Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 302 งูพิษ
ซุนเยี่ยวเต๋าถอนหายใจและกล่าวว่า “หลินหมิงนั้นได้กลายเป็นผู้
ชนะเลิศของงานประลองชุมนุมร่วมสำนัก เขาได้กลายเป็นศิษย์สายตรง
ของสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้…”
“…ผู้ชนะเลิศของงานประลองชุมนุมร่วมสำนัก? ศิษย์สายตรง?”
หยางหลินพึมพำ คำกล่าวของซุนเหยี่ยวเต๋านั้นดังก้องอยู่ในจิตใจของเขา
เขาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก อย่างไรก็ตามเขารู้ว่าข่าวนี้หมายความว่า
อย่างไร
ช่วงก่อนหน้านี้ หยางหลินได้ค้นคว้าทุกอย่างเกี่ยวกับงานประลอง
ชุมนุมร่วมสำนัก ดังนั้นเขาย่อมรู้ว่าศิษย์สายตรงนั้นหมายถึงตัวตนเช่นไร
สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นมีศิษย์อยู่ทั้งหมด 4 ระดับ เรียงจากต่ำไปสูง
คือ ศิษย์ทั่วไป ศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน และสุดท้ายก็คือศิษย์หลัก
ศิษย์หลักหนึ่งคนจะถูกเลือกในงานประลองร่วมสำนักทุกๆ 2 ครั้ง
เท่านั้น หรือกล่าวอีกอย่างก็คือทุก 6 ปีนั่นเอง ทุกแผนกต่างก็มีศิษย์หลัก
เพียงหยิบมือเท่านั้น และอันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์หลักจะถูกเรียกว่า
‘ศิษย์สายตรง!’
ซึ่งมี 7 แผนก จึงมีศิษย์สายตรงทั้งหมด 7 คน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า 7
คนนี้จะต้องเข้าสู่ 10 อันดับแรกของงานประชุมนุมร่วมสำนักได้อย่าง
แน่นอน ตำแหน่ง 10 อันดับแรกนั้นล้วนทำให้ศิษย์ทุกคนในหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้อิจฉา ยิ่งได้อันดับสูงเท่าไร ก็ยิ่งได้รับทรัพยากรในการบ่มเพาะ
มากขึ้นเท่านั้น
อาจกล่าวได้ว่าตราบใดที่ศิษย์สายตรงยังรักษาระดับของตนไว้ได้
พวกเขาจะมีโอกาสอย่างมากในการก้าวเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
ภายในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ฐานะของพวกเขานั้นสูงกว่าผู้อาวุโสนอก
สำนักเสียอีก!
ผู้อาวุโสแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นสูงส่งเพียงไร? เมื่อโอวหยางตี๋ฮัว
มาอาละวาดที่อาณาจักรลิขิตฟ้า และสามารถเป็นทูตแห่งหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ได้ นั้นเป็นเพราะเขามีลุงที่เป็นผู้อาวุโสของสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
คอยหนุนหลัง
เพราะเหตุนี้ แม้แต่จักรพรรดิยังต้องให้ความเคารพโอวหยางตี๋ฮัว
เป็นอย่างมาก นับประสาอะไรกับหยางหลิน
แม้แต่ฐานะองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้าก็ยังล่อแหลมเป็น
อย่างมาก โอวหยางตี๋ฮัวนั้นไม่แม้แต่จะสนใจหยางหลินด้วยซ้ำ
“หลินหมิง… มีสถานะเทียบเท่ากับผู้อาวุโสผู้หนึ่ง…”
หยางหลินตกตะลึง เขาคิดว่าหลินหมิงน่าจะสามารถนำบางสิ่งที่ยอด
เยี่ยมกลับมาได้บ้าง แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์เช่นนี้
อันดับที่ 1 ของงานประลองร่วมสำนัก!
ได้เป็นศิษย์สายตรง!
สิ่งนี้จะต้องถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรลิขิตฟ้าไป
ตลอดกาล มีผู้ใดบ้างที่เคยได้ยินว่าศิษย์จาก 36 อาณาจักรได้เป็นศิษย์
สายตรงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้? และมีผู้ใดเคยได้ยินศิษย์จาก 36
อาณาจักรได้เป็นผู้ชนะเลิศในงานประลองชุมนุมร่วมสำนัก? ไม่ต้อง
กล่าวถึงการชนะเลิศด้วยซ้ำ เพียงแค่ 5 อันดับแรกก็ไม่มีแม้แต่คนเดียว!
ไม่เพียงแค่หยางหลินเท่านั้น แม้แต่ฉินเสี่ยว เหล่าแม่ทัพใหญ่ และ
นักสู้คนอื่นๆต่างก็ตกใจไปตามๆกัน ในฐานะที่เป็นนักสู้ พวกเขาย่อมรู้ถึง
ความหมายแฝงของข่าวนี้
มันหมายความว่าไม่ช้าก็เร็ว หลินหมิงจะกลายเป็นปรมาจารย์ขั้น
ปราณปลายฟ้า
ปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้า
สำหรับเหล่าปุถุชนคนธรรมดา ตัวตนเหล่านั้นล้วนแต่มีอยู่ในตำนาน
เท่านั้น
ช่วงเวลานี้ ทั่วทั้งจตุรัสต่างเงียบกริบ ได้ยินเพียงแค่เสียงลมหนาว
เท่านั้น
หยางหลินพยายามจะเปิดปากหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถกล่าวอันใด
ออกมาได้ เพราะในตอนนี้เขายังไม่สามารถระงับความตื่นเต้นอย่างสุดขีด
นี้ได้ หากหลินหมิงกลายเป็นศิษย์สายตรง หากหยางหลินได้รับความ
ช่วยเหลือเล็กน้อย แค่เล็กน้อยก็พอ ก็ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเขาเป็นรัชทายาท
องค์ปัจจุบันเลย ต่อให้เขาเป็นลูกนอกสมรสที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เขา
ก็ยังสามารถนั่งบัลลังก์ของอาณาจักรลิขิตฟ้าได้!
บัลลังก์…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หยางหลินแทบจะร้องไห้ มันตั้งกี่ปีมาแล้วที่เขาทุกข์
ใจ ไม่สามารถกินหรือนอนอย่างสงบสุขได้? หากบัลลังก์ถูกผู้อื่นเอาไป
เขา มารดา น้องสาว ทั้งหมดต้องลำบากเป็นอย่างมาก!
หนทางข้างหน้ามีแค่ความตายรออยู่
เมื่อฉินจื่อหยาเห็นหยางหลินรู้สึกยินดีอย่างมาก เขาจึงยิ้มและกล่าว
ว่า “หลินหมิงยังคงอยู่ที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เพราะมีหลายเรื่องที่เขายัง
ต้องจัดการ เช่นการรับรางวัล และเขายังได้เข้าร่วมโครงการฝึกฝนผู้มี
พรสวรรค์อีกด้วย หลังจากนั้น เขาก็ต้องตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกับแผนก
ไหน เช่นนั้นพวกข้าจึงกลับมาก่อน”
ฉินจื่อหยาและซุนเยี่ยวเต๋าหัวเราะ “หลินหมิงนั้นเป็นสมบัติอัน
ยิ่งใหญ่ที่ทุกแผนกต่างต้องการที่จะครอบครอง! โดยเฉพาะแผนกกระบี่
และแผนกลงทัณฑ์ ข้าได้ยินมาว่าพวกเขานั้นโต้เถียงกันอย่างหนักเพื่อให้
ได้ตัวเขา!”
แผนกอันยิ่งใหญ่ต่างก็ต้องการให้หลินหมิงเป็นศิษย์สายตรงพวกเขา
เช่นนั้นหรือ?
หยางหลินถอนหายใจยาว ถึงเขาจะไม่ประหลาดใจ แต่การได้ฟังที่
ซุนเยี่ยวเต๋ากล่าวเช่นนี้ก็ยังทำให้เขาตกตะลึงอยู่ดี
ในตอนนี้ ที่ด้านหลังของหยางหลิน ผู้สื่อข่าวต่างถูมือด้วยความ
ตื่นเต้นที่จะได้ประกาศข่าวเช่นนี้ออกไป ข่าวที่จะสามารถสร้างคลื่นความ
ตกตะลึงไปทั่วทั้งอาณาจักรลิขิตฟ้า!
ความจริงแล้ว มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ…
วันต่อมา ข่าวที่หลินหมิงได้เป็นผู้ชนะเลิศงานประลองชุมนุมร่วม
สำนักกระจายออกไปทั่วทั้งอาณาจักรลิขิตฟ้าทั่วทุกซอกทุกมุมเลยทีเดียว
ภายในสำนักเจ็ดแก่นแท้ ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ต่างก็สนทนาเรื่อง
นี้กันอย่างตื่นเต้น พวกเขาต่างเล่าถึงเรื่องของหลินหมิงที่เคยอยู่ที่นี่
ออกมาด้วยความภาคภูมิใจ ต่อจากนี้อีกหลายสิบปีหรือแม้แต่หลายร้อยปี
พวกเขาก็ยังจะสามารถกล่าวออกมาได้อย่างภูมิใจได้ว่า “ฮาฮา ในปีนั้น
เมื่อปู่ของเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับปรมาจารย์ขั้น
ปราณปลายฟ้าผู้หนึ่ง!”
โดยเฉพาะเหล่าศิษย์หญิงที่เพิ่งเข้าสำนักนั้น ต่างก็ร่าเริงเป็นอย่าง
มาก สำหรับพวกนางแล้ว หลินหมิงนั้นเป็นขวัญใจที่พวกนางต่างฝันถึง!
ไกลออกไปในเมืองใบหม่อนสีเขียว ตระกูลหลินเองก็ได้รับข่าวนี้
เช่นกัน
ในตอนนี้ตระกูลหลิน ต่างก็กำลังยุ่งกับการเฉลิมฉลองปีใหม่
วันหยุดในช่วงปลายปีเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรลิขิต
ฟ้า จักรพรรดิต้องถวายสัตว์บูชาสู่สรวงสวรรค์ และต้อนรับเหล่าขุนนาง
จากอาณาจักรอื่น เหล่าตระกูลชั้นสูงต่างก็ฆ่าสัตว์เพื่อเซ่นไหว้ในเทศกาล
ปีใหม่ ซึ่งเป็นพิธีที่ยืดยาวและยุ่งยากมาก
ตระกูลหลินนั้นเป็นหนึ่งในตระกูลชั้นสูงของเมืองใบหม่อนสีเขียว
โดยปกติแล้ว พวกเขาคงไม่มีทางได้ตำแหน่งเช่นนี้
แต่หลังจากที่ได้รับข่าวว่าหลินหมิงเป็นผู้ชนะเลิศในงานประชุมนุม
ร่วมสำนัก และกลายเป็นศิษย์สายตรง ผู้ที่จะกลายเป็นปรมาจารย์ขั้น
ปราณปลายฟ้าในอนาคต ตระกูลหลินจึงตื่นเต้นกันอย่างมาก
มันหมายความว่าในอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้า ตระกูลหลินจะ
เจริญรุ่งเรืองขึ้น และอาจจะกลายเป็นหนึ่งในตระกูลชั้นสูงของอาณาจักร
ลิขิตฟ้า!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผู้นำตระกูลหลินก็ร่าเริงจนออกนอกหน้า เหล่าคนใช้
ของตระกูลหลินต่างก็ได้รับอั่งเปากันทุกคน ซึ่งแน่นอนว่า เหล่าคนใช้ทุก
คนต่างก็รู้ว่าเหตุใดพวกตนถึงได้รับอั่งเปา พวกเขาจึงกล่าวถึงตำนานของ
นายน้อยแห่งตระกูลหลินกันไม่ขาดสาย
แต่ในงานเฉลิมฉลองปีใหม่นี้ ตระกูลหลินนั้นก็ได้ใช้จ่ายออกไปอย่าง
มหาศาล พวกเขาเอารายได้ 80000 เหรียญทองที่ต้องใช้เวลาหาถึง 2 ปี
มาเพื่อเลี้ยงฉลองและทำพิธีสักการะบรรพบุรุษที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดเท่าที่
ตระกูลหลินเคยทำมา งานเลี้ยงมี 160 โต๊ะ และนานถึง 9 วัน 9 คืน เหล่า
นักสู้ต่างก็ถูกเชิญมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นใครต่างก็ถูกชวนมาหมด!
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือหลังจากงานเลี้ยงทั้ง 9 วันได้
ผ่านไป เงินของขวัญที่ได้กลับคืนมามีมากถึง 150000 เหรียญทอง! หลาย
ตระกูลที่ตระกูลหลินไม่เคยเจอต่างก็ส่งผู้สืบทอดของตนมาเพื่อเข้า
ร่วมงานเฉลิมฉลองของตระกูลหลินและได้ให้เงินจำนวนมากเป็นของขวัญ
แต่พวกเขาก็ผิดหวังเล็กน้อย เพราะไม่ว่าตระกูลใหญ่ขนาดไหนจะมา
คารวะบิดามารดาของหลินหมิง ก็ไม่สามารถทำได้ มันดูเหมือนว่าบิดา
มารดาของหลินหมิงได้ไปจากตระกูลหลินแล้ว ซึ่งเป็นที่ใดก็ไม่รู้เช่นกัน…
ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็มีบางคนที่สังเกตถึงสิ่งผิดปกตินี้ พวก
เขารู้สึกว่างานเฉลิมฉลองนี้มีบางอย่างแอบแฝงอยู่…
ในวันเดียวกับที่ฉินจื่อหยากลับมานั้น เมื่อองค์ชายสิบ หยางเฉิน
ได้รับข่าว เขาก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องนานถึง 2 วัน และเมื่อเขาปรากฏ
ตัวออกมาอีกครั้งก็ราวกับว่าเขาแก่ขึ้นอีกเป็น 10 ปี
ในการชิงบัลลังก์ หากชนะก็จะรุ่งโรจน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากพ่าย
แพ้ก็ราวกับตกนรกทั้งเป็น ในตอนนี้หยางเฉินไม่มีทางให้ก้าวต่อไปอีกแล้ว
หากเขาได้ครองบัลลังก์ เขาก็จะไม่ปล่อยหยางหลินเอาไว้อย่างแน่นอน
และหากหยางหลินได้ครองบัลลังก์ เขาก็คงทำเช่นเดียวกัน
เขาอาศัยตระกูลจูในการสังหารหลินหมิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่าง
มาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่อาจหวนคืนและไม่มีที่ให้เสียใจอีกต่อไป
ในตอนนี้ เส้นทางของเขาได้จบลงแล้ว สำหรับเขาแล้ว มีเพียงก้าว
สุดท้ายเท่านั้นที่สามารถเดินได้ในเกมนี้…
ก้าวนี้ไม่ช่วยให้ความหวังอันเลือนลางของเขากลับคืนมาได้ก็จริง แต่
หากเขาไม่ทำเช่นนี้ เขาก็คงต้องตายอย่างแน่นอน
………..
กลางดึก หยางเฉินปิดบังใบหน้า ใส่ชุดสีดำ และเลี่ยงความสนในจาก
ทุกคน เพื่อลักลอบเข้าไปในคฤหาสน์ของทูตแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
นี่เป็นที่ที่โอวหยางตี๋ฮัวเคยอาศัยอยู่เมื่อตอนยังมีชีวิต หลังจากที่
โอวหยางตี๋ฮัวตายไป โอวหยางปั่วเยี่ยนได้มายังอาณาจักรลิขิตฟ้า และ
หลังจากนั้นเขาก็ได้อาศัยอยู่ที่นี่ บางทีเขาอาจจะอยากเห็นสถานที่ที่
หลานชายของตนเคยอาศัยอยู่และเพื่อหาเบาะแสการตายด้วยเช่นกัน
โอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นได้ตามสืบอยู่ทั้งเดือน แต่ก็ไม่อาจจะหาเบาะแส
ใดๆได้เลย โอวหยางปั่วเยี่ยนยังไม่ยอมแพ้ และเขายังไม่ไปจากอาณาจักร
ลิขิตฟ้า
หากดูจากสถานการณ์ที่เกิดการฆาตกรรมแล้ว ผู้ที่สังหารโอวหยางตี๋
ฮัวนั้น อย่างน้อยจะต้องเป็นผู้ที่มีระดับพลังขั้นปราณปลายฟ้า อย่างไรก็
ตาม มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสังหารได้อย่างเงียบเชียบถึงเพียงนี้ภายใต้การ
คุ้มกันของนักสู้หลายคน และจากไปโดยไร้ร่องลอย
โอวหยางปั่วเยี่ยนเชื่อว่าฆาตกรผู้นี้มีเป้าหมายที่เขา อย่างไรก็ตาม
โอวหยางตี๋ฮัวตายไปอย่างไร้ร่องรอย เหตุผลที่เขายังอยู่ที่คฤหาสน์ของทูต
แห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ในอาณาจักรลิขิตฟ้า ก็เพื่อรอให้ฆาตกรย้อนกลับ
มา และนั้นจะทำให้เขาแก้แค้นคืนได้
อย่างไรก็ตาม เขานั้นรอแล้วรอเล่า จนกระทั้งได้ข่าวว่าหลินหมิงนั้น
ได้กลายเป็นผู้ชนะเลิศในงานประชุมนุมร่วมสำนัก
…………
“หยางเฉินคารวะผู้อาวุโสโอวหยาง!” หยางเฉินคุกเข่าทั้งสองข้าง
และก้มศีรษะด้วยความเคารพ โดยปกติแล้ว นักสู้จะไม่สนใจเรื่องพิธีการ
ของปุถุชนทั่วไปสักเท่าไร แม้กระทั่งหากเขาพบกับฉีซงเทียน โอวหยาง
ปั่วเยี่ยนก็ไม่ได้คุกเข่าทั้งสองข้างและพร้อมกับก้มศีรษะให้ แต่หยางเฉิน
กับทำเช่นนี้กับเขา นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนผู้นั้นเคารพเขามาก
เพียงใด
“หยางเฉินหรือ?” โอวหยางปั่วเยี่ยนลืมตาขึ้นมา และมองไปยังหยาง
เฉิน “เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร?”
“ผู้อาวุโสโอวหยาง หลังจากที่ท่านโอวหยางตี๋ฮัวเสียชีวิต ข้านั้นมีข้อ
สงสัยที่อยากจะกล่าวออกมา แต่ข้านั้นไม่รู้ว่าควรที่จะกล่าวออกมาดี
หรือไม่…”
โอวหยางปั่วเยี่ยนยิ้มอย่างมีเลศนัยและกล่าวว่า “เจ้าสงสัยหลินหมิง
เช่นนั้นหรือ?”
หยางเฉินรู้สึกหนาวสั่น แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เขายังคงกล่าวอย่างสงบ
ว่า “สองเดือนก่อนที่ท่านโอวหยางตี๋ฮัวจะเสียชีวิต เขาได้มีเรื่องบาดหมาง
กับหลินหมิง”
สิ่งที่หยางเฉินกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่โอวหยางปั่วเยี่ยนรู้อยู่แล้ว แน่นอน
ว่า เพียงแค่มีความขัดแย้งกันก็ไม่จำเป็นว่าต้องกลายเป็นฆาตกร ที่สำคัญ
ที่สุดคือในตอนนั้น โอวหยางปั่วเยี่ยนไม่คิดว่าหลินหมิงจะมีความสามารถ
ในการทำเช่นนั้น
แต่หากเป็นตอนนี้…
หากหลินหมิงรู้จักเคล็ดวิชาพิเศษบางอย่าง และได้รับการช่วยเหลือ
จากปรามาจารย์จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นก็จะมีโอกาสสูงที่เขาจะ
สามารถสังหารโอวหยางตี๋ฮัวได้ ต่อให้เขาอยู่ภายใต้การคุ้มครองของผู้คุ้ม
กันหลายคนก็ตาม
ในตอนนี้ หยางเฉินได้กล่าวออกมาว่า “ผู้อาวุโสโอวหยาง ข้านั้น
ได้รับข่าวเพิ่มเติมเข้ามาว่า หลังจากที่ฉินจื่อหยาได้กลับมา เขาได้ไปพบ
กับบิดามารดาของหลินหมิงอย่างลับๆ และให้พวกเขาย้ายไปอยู่ใน
สถานที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้ ข้านั้นเชื่อว่าหลินหมิงจะต้องเชื่อใจฉินจื่อหยามาก
อย่างแน่นอนจึงให้เขาจัดการเรื่องนี้…”
“เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?” โอวหยางปั่วเยี่ยนปากบิดเบี้ยว หากเขาคิด
ได้ก่อนหน้านี้ ก็คงไม่ต้องมานั่งฟังหยางเฉินให้เสียเวลาเช่นนี้ เจตนาแห่ง
การฆ่าฟันเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของเขาอีกครั้ง ภายในอาณาจักรลิขิตฟ้า
โอวหยางปั่วเยี่ยนเป็นเพียงผู้เดียวที่ทำให้หลินหมิงนั้นหวาดกลัว แล้วหาก
เขามิได้มีความผิด เหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้เล่า?
ในด้านความแข็งแกร่งนั้น แน่นอนว่าโอวหยางปั่วเยี่ยนนั้นแข็งแกร่ง
กว่าหลินหมิงมากนัก แต่ในด้านสถานะ เขากลับด้อยกว่าหลินหมิงมาก
เช่นกัน หลินหมิงนั้นไม่ได้เป็นเพียงศิษย์สายตรงธรรมดา แต่ดูจากข่าว
ของฉินจื่อหยาและหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ประกอบกัน แสดงให้เห็นว่าเขานั้น
มีความสัมพันธ์ที่ไม่แน่ชัดบางอย่างกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นสำนัก
ระดับ 4
หากเปรียบเทียบกับหลินหมิงแล้ว อำนาจของโอวหยางปั่วเยี่ยนนั้น
อ่อนแอลงมาก เขาไม่ใช่ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนไปเสี่ยงเพื่อล้างแค้นให้กับ
หลานของตน
ในตอนนี้เขาจะเฝ้ารอไปก่อน และรอคอยโอกาสที่จะสังหารหลินหมิ
งอย่างเงียบๆ และหากเขารู้ว่าบิดามารดาของหลินหมิงอยู่ที่ใด เขาก็จะ
สังหารทิ้งเช่นกัน และค่อยๆล้างบางตระกูลหลินทั้งหมด! มีเพียงการทำ
เช่นนี้เท่านั้นที่จะลบความโกรธแค้นออกไปจากจิตใจของเขาได้!