต่างยืนขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
กัน บางส่วนที่มีพลังการบ่มเพาะล้ำลึกที่สามารถเห็นจุดสีดำเหล่านั้นได้
อย่างชัดเจน ว่าเป็นกลุ่มของฉินจื่อหยานั่นเอง
“พวกเขามาถึงแล้ว!”
ทุกคนต่างลุกจากที่นั่ง เหล่าหญิงสาวในพระราชวังลูบไปที่ขาที่แข็ง
เพราะความเย็น และเตรียมจะโปรยดอกไม้ ผู้สื่อผู้ทำงานที่เมืองลิขิตฟ้า
ได้เตรียมปากกาและกระดาษออกมาจดทุกรายละเอียดที่จะเกิดขึ้น ก่อน
หน้านี้ ภายใต้คำสั่งของหยางหลิน สำนักข่าวของอาณาจักรได้เขียนถึง
งานประลองชุมนุมร่วมสำนักอย่างยิ่งใหญ่ ราวกับเป็นการรณรงค์โฆษนา
ชวนเชื่อทั้งอาณาจักร
ซึ่งมีทั้งหนังสือพิมพ์และใบปลิวจำนวนมากที่ปลิวว่อน แม้แต่ป้าแก่ๆ
ที่เป็นเจ้าของร้านน้ำชายังรู้ว่างานประลองชุมนุมร่วมสำนักคืออะไร และ
สามารถบอกได้ว่ามันมีความสำคัญต่อนักสู้ในอาณาจักรลิขิตฟ้าเพียงใด
ฟรึบ ฟรึบ ฟรึบ
อินทรีวายุสวรรค์ทั้ง 6 ตัวได้บินลงมาสู่บริเวณจตุรัส และพัดสายลม
ที่หนาวเย็นใส่คนที่อยู่รอบๆ เมื่อฉินจื่อหยาลงมาจากอินทรีวายุสวรรค์ มี
รอยยิ้มกว้างอยู่บนใบหน้าของเขา เมื่อเห็นรอยยิ้มเช่นนี้ ความกังวลในใจ
ของหยางหลินจึงลดลงไปกว่าครึ่ง มันดูเหมือนว่าหลินหมิงจะสามารถเข้า
สู่ 50 อันดับแรกได้สำเร็จ
เขาเดินไปพร้อมกับผู้บัญชาการฉินเสี่ยว เพื่อต้อนรับการมาถึงของ
พวกเขา ฉินเสี่ยวหัวเราะอย่างเบิกบานใจและกล่าวว่า “ข้าขอแสดงความ
ยินดีต่อเจ้าสำนักฉินด้วย… ในการกลับมาอย่างมีชัย ทุกท่าน แม้ว่าเป็น
ช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ทำได้ดีมาก!”
ฉินจื่อหยาผสานมือคารวะตอบกลับและกล่าวว่า “ข้าทำให้องค์รัช
ทายาทและผู้บัญชาการฉินเสี่ยวยุ่งยากแล้ว ขอบคุณที่ครั้งนี้โชคเข้าข้าง
พวกเรา ในงานประลองชุมนุมร่วมสำนัก พวกเราทำได้เยี่ยมมาก”
ได้ยินข่าวดีเช่นนี้จากฉินจื่อหยา หยางหลินใจเต้นเร็วขึ้น เขามองไป
รอบๆทั้ง 6 คน แต่มันไม่มีแม้แต่เงาของหลินหมิง
หลินหมิงอยู่ที่ใดกัน?
เขากำลังจะถามว่าหลินหมิงอยู่ที่ใด แต่เมื่อฉินเสี่ยวหัวเราะอย่างเบิก
บานใจและดึงมือหลานสาวของเขาพร้อมกับถามว่า “ซิงเซวียน เจ้าเป็น
อย่างไรบ้างล่ะ?”
“ข้าได้อันดับ 169” ฉินซิงเซวียนเข้าไปกอดแขนของฉินเสี่ยว มัน
เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอาย นางสามารถผ่านหุบเขาแห่งการทดสอบได้ แต่
ก็ตกรอบแรก
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่การได้อันดับเช่นนี้ด้วยอายุของนาง ก็ถือเป็น
ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว ไม่เช่นนั้น นางคงไม่ถูกเลือกให้เป็นศิษย์ใน
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้อย่างแน่นอน
ซุนเยี่ยวเต๋าลูบเคราของเขาและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้บัญชาการ
ฉิน ท่านช่างมีหลานสาวที่วิเศษเสียจริง ซิงเซวียนได้ถูกเลือกให้เป็นศิษย์
ในโดยผู้อาวุโสฮุ่ยแห่งแผนกกระบี่ ผู้อาวุโสฮุ่ยนั้นมีพลังขั้นปราณปลายฟ้า
มาหลายปีแล้ว เขานั้นมีพลังที่ยากจะหยั่งถึง”
“ขั้นปราณปลายฟ้า!?”
ดวงตาของฉินเสี่ยวมีประกายวาบไปด้วยความหวาดหวั่น เขาไม่รู้
เลยว่าอันดับ 169 ในงานประลองชุมนุมร่วมสำนักนั้นมีความหมาย
อย่างไร แต่ที่เขาตกใจอย่างมากนั้นเป็นเพราะได้ยินเกี่ยวกับผู้อาวุโสที่มี
พลังขั้นปราณปลายฟ้า
ฉินเสี่ยวนั้นมีพลังขั้นปราณต้นฟ้ามาหลายปีแล้ว และเข้าใจเป็นอย่าง
ดีว่าขั้นปราณปลายฟ้านั้นเป็นเช่นใด สำหรับเขาแล้ว ปัญหาคอขวดขั้น
ปราณปลายฟ้าเป็นดั่งเหวที่มิอาจข้ามผ่านไปได้ ตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักร
ลิขิตฟ้ามา 80 กว่าปี ก็ยังไม่เคยมีปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้าแม้แต่คน
เดียว
ถ้าหากฉินซิงเซวียนสามารถเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขั้นปราณปลาย
ฟ้าได้ล่ะก็ จะสามารถจินตนาการได้ถึงอนาคตของนางได้เลยทีเดียว
“ฮ่าฮ่าฮ่า! เยี่ยม! เยี่ยม! เยี่ยมมาก!” ฉินเสี่ยวนั้นทั้งดีใจและ
ประหลาดใจอย่างมาก เขากังวลว่าหลังจากที่เขาตายไป ตระกูลฉินคง
เสื่อมโทรมลง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังมีฉินซิงเซวียนอยู่ ชะตาของตระกูล
เขาคงจะสามารถดำรงอยู่ไปอีกหลายร้อยปี
ในตอนนี้เอง หยางหลินถามอย่างใจร้อนว่า “เจ้าสำนักฉิน แล้ว
หลินหมิงล่ะ เขาอันดับเท่าใด?”
คราวนี้ หยางหลินนั้นตื่นเต้นยิ่งกว่าฉินเสี่ยวเสียอีก ถ้าฉินซิงเซวียน
สามารถเป็นศิษย์ในด้วยอันดับที่ 160 ได้ เช่นนั้นหลินหมิงก็คงสามารถทำ
ได้เช่นกัน
ฉินจื่อหยาหายใจเข้าลึกๆ แล้วรอยยิ้มของเขาก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ฉินจื่อหยาก็กล่าวออกมาช้าๆทีละพยางค์อย่างจริงจังว่า “หลินหมิง…เป็น
….ผู้…ชนะ….เลิศ!”
“อะไรนะ!?” หยางหลินตะลึงจนแข็งค้าง เขาเกือบจะถามว่าผู้
ชนะเลิศคืออะไร เขาก็แค่มิอาจเชื่อและมิกล้าเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน!
ซุนเยี่ยวเต๋าถอนหายใจและกล่าวว่า “หลินหมิงเป็นผู้ชนะเลิศของ
งานประลองชุมนุมร่วมสำนัก ได้อันดับที่ 1 และเขากลายเป็นศิษย์สาย
ตรงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้…”