Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 311 กลับไปยังป่าไพศาลทางใต้
“หอก! ให้ข้าดูมันหน่อย!” บรรพบุรุษจื่อเยี่ยนหยิบหอกจากมือของ
หลินหมิงและสำรวจมันอย่างใกล้ชิด สีของด้ามหอกเป็นสีม่วงเข้ม มันก็
คือสีของไผ่จิตวิญญาณสายฟ้าสีม่วง และมีเส้นลวดลายสีแดงพันอยู่รอบ
ด้ามหอกนับไม่ถ้วน นี่เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นถึงการหลอมรวมกันของ
ต้นอู๋ถงเพลิงและไผ่จิตวิญญาณสายฟ้าสีม่วง
หัวหอกยาว 8 นิ้ว ทั้งยาวและแหลมคม เปล่งประกลายแสงอันเยือก
เย็นออกมา หัวหอกหลอมรวมกันระหว่างโลหะศักดิ์สิทธิ์แห่งดาวหางม่วง
ผนึกเพลิงของวิหคเพลิง และหินปราณสายฟ้า ไม่เพียงแค่แข็งแกร่งและห
ยืดหยุ่นเท่านั้น มันยังมีความเข้ากันได้ของเพลิงและสายฟ้าอีกด้วย ซึ่ง
เหมาะสมกับหลินหมิงเป็นอย่างมาก
ทั่วทั้งหอก จากโคนจรดปลายจารึกไว้ด้วยอักษรรูนของรูปแบบค่าย
กล รูปแบบค่ายกลนี้สามารถจะควบคุมปราณแท้ได้ ต้นอู๋ถงเพลิงและไผ่
จิตวิญญาณสายฟ้าสีม่วงเดิมทีเป็นวัสดุระดับสูงที่สามารถไหลเวียนพลัง
เพลิงและสายฟ้าได้ ในตอนนี้ด้วยความช่วยเหลือของรูปแบบค่ายกล ไม่
เพียงแค่จะไหลเวียนได้ราบลื่นอย่างมากเท่านั้น แต่ยังทำให้พลังของมัน
เพิ่มขึ้นอย่างมากอีกด้วย
อาจจะกล่าวได้ว่าหอกนี้สร้างมาเพื่อหลินหมิงโดยเฉพาะ
บรรพบุรุษจื่อเยี่ยนถือหอกอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นคนรัก ระดับ
ของหอกนั้นเป็นดังที่เขาคาดเอาไว้จริงๆ มันคือสมบัติระดับปฐพีขั้นสูงใน
บรรดาสมบัติระดับปฐพีขั้นสูงด้วยกันเอง
โดยปกติแล้ว มีเพียงสมบัติระดับสวรรค์เท่านั้นที่จะโดนทัณฑ์สวรรค์
กระหน่ำลงมา หากสมบัติได้รับทัณฑ์สวรรค์ สมบัตินั้นจะทรงพลังขึ้น
อย่างมาก
หอกที่บรรพบุรุษจื่อเยี่ยนสร้างยังไม่อาจจะเป็นสมบัติระดับสวรรค์ได้
แต่เพราะว่ามันเต็มไปด้วยวัสดุระดับสูงของเพลิงและสายฟ้า และยังถูก
สร้างขึ้นใกล้กับชั้นสวรรค์บรรพกาลแห่งกลียุค มันจึงสามารถล่อพลังของ
เพลิงและสายฟ้าต้นกำเนิดบนท้องฟ้าได้ และทำให้เกิดทัณฑ์สวรรค์
กระหน่ำลงมา
ถึงแม้มันจะมิใช่ทัณฑ์สวรรค์อย่างแท้จริง แต่มันก็คล้ายกันมากจน
น่ากลัว จึงทำให้ศักยภาพของหอกเพิ่มมากขึ้น
บรรพบุรุษจื่อเยี่ยนสังเกตหอกอยู่สักพัก จากนั้นก็คืนมันให้แก่หลินห
มิงและกล่าวว่า “หอกนี่เป็นของเจ้า เจ้าต้องตั้งชื่อให้มัน”
หมิงหมิงคว้าหอกมาและลองเขย่าดู ทั่วทั้งหอกสั่นสะเทือนด้วยพลัง
ภายในอย่างรุนแรง สามารถที่จะบดขยี้กระดูกของนักสู้ธรรมดาให้แหลก
ละเอียดได้เลยทีเดียว
เมื่อถ่ายเทปราณแท้ลงไปเล็กน้อย เพลิงและสายฟ้าก็หมุนเวียน
ควบคู่กันวนรอบทั่วทั้งหอก จนทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความหวาดกลัวได้
อย่างแท้จริง และหากเขาลองใช้เพลิงสายฟ้าแห่งการทำลายล้างอย่าง
เต็มที่ พลังของมันคงยากที่จะจินตนาการอย่างแน่นอน
หลินหมิงกล่าวว่า “ในเมื่อหัวหอกสร้างมาจากโลหะศักดิ์สิทธิ์แห่ง
ดาวหางม่วง ข้าก็จะตั้งชื่อมันว่า หอกศักดิ์สิทธิ์แห่งดาวหางม่วง!”
ในตอนนี้ หลินหมิงได้รับหอกศักดิ์สิทธิ์มาครอบครองแล้ว เขา
อยากจะทดสอบว่ามันจะทรงพลังเพียงใดด้วยเป้าหมายที่เขาคิดเอาไว้ใน
ใจ
มันก็คือหมอผีเผ่าหนอนไฟจากป่าไพศาลทางใต้นั้นเอง
……………….
10 วันต่อมา ณ ป่าไพศาลทางใต้
ท้องฟ้าสดใสและปลอดโปร่ง ดวงตะวันสาดแสงเรืองรองเหนือป่า
ไพศาลทางใต้ สัตว์อสูรบินที่มีปีกกว้างถึง 60 ก้าวส่งเสียงกู่ก้องไปทั่ว
ท้องฟ้า ร่างของมันเต็มไปด้วยเกล็ดและมีรูปร่างยาวพร้อมหางดูราวกับ
มังกร
ปีกขนาดใหญ่ของมันทำให้เกิดเงายักษ์ขึ้นบนพื้นดิน หากดูไกลๆจะ
เห็นได้ว่าสัตว์อสูรบินตัวนี้ดูเหมือนมังกรวารีที่กำลังบินอยู่ด้วยปีกคู่ใหญ่
ของมัน
สัตว์อสูรตัวนี้ถูกเรียกว่ามังกรปีกวารี และมันมีสายเลือดของสัตว์
อสูรศักดิ์สิทธิ์มังกรปีกพิรุณ มังกรปีกพิรุณนั้นคล้ายกับมังกรวารี ทั้งคู่เป็น
สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ประเภทมังกร แต่ลูกหลานของมังกรปีกพิรุณนั้นมี
ความสามารถในการบินอย่างมาก
มีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่บนหลังของมังกรปีกวารี สวมชุดคลุมสีดำ
พร้อมกับหอกสีม่วงในมือยืนตระหง่านท่ามกลางสายลม ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือ
หลินหมิงนั่นเอง
เมื่อ 10 วันก่อน หลินหมิงได้อำลาบรรพบุรุษจื่อเยี่ยนและออกจาก
หุบเขา บรรพบุรุษจื่อเยี่ยนได้ให้มังกรปีกวารีเพื่อให้เขาเดินทางได้สะดวก
ความเร็วของมังกรปีกวารีนั้นยิ่งกว่าอินทรีสวรรค์เป็นอย่างมากจนไม่อาจ
เทียบกันได้ ด้วยการกระพือปีกเพียงครั้งเดียว มันก็สามารถบินไปไกลนับ
หมื่นลี้ มันเป็นสัตว์ขี่ที่ประเมินค่าไม่ได้อย่างแท้จริง
ไม่เพียงแค่นั้น บรรพบุรุษจื่อเยี่ยนยังใช้รูปแบบค่ายกลเพื่อปกปิด
รัศมีและปราณแท้ที่แผ่ออกมาจากหอกศักดิ์สิทธิ์แห่งดาวหางม่วงของ
หลินหมิงอีกด้วย หากผู้ใดที่พยายามสังเกตมันก็จะเห็นเพียงแค่ว่ามันเป็น
เพียงสมบัติระดับมนุษย์ขั้นสูงเท่านั้น มีเพียงแค่ผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะสูง
กว่าบรรพบุรุษจื่อเยี่ยนเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นระดับที่แท้จริงของมัน
ได้ นอกจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดจะรู้ได้
หอกศักดิ์สิทธิ์แห่งดาวหางม่วงนั้นล้ำค่าอย่างมาก ด้วยความสามารถ
ของหลินหมิงในปัจจุบัน การครอบครองอาวุธระดับสูงเช่นนี้โดยไม่ปิดปัง
ก็เป็นเพียงนำหายนะมาสู่ตนเองเท่านั้น
ในตอนนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่รู้ถึงระดับที่แท้จริงของหอกศักดิ์สิทธิ์
แห่งดาวหางม่วงของหลินหมิง ก็คือมู่เชียนหยี่ และบรรพบุรุษจื่อเยี่ยน
มู่เชียนหยี่นั้นไว้ใจได้อย่างแน่นอน ถึงแม้บรรพบุรุษจื่อเยี่ยนจะเป็น
คนเช่นนี้แต่จิตใจของเขานั้นเป็นคนดีอย่างแท้จริง เขาถือได้ว่าเป็นสหาย
ของหลินหมิงและคงไม่ทรยศเขา มิเช่นนั้น เขาคงไม่ยอมสร้างหอกให้แก่
หลินหมิงเป็นแน่
มังกรปีกวารีรวดเร็วดั่งสายฟ้า ขณะที่อยู่บนหลังของมัน หลินหมิง
สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้อย่างชัดเจนและก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้
ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน แต่ในตอนนี้เขาก็ได้กลับมาอีกครั้ง สถานการณ์
ของเขาในตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อนอย่างมาก
เมื่อก่อนนั้น เขาถูกไล่ล่าและเกือบถูกสังหารโดยฮั่วกง เขาได้เสี่ยง
ชีวิตเพื่อสังหารฮั่วกง แต่หลังจากนั้นกลับถูกไล่ล่าและเกือบถูกสังหารโดย
หมอผีเผ่าหนอนไฟ หากในตอนนั้นเขามิได้โชคดีและบังเอิญไปเจอกับเจ้า
เพลิงน้อยระหว่างทางไปหุบเขาสายฟ้าละก็ และถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเพลิง
น้อยทำให้หมอผีเผ่าหนอนไฟตื่นตระหนกจนต้องหลบซ่อน เขาอาจจะ
ต้องตกลงไปยังบึงทมิฬมรณะ แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็ได้เขาไปในหุบเขา
สายฟ้าฟาด และสามารถเสี่ยงชีวิตหลบหนีออกมาได้ในที่สุด
เขารู้สึกราวกับว่าเรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ในวันนี้เขาได้
กลับมายังป่าไพศาลทางใต้แล้ว ความแข็งแกร่งของเขาไม่เป็นเช่นวันวาน
อีกต่อไป ไม่มีผู้ใดในป่าไพศาลทางใต้ที่จะเป็นคู่มือของเขาได้อีกแล้ว
เป้าหมายแรกของหลินหมิงคือเผ่าหุบเขาสายหมอก
เผ่าหุบเขาสายหมอกตั้งอยู่ในหุบเขาลึก และหุบเขานี้ก็เต็มไปด้วย
หมอกยามเช้า และเป็นที่มาของชื่อของเผ่านี้ มันเป็นเผ่าเล็กๆที่อยู่ใกล้กับ
เผ่าหนอนไฟและมีประชากรประมาณ 4-5 พันคนเท่านั้น
หลินหมิงบินไปใกล้เผ่าหุบเขาสายหมอก เขาจะให้มังกรปีกวารีหา
อาหารในป่าไพศาลทางใต้นี้ด้วยตนเอง มังกรปีกวารีนั้นมีสายเลือดที่
บริสุทธิ์เทียบเท่ากับกิ้งก่าสายฟ้าแห่งหุบเขาสายฟ้าฟาด ความแข็งแกร่ง
ของมันเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า ในป่าไพศาลทางใต้นี้มันไร้ซึ่งคู่
เปรียบ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับมัน
หลินหมิงกระโดดลงจากหลังของมังกรปีกวารี ในอากาศสูงหมื่นก้าว
หลินหมิงราวกับปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ เพียงแค่สะบัดชายเสื้อเพียงครั้ง
เดียว เขาก็สามารถชะลอตัวในการตกลงไปด้วยวิถีแห่งลมได้แล้ว จากนั้น
ก็ราวกับเป็นขนนกที่กำลังร่วงหล่นลงพื้นอย่างนุ่มนวล
หลินหมิงเดินทางตามเส้นทางที่เขาจำได้ และไม่นานเขาก็ได้พบกับ
บ้านหลังเล็กที่อยู่ในมุมของหุบสายหมอก ทางเดินเรียงไปด้วยหินสีฟ้าที่
งดงาม หลังคามีหยดน้ำร่วงลงมา มันให้ความรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก
บนพื้นกระเบื้องสีแดง มีสาวงามที่สวมชุดผ้าฝ่าย นางกำลังถือ
กะละมังที่ทำจากไม้และนำเสื้อผ้าที่ซักแล้วออกมาบิดแล้วตากมันบน
เชือกภายใต้แสงแดดจ้ายามเช้า ภายใต้แสงแดดแขนที่ยืนออกมาของนาง
ราวกับรากของบัว เปล่งปลั่งยิ่งนัก
ผู้หญิงคนนี้ก็คือแม่มดของเผ่าน่า น่าสุ่ยนั่นเอง เมื่อตอนที่หลินหมิง
ได้ไปลอบสังหารชือกู่ต่า เขาได้ให้ทองจำนวนหนึ่งกับสองพี่น้องไว้ และให้
พวกนางมาอยู่ในเผ่าหุบเขาสายหมอก
ก่อนที่จะเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิแห่งแม่มด หลินหมิงได้สาบานไว้
ว่าจะแก้แค้นให้กับสองพี่น้อง หลินหมิงเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม
และไม่ให้สัญญาอะไรง่ายๆ แต่ก็ยึดมั่นในสัญญาที่ตนกล่าวไว้ ในตอนนี้
เขาได้กลับมาเพื่อทำตามสัญญาแล้ว
น่าสุ่ย
“พี่ใหญ่มู่หลินเช่นนั้นหรือ?” น่าสุ่ยมองเห็นหลินหมิงกำลังเดินตรง
เข้ามา นางจึงตกใจอย่างมาก ดวงตาของนางเริ่มมีน้ำตา สีหน้าเต็มไปด้วย
ความประหลาดใจ ไม่อยากจะเชื่อ และมีความสุข
“พี่สาวของเจ้าอยู่ไหนหรือ?” หลินหมิงยิ้มให้กับน่าสุ่ย มู่หลินเป็นชื่อ
ปลอมที่เขาใช้ในป่าไพศาลทางใต้แห่งนี้
“นางอยู่… ใน…” น่าสุ่ยพยักหน้าอย่างกระปรี้กระเปร่า และก็วาง
กะละมังลง ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านพร้อมทั้งตะโกนออกมา “พี่ใหญ่!
พี่ใหญ่มู่หลินกลับมาแล้ว!”
เมื่อตอนที่น่าสุ่ยได้เจอกับหลินหมิงครั้งแรก เขาเป็นดั่งผู้กล้าใน
สายตาของนาง ไม่เพียงแค่เขาได้สังหารชายสองคนที่ลักพาตัวพวกนาง
หลังจากนั้นเขายังได้สังหารผู้ที่ฆ่าบิดามารดาของนาง และต่อมา ในป่า
ไพศาลทางใต้นี้ เขาได้พบเจอกับความยากลำบากต่างๆนาๆ แต่หลินหมิง
ก็จัดการสิ่งเหล่านั้นได้ เพราะเหตุนี้ น่าสุ่ยซึ่งเป็นหญิงสาวที่เริ่มให้ความ
สนใจต่อเพศตรงข้าม นางจึงไม่เคยลืมเลือนหลินหมิงไปจากใจ หลินหมิง
ยังคงอยู่ในใจนางเสมอ
ในเวลาไม่นานนัก น่าอีก็ผลักประตูออกมา นางอยู่ในชุดผ้ากันเปื้อน
และขอบผ้ากันเปื้อนอยู่สูงมาก ต้นขาและนิ้วของนางเรียวยาว เปียกไป
ด้วยน้ำจากการทำความสะอาด นางเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าของตระกูล
เมื่อน่าอีมองเห็นหลินหมิง นางก็ประหลาดใจ นางรู้ดีว่าพรสวรรค์
ของหลินหมิงน่าอัศจรรย์เพียงไร และสถานะของหลินหมิงและนางสองพี่
น้องก็แตกต่างกันมากด้วย นางเคยคิดว่าอาจจะไม่ได้เจอกับหลินหมิงอีก
เลยตลอดชีวิต นางไม่เคยคิดว่าเขาจะกลับมา
“ผู้มีพระคุณ” น่าอีก้มศีรษะคารวะหลินหมิงด้วยความเคารพ น่าสุ่ย
นั้นร่าเริงและมีชีวิตชีวาสมกับอายุของนาง น่าอีนั้นสงบเยือกเย็นอย่าง
มากไม่สมกับอายุของนางเลย นี่คงเป็นเพราะนางได้รับประสบการณ์จาก
การเห็นมารดาของตนถูกกินศพไปครึ่งตัว นางจึงปิดผนึกหัวใจตนเอง
เมื่อได้ยินน่าอีเรียกเขาว่าผู้มีพระคุณ หลินหมิงก็ทำอะไรไม่ถูก การ
เรียกเช่นนี้ทำให้เขาไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้สังหารชือกู่ต่า เพื่อ
แก้แค้นให้กับสองพี่น้องนี้ เขาก็ถือเป็นผู้มีพระคุณอย่างแท้จริง
“เข้าไปในบ้านกันเถอะ มีหลายอย่างที่ข้าอยากจะถามพวกเจ้า”
เมื่อทั้งสามคนได้เดินเข้าไปในห้อง ห้องนี้นั้นมืดสลัว มีอ่างน้ำที่เต็ม
ไปด้วยผักแช่อยู่ ความร้อนจากเตาถ่านลอยมาจากด้านข้าง
“ในช่วงเวลาที่ข้าไม่อยู่นั้นมีการเคลื่อนไหวจากเผ่าหนอนไฟบ้าง
หรือไม่?” หลินหมิงชำเลืองมองไปรอบๆ รับรู้ได้ถึงการใช้ชีวิตอย่างเรียบ
ง่ายของสองพี่น้อง
“ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น” น่าอีส่ายศีรษะ เผ่าหุบเขาสายหมอกนั้นอยู่ใกล้
กับเผ่าหนอนไฟมาก หากเผ่าหนอนไฟส่งกองทัพไปทำสงครามกับเผ่าใด
พวกนางจะต้องรู้อย่างแน่นอน
“ในเมื่อไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เช่นนั้นเหล่าผู้เชี่ยวชาญของเผ่าหนอนไฟ
จะต้องหลบซ่อนอยู่เป็นแน่ อืม… เจ้ารู้หรือไม่ว่าวัดของเผ่าหนอนไฟอยู่ที่
ใด?”
“วัดของเผ่าหนอนไฟอยู่ที่ใดเช่นนั้นหรือ?” น่าอีลังเล น้ำเสียงเต็มไป
ด้วยความสงสัย “ข้ารู้ ผู้มีพระคุณจะ…”
หลินหมิงกล่าวว่า “เมื่อข้าได้เข้าไปในเจดีย์แม่มด ข้าได้ให้สัญญาว่า
จะล้างแค้นให้กับพวกเจ้าสองพี่น้อง สังหารชือกู่ต่าและหมอผีเผ่าหนอน
ไฟ ในตอนนี้ ชือกู่ต่าได้ตายไปแล้วและเหลือเพียงหมอผีเผ่าหนอนไฟ
เท่านั้น มันไม่เพียงสังหารอาจารย์ของพวกเจ้าเท่านั้น แม้แต่ข้าก็ยังมีหนี้
เลือดกับมัน ข้ายังต้องการที่จะเอาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าหนอนไฟมาอีก
ด้วย เหตุผลที่ทำให้ข้ากลับมายังป่าไพศาลทางใต้อันกว่างใหญ่ไพศาลแห่ง
นี้ก็เพื่อสังหารมัน”
เมื่อหลินหมิงกล่าวออกมา ดวงตาของน่าอีเบิกกว้างด้วยความตกใจ
น่าสุ่ยเองก็เช่นกันพร้อมทั้งเอามือปิดปาก สังหารหมอผีเผ่าหนอนไฟ
เช่นนั้นหรือ? และเอาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าหนอนไฟมาเป็นของตัวเอง
เช่นนั้นหรือ!?!?
ระดับการบ่มเพาะของหมอผีเผ่าหนอนไฟนั้น อย่างน้อยก็อยู่ในขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงกลาง เขาสามารถสังหารอาจารย์ของนางได้อย่าง
ง่ายดาย สำหรับสองพี่น้องคู่นี้ เขาเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ในป่าไพศาลทางใต้
แห่งนี้ แม้น่าอีในปัจจุบันจะดูเหมือนสะกดข่มความรู้สึกเอาไว้ได้ แต่นางก็
ยังคงมีความรู้สึกต้องการแก้แค้นให้กับอาจารย์ของนาง นางกังวลว่าใน
ชีวิตนี้นางคงไม่อาจที่จะทำได้สำเร็จและก็คงไม่อาจที่จะมีพลังทำเช่นนั้น
ด้วย
แต่ในตอนนี้ หลินหมิงกลับวางแผนที่จะสังหารหมอผีเผ่าหนอนไฟ
เช่นนั้นหรือ?
สวรรค์!
เขาอายุเพียง 16 ปีเท่านั้นเอง!
เมื่อหลินหมิงได้สังหารชือกู่ต่านั้นทำให้น่าอีรู้สึกถึงความองอาจกล้า
หาญ มีอัจฉริยะที่ไร้ที่เปรียบบางคนได้ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณของ
ราชินีแม่มดแห่งศรัทธา และเขาอายุราวๆ 15-16 ปีเท่านั้น หลังจากที่
หลินหมิงกลับออกมาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์และสังหารชือกู่ต่า น่าอี
ตกใจก็จริง แต่นางก็ยอมรับได้ แต่ในตอนนี้ เขายังต้องการที่จะสังหาร
หมอผีเผ่าหนอนไฟ… นี่เป็นสิ่งที่นางไม่คาดคิดอีกครั้ง!