Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 316 กองทัพสัตว์อสูรบุก
หลิวเย่วซานมองไปยังหลินหมิงอย่างกล้าๆกลัวๆ ราวกับว่าหากเขา
ทำอะไรสักอย่าง แล้วเขาจะถูกดุและลงโทษ ขณะนี้อันตรายได้อุบัติขึ้น
ทั่วทั้งอาณาเขตของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขาได้ยินข่าวลือมาว่ามหานิกาย
ปีศาจได้ฟื้นขึ้นมา และต้องการที่จะครอบครองเขตแดนของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ เขาเป็นเพียงผู้ดูแลสถานีส่งสัญญาณขนาดเล็ก เขาไม่มี
แม้แต่สิทธิ์ที่จะใช้ค่ายกลสื่อสารระยะไกล มันคงเป็นไปได้ยากที่หุบเขา
เจ็ดแก่นแท้จะส่งคนมาช่วยอาณาจักรเล็กๆเช่นนี้
“นี่มัน… ท่าน…”
หลินหมิงไม่มีเวลาที่จะฟังข้ออ้างป่วยการของหลิวเย่วซาน เขากล่าว
อย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าไปบอกพวกเขาที ว่านั่นเป็นการขอความ
ช่วยเหลือจากหลินหมิง”
“หลินหมิงอย่างนั้นหรือ?”
หลิวเย่วซานค้างไปชั่วขณะ เช่นนั้นศิษย์สายตรงที่อยู่ตรงหน้าเขาก็
คือหลินหมิงนั่นเอง แม้ว่าเขาจะไม่ไปที่สำนักเป็นเวลานาน ชื่อของหลินห
มิงก็ก้องกังวาลอยู่ในหัวเขาดั่งฟ้าผ่า นักสู้ธรรมดาจาก 36 อาณาจักรที่
กลายเป็นผู้ชนะเลิศ มันจะเป็นไปได้เช่นไรที่เขาจะไม่เคยได้ยินเรื่องราว
เช่นนี้? เขาควรจะเคยได้ยินมาบ้างอย่างแน่นอน ต่อให้เป็นคนหูหนวกก็
ตามที
เมื่อคิดเกี่ยวกับมัน ไม่ใช่ว่าหลินหมิงมาจากอาณาจักรลิขิตฟ้าเช่นนั้น
หรือ? ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาส่งคำขอเช่นนี้ ตามข้อมูลของหลิวเย่
วซาน หลินหมิงนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ให้การฝึกฝน สถานะของเขาไม่เป็นเพียงศิษย์ธรรมดาๆทั่วไป แม้ว่าสำนัก
จะไม่สามารถส่งคนมาช่วยได้ แต่พวกเขาก็คงมิอาจจะเมินเฉยต่อบ้านเกิด
ของหลินหมิงได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลิวเย่วซานตอบกลับไปทันที “ข้าน้อยผู้นี้จักไปขอ
ความช่วยเหลือทันที”
เมื่อเขากล่าวจบ หลิวเย่วซานกลับไป และเริ่มจะเปิดใช้งานค่ายกล
สื่อสารระยะไกลทันที เมื่อหลินหมิงเห็นค่ายกลเริ่มก่อตัว เขาจึงกระโดด
ขึ้นไปบนมังกรปีกวารีอย่างรวดเร็ว
หลินหมิงนั้นแข็งแกร่ง แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่คนๆเดียวจะสามารถ
ป้องกันกองทัพอสูรที่บุกมาได้ เขาจำเป็นต้องมีกองกำลังไปช่วยสนับสนุน
ด้วย และปรมาจารย์ท่านอื่นๆที่อยู่ฝั่งเดียวกับเขา มันเป็นเรื่องไร้
ประโยชน์สำหรับหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่จะให้นักสู้ขั้นผสานชีพจรมาเป็นผู้
ป้องกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ พวกเขาก็ไม่ต่าง
กับมด ด้วยสถานะของหลินหมิงในตอนนี้ มันไม่ได้เป็นการขอที่มาก
เกินไปในการขอให้คนมาช่วยป้องกันอาณาจักรลิขิตฟ้า
มังกรปีกวารีพุ่งไปด้วยความเร็วปานสายฟ้า หลินหมิงที่กำลังขี่อยู่บน
หลังมัน เขาสามารถเดินทางได้ถึง 2,000 ลี้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง
“หืม? จุดสีดำกลางอากาศพวกนั้นเป็นพวกอสูรเช่นนั้นหรือ?
มังกรปีกวารีนั้นรวดเร็วยิ่งนัก แค่ไม่ชั่วอึดใจก็มองเห็นจุดสีดำ
เหล่านั้นชัดเจน มันคือเหล่าวิหคเพลิง เสือดาวบินได้ วิหคกินคน และอสูร
ที่แปลกประหลาดอีกนับไม่ถ้วน มันเป็นสิ่งที่หลินหมิงไม่รู้จัก น่าจะมี
ประมาณหมื่นตัวอยู่กันอย่างหนาแน่นเต็มท้องฟ้า และมันไม่ได้มีเพียงแค่
บนท้องฟ้า มันก็ยังมีอีกมากมายบนพื้นดินเช่นกัน
หลินหมิงอ้าปากค้าง ขณะที่เขากำลังบินอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้
เป็นสักขีพยานของการบุกรุกของกองทัพอสูร แม้ว่าพวกอสูรเหล่านี้จะ
เป็นระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำก็จริง แต่มันเป็นเรื่องของ
จำนวนมากกว่าคุณภาพ พวกมันสามารถบดขยี้เหล่าปรมาจารย์ได้ด้วย
จำนวนที่มหาศาลของพวกมัน
มันยากที่จะจินตนาการว่าใช้พลังอันใดที่สามารถชักจูงเหล่าอสูรที่ดุ
ร้ายเหล่านี้ที่อยู่ภายในเขตแดนของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ และทำให้เกิด
การบุกอย่างเฉียบพลันด้วยจำนวนที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้!
มันเป็นการแสดงพลังของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ เพื่อที่จะทำ
ให้สำนักระดับ 3 อีก 18 แห่งยอมจำนนต่อพลังของมัน บัดนี้ มีเพียงทาง
เดียวที่อีก 18 สำนักที่เหลือจะต่อกรกับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ได้
คือปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ของพวกเขาต้องร่วมมือกัน แต่สำนัก
ใดจะให้ความร่วมมือกัน? ใครจะยอมเสียดินแดนที่พวกเขาปกครองมา
นานปีกัน?
ถ้าหากพวกเขายังแตกแยก พวกเขาก็ทำได้เพียงยอมจำนนหรือตาย
แต่ถ้าหากพวกเขาร่วมมือกัน ราคาที่พวกเขาต้องจ่ายมันก็ยังมากเกินไป
การเคลื่อนไหวของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ครั้งนี้ มันช่าง
โหดเหี้ยมอย่างแท้จริง
หลังจากที่เหล่าอสูรได้พบหลินหมิง พวกมันพากันพุ่งไปหาเขาอย่าง
อย่างบ้าคลั่ง หลินหมิงหยิบหอกดาวหางม่วงของเขาออกมาจากแหวนมิติ
และพุ่งหอกออกไป ปราณแท้ได้กระตุ้นพลังอัคคีภายในเมล็ดเมล็ดพันธุ์
แห่งเทพทรราช และฟาดฟันเส้นสีแดงเพลิงพาดผ่านอากาศดั่งกำลังเต้น
อยู่ในสายลม ทุกแห่งหนที่มันผ่านไป เหล่าอสูรย่อมกลายเป็นเถ้าถ่าน
ร่วงหล่นจากท้องฟ้า
เพียงแค่หอกเดียวก็สามารถฆ่าเหล่าอสูรได้นับโหล เหล่าอสูรที่
ล้อมรอบต่างถูกหอกนี้สะกดไว้ และเกิดความเกรงกลัวที่จะบินต่อ หลินห
มิงพุ่งหอกต่อไปอีกหลายครา เขาวางแผนจะปลิดชีพเหล่าอสูรตามทางที่
เขาผ่าน และจะทะลวงไปด้วยความเร็วของมังกรปีกวารี
ในตอนนี้ ทันใดนั้นหลินหมิงก็ได้ยินเสียงคำราม และเหล่าอสูรขนาด
ใหญ่ก็ได้ปรากฏตัว มันมีร่างเป็นเหยี่ยว หัวเป็นสิงโต มีปีกกว้าง 50 ก้าว
มันได้พุ่งมายังหลินหมิง เจ้าอสูรนี่เป็นหัวหน้าของกองทัพอสูรบินได้ฝูงนี้
“สัตวอสูรระดับ 4 รึ?”
หลินหมิงชำเลืองมองโดยรอบ ก่อนจะพุ่งหอกออกไปเช่นเดิม
เป้ง!
มันถูกฆ่าโดยหอกของเขาโดยมิอาจต้านทานได้
หลินหมิงอาศัยการพุ่งหอกของเขาแหกวงล้อม และบินฝ่าออกไป
…………………..
ในตอนนี้ ที่อาณาจักรลิขิตฟ้า
ข่าวกองทัพอสูรบุกกระจายไปทั่วอาณาจักร ทุกๆเมืองที่อยู่ใกล้ป่า
หรือหุบเขา ต่างก็กลัวว่าจะถูกพวกมันบุกมาทำลายล้างจนสิ้นซาก
จากเมื่อวานจนถึงตอนนี้ พวกเขาได้ยินว่าเมืองที่อยู่รอบๆอาณาจักร
เหล่านั้นต่างถูกเหล่าอสูรบุกและถูกทำลายอย่างราบคาบ โดยเฉพาะที่
อาณาจักรอาทิตย์ตะวันออกที่อยู่ใกล้กับแนวป่าได้รับผลกระทบมากที่สุด
เหล่าพลเรือนต่างเสียชีวิตนับไม่ถ้วน
กองทัพอสูรที่บุกเข้ามายังอาณาจักรอาทิตย์ตะวันออกอย่าง
กะทันหันโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะระดมพลทหาร กว่าครึ่งของอาณาจักรถูก
กลืนกินโดยกองทัพอสูรนับไม่ถ้วน
หากเทียบอาณาจักรอาทิตย์ตะวันออกแล้ว อาณาจักรลิขิตฟ้านับว่า
โชคดียิ่งกว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอาณาจักรลิขิตฟ้านั้นเป็นที่ราบ ซึ่งโดย
ปกติแล้วจะมีเสือเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น และพวกเขามีเพียงไม่กี่เมืองที่อยู่
ใกล้หุบเขาหรือป่า
ส่วนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือเมืองลิขิตฟ้าที่อยู่ใกล้กับหุบเขาโจว
เช่นเดียวกับเมืองใบหม่อนสีเขียวที่อยู่ใกล้กับหุบเขาใบหม่อนสีเขียว
ไม่ว่าจะเป็นหุบเขาโจวหรือหุบเขาใบหม่อนสีเขียว พวกมันก็ยาวกว่า
1,000 ลี้ และในส่วนลึกของหุบเขาเหล่านั้นก็มีอสูรที่น่ากลัวจำนวนนับไม่
ถ้วนอยู่
อย่างไรก็ตาม เมืองลิขิตฟ้ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าเมืองใบ
หม่อนสีเขียวมาก นี่เป็นเพราะว่าสำนักเจ็ดแก่นแท้ตั้งอยู่ที่หุบเขาที่ใหญ่
ที่สุดอย่างหุบเขาโจว สำนักเจ็ดแก่นแท้กลายเป็นโล่กำบังที่ป้องกันไม่ให้
กองทัพอสูรบุกมาเข้าได้ นี่ทำให้ทุกคนที่อยู่ข้างหลังต่างรู้สึกสบายใจขึ้น
แม้ว่ากองทัพอสูรจะบุก พวกมันก็จำเป็นต้องผ่านสำนักเจ็ดแก่นแท้ก่อน
จะไปถึงเมืองลิขิตฟ้า
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรลิขิตฟ้า มันมีทหาร
จำนวนมากป้องกันอยู่ ดังนั้นเหล่าขุนนางที่อยู่ด้านในต่างอยู่กันอย่างสงบ
4 กองกำลังราชองค์รักษ์ของ 4 แม่ทัพแห่งเมืองลิขิตฟ้าซึ่งมักจะไม่
สำคัญเท่าใดนัก ซึ่งปกติก็เพียงมีบทบาทเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น แต่บัดนี้
พวกเขาได้กลายเป็นผู้กอบกู้ของเมืองลิขิตฟ้า ด้วยความยิ่งใหญ่และ
เกรียงไกรอย่างมาก
เหล่าทหารที่ป้องกันแนวชายแดนนั้นต่างพุ่งเข้าสู่เมืองหลวง แต่พวก
เขาจะวิ่งทันกองทัพอสูรได้อย่างไร? จนกว่าเหล่าทหารจะกลับมา เมือง
ลิขิตฟ้าได้แต่อาศัยกองกำลังราชองค์รักษ์ทั้ง 4 และสำนักเจ็ดแก่นแท้ใน
การป้องกัน
จางต้าเหนียนเป็นแม่ทัพผู้ควบคุมกองกำลังราชองค์รักษ์ตะวันตก
ในช่วงเวลาไม่กี่วันนี้ ประตูบ้านของเขาเกือบจะพังจากการเคาะ ชนชั้นสูง
และขุนนางจำนวนมากที่มีสถานะสูงกว่าเขาได้สุภาพต่อเขาอย่างผิดปกติ
พวกเขาให้ของขวัญอันทรงคุณค่าแก่เขา และขอให้กองกำลังราชองค์รักษ์
ช่วยปกป้องครอบครัวของพวกเขา
สำหรับชนชั้นสูงเหล่านั้น ชีวิตของครอบครัวพวกเขานั้นมีค่ายิ่งกว่า
ทอง
จางต้าเหนียนชอบความรู้สึกเช่นนี้มาก เขาเป็นแม่ทัพของกองกำลัง
ราชองค์รักษ์ตะวันตกมาหลายปี ตราบใดที่เขาไม่ทำอะไรโง่ๆ เขาก็ยังคง
เป็นแม่ทัพต่อไป และกองกำลังราชองค์รักษ์ตะวันตกก็จะอยู่ภายใต้การ
ควบคุมของเขา จางต้าเหนียนกำลังตัดสินใจว่าเขาควรจะส่งกองกำลังไป
ช่วยสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้วร่วมต่อสู้ไปกับผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในสนามรบนั่น
ไหม หากเป็นเช่นนี้ พวกเขาย่อมจะปลอดภัยจากอันตราย
แต่ครั้งนี้ เขาได้ยินข่าวที่น่าตกใจอย่างมาก
ระหว่างช่วงเช้า พวกเขาได้รู้ว่าฉินจื่อหยาและนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า
ทั้งหมดได้ออกไปจากสำนักเจ็ดแก่นแท้ รวมถึงขั้นผสานชีพจรส่วนใหญ่
ด้วย ฉินจื่อหยาและกลุ่มของเขาต่างขี่อินทรีวายุสวรรค์ บินตรงไปยังเมือง
ใบหม่อนสีเขียว สำหรับศิษย์ทั่วไปของสำนักเจ็ดแก่นแท้ พวกเขาถูกส่งไป
ยังเมืองแสงจันทร์ที่ปลอดภัยอย่างมาก ตอนนี้ทั่วทั้งสำนักเจ็ดแก่นแท้นั้น
ร้างไปแล้ว
จางต้าเหนียนนั้นหวาดกลัวและอับจนปัญญา นี่มันเกิดอันใดขึ้น?
ฉินจื่อหยาทอดทิ้งสำนักเจ็ดแก่นแท้เช่นนั้นรึ?
เขารู้สึกเหมือนเขาจะเป็นบ้า ฉินจื่อหยาตัดสินใจที่จะทิ้งทั้งสำนักเจ็ด
แก่นแท้! ถึงแม้ทรัพยากรส่วนใหญ่จะสามารถเคลื่อนย้ายออกไปได้ แต่
ค่ายกลเจ็ดสังหาร เจดีย์วิจิตรเจ็ดสมบัติ หรือค่ายกลหมื่นสังหารเล่า?
สมบัติเหล่านั้นต่างมีค่ากว่าหลายล้านทอง หรือบางทีอาจจะ 10 ล้านทอง
และถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังทิ้งมันอย่างง่ายดายเช่นนั้นหรือ?
แต่คำถามเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เขากังวล ที่สำคัญคือ ตอนนี้ฉินจื่อหยา
ได้ทอดทิ้งสำนักเจ็ดแก่นแท้ แล้วเมืองลิขิตฟ้าที่เขาควบคุมอยู่เล่า? หากไร้
ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญแล้ว เช่นนั้นกองกำลังราชองค์รักษ์จะปกป้องเมืองเช่น
ไร?
มันไม่ใช่แค่จางต้าเหนียน แต่ตัวตนระดับสูงทั้งหมดภายในเมืองลิขิต
ฟ้าต่างก็รู้สึกเหมือนว่าพวกเขาทำได้เพียงรออยู่ในกระทะร้อน ต้นกำเนิด
ของพวกเขาคือเมืองลิขิตฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในเมืองลิขิตฟ้า ถ้าหากมัน
ไม่ถึงที่สุดจริงๆ มันก็ไม่มีใครที่จะเต็มใจทอดทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนและต้น
กำเนิดตระกูลของพวกเขาหรอก
………………..
“ว่าไงนะ!? ฉินจื่อหยาหนีออกไปในช่วงเวลาความเป็นความตาย
เช่นนี้หรือ?” น้องชายของจักรพรรดิเขวี้ยงแก้วทิ้ง “อุกอาจยิ่งนัก! เขา
กล้าดีอย่างไร! ฉินจื่อหยาหนีไปโดยห่วงแต่ตัวเอง และไม่สนอะไรอย่าง
อื่น! เขาไม่เห็นแก่ส่วนรวมแม้แต่น้อย! เร็วเข้า ติดต่อฉินจื่อหยา! ข้า
ต้องการสอบปากคำเขาด้วยตัวเอง!”
หลังจากที่ฉินจื่อหยาออกมาจากสำนักเจ็ดแก่นแท้ ข่าวก็แพร่ออกไป
อย่างรวดเร็ว ในตอนนี้ พวกเขาคงยังบินไปไม่ไกล และยันต์สื่อสารก็
สามารถไปถึงเขาอยู่
ขณะที่ฉินจื่อหยากำลังยืนอยู่บนอินทรีวายุสวรรค์ เขาได้รับข้อความ
จากน้องชายของจักรพรรดิถามว่าทำไมทอดทิ้งพวกเขา เมินเฉยต่อ
ส่วนรวม และแอบหนีออกมาในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้
ฉินวี่หยาบีบยันต์สื่อสาร เขาไม่แม้แต่จะสนใจตอบกลับ
เมินเฉยต่อส่วนรวม?
นี่สินะ ที่เรียกว่าส่วนรวม มันไม่มีอะไรนอกจากสถานการณ์ของ
ราชวงศ์และชนชั้นปกครอง ฉินจื่อหยาไม่ใช่แม่ทัพของอาณาจักรลิขิตฟ้า
แล้วเหตุใดเขาต้องปกป้องราชวงศ์เล่า
คำสั่งยอมแพ้ของสำนักเจ็ดแก่นแท้และถอยทัพไปยังเมืองใบหม่อนสี
เขียวนั้นถูกสั่งโดยเขา สำนักเจ็ดแก่นแท้นั้นตั้งอยู่กลางหุบเขาโจว เมื่อ
กองทัพอสูรบุก พวกเขาย่อมถูกล้อมโดยกองทัพอสูรอย่างง่ายดาย ที่
สำนักนั้นไม่ได้มีกำแพงสูงดั่งที่เมืองมี ถ้าหากพวกเขายังดื้อรั้นที่จะอยู่
ต่อไป พวกเขาย่อมสูญเสียอย่างมหาศาล และเหล่าศิษย์ที่อ่อนแอเกินไป
ย่อมตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นทางเดียวที่พวกเขาทำได้คือ ทิ้งสำนักเจ็ดแก่นแท้
เทียบกับชีวิตแล้ว สิ่งก่อสร้างและค่ายกลเหล่านั้นต่างไร้ค่า
ฉินจื่อหยาไม่ได้เป็นคนของเมืองลิขิตฟ้า ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้อง
ปกป้องมัน
เนื่องจากพวกเขาต้องหนี คนที่เลือกว่าจะหนีไปที่ใดก็คือก็เขา เมือง
ใบหม่อนสีเขียวไม่ใช่ตัวเลือกแรกของฉินจื่อหยา แต่มันเป็นบ้านเกิดของ
หลินหมิง และเขาติดหนี้หลินหมิงอย่างใหญ่หลวง ฉินจื่อหยาย่อมไม่มีทาง
ลืมหนี้นี้
เมื่อเวลาเช้ามาถึง ดวงอาทิตย์โผล่จากขอบฟ้า ตั้งแต่กองทัพอสูรเริ่ม
บุกจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมา 2 วัน 2 คืนแล้ว เมืองใบหม่อนสีเขียวได้เข้าสู่
สถานะเตรียมพร้อมจนถึงขีดสุด เหล่าทหารและแม่ทัพต่างก็กังวลอย่าง
มาก เมืองใบหม่อนสีเขียวนั้นเป็นเมืองใหญ่ แต่เพราะพวกเขานั้นอยู่ใน
ชนบททางใต้ของอาณาจักรลิขิตฟ้า พวกเขาย่อมไม่มีกองทหาร
รักษาการณ์มากนัก ซึ่งมีทหารอยู่ประมาณ 10,000 นายเท่านั้น มัน
เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ทหารเหล่านี้ป้องกันกองทัพอสูร
คำขอกำลังเสริมนั้นถูกส่งออกไปแล้ว แต่เวลานี้ ทุกๆเมืองใหญ่ใน
อาณาจักรลิขิตฟ้าต่างก็รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงไม่มีใครที่จะต้องการแบ่งกอง
กำลังของตนไปช่วยเหลือเมืองใบหม่อนสีเขียวเลย
ถ้าหากความช่วยเหลือมาถึง มันย่อมเป็นทหารจากแนวชายแดน แต่
ที่นี่ค่อนข้างจะห่างไกลเกินไป ถ้าหากเหล่าทหารได้มาถึง เมืองใบหม่อนสี
เขียวคงจะถูกเหล่าอสูรเหยียบย่ำจนเละไปแล้ว
ในสถานการณ์เช่นนี้ มันก็ยังมีความขัดแย้งภายใน บ้างก็ตัดสินใจทิ้ง
รากฐานของตระกูลตน ขโมยเงินและของมีค่า และบินจากไปอาณาจักร
อื่น
ในขณะที่ตระกูลเล็กๆย่อมทำมันได้ แต่มันเป็นเรื่องยากมาก ที่
ตระกูลใหญ่จะละทิ้งรากฐานของตระกูลพวกเขา มันย่อมเป็นความ
สูญเสียอย่างถาวรของพวกเขา ไม่ต้องพูดถึงธุรกิจ ดินแดน หรือแม้แต่
ฟาร์ม แต่ปัญหาก็คือตัวตระกูลเอง ตระกูลใหญ่ย่อมมีคนกว่า 1,000 คน
พวกเขามีทั้งผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่จะตกเป็นเหยื่อของกองทัพอสูร และ
การจะนำคนที่อ่อนแอไร้ทางสู้กว่า 1000 คน ไปยังเมืองอื่นอย่าง
ปลอดภัย… พูดง่ายกว่าทำมากนัก