Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 317 มุ่งหน้ากลับบ้าน
แสงแดดเริ่มสาดส่อง และหมอกยามเช้าจางหายไป บนหอคอยเหนือ
กำแพงเมือง มีทหารสองนายยืนอยู่ พวกเขาไม่ได้หลับ และยังดูมีชีวิตชีวา
มองดูทุกทิศทางอย่างระวังเสมอ
มันผ่านมา 2 วันแล้วที่ฝูงสัตว์อสูรบุก หากสัตว์อสูรดุร้ายมาจากส่วน
ลึกของหุบเขาใบหม่อนสีเขียว มันก็คงใกล้ที่จะเข้ามาแล้ว
ประตูเมืองเปิดออก ฝูงชนผ่านเข้าไป ผู้ชายแบกอาหารแห้งและ
สัมภาระ ส่วนผู้หญิงดูแลเหล่าเด็กที่ร้องไห้ มีผู้ร่ำรวยบางคนนั่งรถม้าเข้า
ไปพร้อมกล่องใบใหญ่ที่ผูกท้ายรถไว้ พวกเขาจ้างเหล่านักสู้ แต่ถ้าหากอยู่
ต่อหน้าสัตว์อสูร นักสู้ที่จ้างมาเหล่านี้ก็จะไม่ต่างจากแมลงวัน
บรรดาผู้ที่หลบหนีจากภัยพิบัติต่างมายังเมืองใบหม่อนสีเขียว การ
หลบหนีมายังเมืองใบหม่อนสีเขียวไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย
อาจจะมีอันตรายมากกว่าด้วยซ้ำหากอยู่ที่เมืองใบหม่อนสีเขียว
ในที่สุดก็ถึงเวลาเปลี่ยนกะผู้เฝ้าประตูเมือง แต่ขณะที่กำลังจะเปลี่ยน
กะ พวกเขาก็มองไปเห็นเงาดำคลุมเครืออยู่บนท้องฟ้า พุ่งผ่านหมอกมา
ราวกับลูกธนู พวกมันกำลังตรงมาทางเมืองใบหมอนสีเขียวด้วยความเร็ว
อย่างน่าเหลือเชื่อ
“สัตว์อสูรดุร้าย!?”
“แจ้งเตือน! แจ้งเตือน! ฝูงสัตว์อสูรกำลังมา!”
ทันใดนั้น ผู้ลี้ภัยที่อยู่หน้าประตูเมืองก็เริ่มตื่นตระหนก ใน
ขณะเดียวกันเหล่าทหารด้านล่างที่กำลังจะตีระฆังแจ้งเตือน พวกเขาก็
พบว่า ที่เรียกว่าอสูรบุกนั้นมีสัตว์อสูรดุร้ายเพียงตัวเดียว ไม่เพียงแค่นั้น
แต่ดูเหมือนว่าบนหลังสัตว์ดุร้ายจะมี… คนอย่างนั้นหรือ?
แต่พวกเขาก็ไม่อาจเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะความเร็วของสัตว์อสูร
ตัวนี้เร็วเกินไป สัตว์ดุร้ายตัวนี้เร็วราวกับสายฟ้าเลยทีเดียว ทว่ามันเป็น
เพียงพาหนะเช่นนั้นหรือ? เห็นได้ชัดว่าพวกมันมิใช่อินทรีวายุสวรรค์!
ในจิตใจของคนธรรมดา ผู้ที่สามารถขี่อินทรีวายุสวรรค์ก็เป็นตัวตนที่
สูงส่งมากแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ระดับแม่ทัพผู้เป็นเจ้าเมืองที่จะมีพาหนะ
เช่นนี้ได้ แม้แต่เหล่าตระกูลชั้นสูงยังไม่ค่อยมีมัน
ทหารไม่ได้ตีระฆังแจ้งเตือน พวกเขากลับใช้ยันต์สื่อสารแจ้งเตือนไป
ยังเจ้าเมืองของเมืองใบหม่อนสีเขียวแทน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน
เป็นอย่างมาก หากพวกเขาเลือกที่จะตีระฆังแจ้งเตือน ทั่วทั้งเมืองจะต้อง
ตกอยู่ในความโกลาหลอย่างแน่นอน พวกเขาไม่อาจจะแบกรับผลที่
ตามมาได้
……………………………………..
ในเวลาเดียวกัน ณ ตระกูลหลิน ในเมืองใบหม่อนสีเขียว
เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน หลินหมิงได้สื่อสารระยะไกลนับ 1000 ลี้มาเพื่อ
สอบถามถึงสถานการณ์ของตระกูล และผู้นำตระกูลหลิน หลินว่านซาน
ได้รับข่าวว่าหลินหมิงจะมาถึงในอีกไม่นาน
ข่าวใหญ่เช่นนี้ทำให้หลินว่านซานลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความดีใจ
เพราะในที่สุดหลินหมิงก็กลับมา!
ในสถานการณ์ที่สำคัญเช่นนี้ ตระกูลหลินจำเป็นต้องมีตัวตนที่
สามารถรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์ได้ ถึงแม้หลินหมิงจะแข็งแกร่ง
แต่ก็ไม่แข็งแกร่งพอที่จะแก้ปัญหาสัตว์อสูรบุกได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ตราบ
ใดที่หลินหมิงกลับมา มันย่อมนำความหวังมาให้ผู้คน
ไม่เพียงแค่ตระกูลหลินเท่านั้นที่รอคอยการกลับมาของหลินหมิง แต่
ตัวตนสำคัญระดับสูงของตระกูลอื่นๆต่างก็คิดเช่นเดียวกัน ทุกตระกูลใน
เมืองใบหม่อนสีเขียวต่างร่วมมือกันพยายามที่จะฝ่าพายุนี้ไปให้ได้
“ตาแก่หลิน หลินหมิงกำลังจะกลับมาจริงๆเช่นนั้นหรือ?”
ตัวตนสำคัญของตระกูลอื่นๆต่างก็มารวมตัวกันที่ตระกูลหลิน นี่เป็น
คำถามแรกของผู้อาวุโสตระกูลหลี่ หลี่หวู่หยิน ถามด้วยความวิตกกังวล
หากหลินหมิงกลับมาในตอนนี้ ก็จะเป็นสัญญาณที่ดีอย่างมาก ถึงแม้พลัง
ของหลินหมิงไม่อาจที่จะทำอันใดได้มาก แต่ด้วยสถานะของเขาที่สูงยิ่ง
กว่าจักรพรรดิ ตราบใดที่หลินหมิงยังอยู่ในเมืองใบหม่อนสีเขียว มันก็จะ
ไม่ยากที่จะหาผู้สนับสนุน
“แน่นอน ข้าเพิ่งได้ข่าวจากหลินหมิงที่ส่งผ่านยันต์สื่อสารมา และ
เขาจะมาถึงในไม่ช้า” หลินว่านซานกล่าวอย่างช้าๆในขณะที่ถือถ้วยชา
ในตอนนี้ เขายังไม่มีอารมณ์ที่จะดื่มชา
“ในเมื่อหลินหมิงได้กลับมา จะมีผู้เชี่ยวชาญมาพร้อมกับเขา
หรือไม่?” ผู้นำตระกูลจวง จวงฝาน ถามพร้อมกับดวงตาเบิกกว้าง นี่คือ
สิ่งที่ผู้คนต้องการรู้มากที่สุด หลายคนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ และมองไปยัง
หลินว่านซานด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
หลินว่านซานถอนหายใจและกล่าวว่า “หลินหมิงบังเอิญอยู่แถว
ชายแดนทางใต้พอดี เขาอยู่ใกล้กับอาณาจักรลิขิตฟ้า เช่นนั้นเขาจึงมาถึง
โดยเร็ว และมีเพียงเขาเท่านั้น…”
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้อยู่ห่างจากเมืองใบหม่อนสีเขียวนับแสนลี้ ถึงแม้
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญมาช่วย มันก็ต้องใช้เวลาเดินทาง
มาถึงที่นี่อย่างน้อย 10 วัน หากพวกเขาเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน
หากเป็นกองทัพ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเลยว่าจะใช้เวลานานเพียงใด
“แค่คนเดียว…” จวงฝานฝานถอนหายใจและยิ้มอย่างไม่เต็มใจ “ดี
แล้วที่เขากลับมา มีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มมาอีกคน ย่อมมีหวังมากขึ้น”
มันไม่ผิดที่จะรู้สึกผิดหวัง เมื่อสัตว์อสูรบุก พวกมันย่อมมีสัตว์อสูรดุ
ร้ายนับหมื่น หรือแม้กระทั่งนับแสน ด้วยคนเพียงคนเดียว ไม่ว่าเขาจะ
แข็งแกร่งเพียงไร เขาจะสามารถหยุดฝูงสัตว์อสูรได้อย่างไร? เมื่อใดที่
กำแพงเมืองถูกทำลาย หลินหมิงคงจะสามารถหนีไปได้ด้วยความ
แข็งแกร่งของตน แต่ตระกูลของพวกเขาคง…
ในตอนนี้เอง ทันใดนั้นผู้คนจู่ก็ได้ยินเสียงคำรามดังมาจากท้องฟ้า
สิ่งใดกำลังมากัน?
ทุกคนออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว หลายคนต่างคาดเดา สัตว์อสูร
อันใดกันที่สามารถทำเสียงร้องได้น่าเกรงขามถึงเพียงนี้?
เมื่อมองขึ้นไป พวกเขาก็มองว่าเหนือท้องฟ้าในพื้นที่ของตระกูลหลิน
มีสิ่งมีชีวิตคล้ายมังกรสีแดงกำลังบินเป็นวงกลมไปรอบๆอยู่
“หืม?” นั่นมันอะไรกัน?”
จวงฝานประหลาดใจอย่างยิ่ง สิ่งนี้ดูราวกับมังกรวารีที่มี 2 ปีก มันมี
ระยะห่างระหว่างปลายปีกทั้งสองข้างถึง 70 ก้าว และจากหัวจรดหาง
ยาวถึง 80 ก้าว ทั่วทั่งร่างเป็นสีแดงดำ ราวกับว่ามีเปลวเพลิงคุกรุ่นอยู่ใน
ร่างของมัน
กลิ่นอายนี้มิใช่สิ่งที่อินทรีย์วายุสวรรค์สามารถเทียบได้
“พรึบ!”
ปีศาจสีแดงหุบปีกของมันและลงมายังพื้นดิน พลังอันน่าเกรงขามแผ่
กระจายออกมา ทำให้ทุกคนต้องก้าวถอยหลังออกไป
เมื่อมองใกล้ๆ สัตว์อสูรดุร้ายตัวนี้ยิ่งน่าหวาดกลัวเข้าไปอีก เมื่อมัน
กางปีกออกอีกครั้ง บริเวณสวนที่มันร่อนลงมาถูกปีกของมันทั้งสองข้าง
ครอบคลุมพื้นที่ไปถึงครึ่งหนึ่ง ดวงตาของมันเป็นสีทองเคลือบดำ ฟัน
แหลมคม เกล็ดของมันสาดแสงอันเยือกเย็นออกมา เป็นกลิ่นอายที่ทำให้
หัวใจของผู้คนต้องหวาดผวา
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นมังกรขนาดเล็ก!
มีบางคนที่อยู่ในขั้นผสานชีพจร จากกลิ่นอายที่สัตว์อสูรดุร้ายแผ่
ออกมา พวกเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของขั้นปราณต้นฟ้า
ช่วงปลาย หรืออาจจะเหนือกว่านั้น!
มันยากที่จะเชื่อว่าสัตว์อสูรเทพเช่นนี้จะถูกนำมาใช้เป็นพาหนะ
หลี่หวู่หยินเต็มไปด้วยความอิจฉา การมีเพียงพาหนะที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
ยอมมั่งคั่งอย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความเร็วหรือรูปร่างที่สง่างาม
เพียงแค่ความแข็งแกร่งที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายหรือมากกว่านั้น
ภายในอาณาจักรลิขิตฟ้าแห่งนี้ หากไม่ร่วมสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้ว ผู้ที่ปิด
ด้านฝึกตนในอาณาจักรนี้ก็แทบจะไม่มีผู้ใดไปถึงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย
แล้ว
แม้แต่ผู้ที่โด่งดังอย่างท่านมู่อี้และผู้บัญชาการฉินเสี่ยวก็ยังอยู่เพียง
แค่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลางเท่านั้น! และภายในตระกูลชนชั้นสูงของเมือง
ใบหม่อนสีเขียว ก็ไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่มีระดับขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น
เด็กหนุ่มชุดดำที่กระโดดลงมาจากหลังของมังกร ก็คือหลินหมิง
นั่นเอง
“หลินหมิง!”
“เป็นเขานั่นเอง!”
ผู้ที่เคยเห็นหลินหมิงมาก่อนต่างก็ลุกขึ้นยืนทันที ถึงแม้จะมีเพียง
หลินหมิงผู้เดียวที่มา แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีใครเลย
“ผู้เยาว์หลินหมิงคารวะท่านผู้นำตระกูล”
หลินหมิงก้มศีรษะ เขาต้องรู้จักหลินว่านซานอยู่แล้ว ครั้งสุดท้ายที่
พบกันก็คืองานวันเกิดของคนสำคัญในตระกูล
ในตอนนั้น หลินหมิงเป็นเพียงผู้ช่วยพ่อครัวเท่านั้น
“หลานชายหลิน เงยหน้าขึ้นเถิด! ไม่ต้องมากพิธีนัก” หลินว่านซาน
รีบเดินไปหาหลินหมิงที่กำลังก้มศีระษะอยู่และให้เขาเงยหน้าขึ้นมา
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจและความรื่นรมย์อย่างมาก
“ดี! ดีมาก!” หลินว่านซานยืนมือไปลูบตัวหลินหมิง เขาสัมผัสได้ถึง
ร่างกายที่แข็งแกร่ง ในขระที่เขากล่าวคำชื่นชมออกมา เขาก็ถอนหายใจ
ภายหัวใจของตน ความจริงแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบหลินหมิง
ตระกูลสาขาสามารถมาได้ไกลถึงเพียงนี้ และมีผลต่อตระกูลหลินใน
อนาคตไปอีกหลายร้อยปี สายลมแห่งโชคชะตานั้นไม่สามารถคาดการณ์
ได้อย่างแท้จริง
ด้านข้างหลินว่านซาน ตัวตนระดับสูงของตระกูลต่างๆ ไม่กล้าที่จะ
เปิดปากกล่าวอันใดออกมา หลินหมิงในตอนนี้นั้นเป็นศิษย์สายตรงของ
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ สถานะของเขาเทียบเท่าผู้อาวุโสหรือทูตของหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ผู้หนึ่งเลยทีเดียว เขาเป็นตัวตนที่อยู่เหนือกว่าจักรพรรดิของ
อาณาจักรลิขิตฟ้าเสียอีก ความแตกต่างของสถานะระหว่างพวกเขานั้นมี
มากเกินไป หลินว่านซานนั้นเป็นผู้อาวุโสของหลินหมิง เช่นนั้นจึงสามารถ
ที่จะสนทนากับหลินหมิงได้ แต่ผู้อื่นล้วนไม่อาจทำได้ หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
นั้นมิได้สนใจเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ สนใจเพียงแค่สถานะเท่านั้น หากว่า
กันตามจริง พวกเขาควรจะคุกเข่าให้หลินหมิงด้วยซ้ำ
“ท่านผู้นำตระกูล ท่านได้เห็นฝูงสัตว์อสูรบุกมาใกล้เมืองหรือยัง?”
ระหว่างทางมาที่นี่ หลินหมิงนั้นรีบร้อนเป็นอย่างมาก เช่นนั้นเขาจึงไม่มี
เวลาสังเกตดูสถานการณ์โดยรวม
“ยังไม่มีข่าวอันใดในตอนนี้ อาณาจักรลิขิตฟ้านั้นอยู่ห่างไกลจาก
บริเวณที่สัตว์อสูรดุร้ายรวมตัวกัน ไม่เหมือนกับอาณาจักรอาทิตย์
ตะวันออก ข้าเกรงว่าเกินครึ่งของอาณาจักรนั้นได้ถูกทำลายไปแล้ว”
หลินว่านซานถอนหายใจอย่างหนักหน่วง อาณาจักรอาทิตย์ตะวันออกนั้น
เป็นศัตรูกับอาณาจักรลิขิตฟ้า แต่ในตอนนี้พวกเขากลับถูกทำลายโดย
เหล่าฝูงสัตว์อสูร มันทำให้ผู้คนเสียใจกับความสูญเสียของพวกเขาเสียจริง
ในตอนนี้เอง สาวใช้รีบเดินเข้ามา และรายงานว่า “นายท่าน ท่าน
เจ้าเมืองได้มาถึง”
“หืม? ท่านเจ้าเมืองเช่นนั้นหรือ?”
ดวงตาของหลินว่านซานเบิกกว้าง เขาไม่คาดคิดเลยว่าท่านเจ้าเมือง
จะมาถึงเร็วเพียงนี้
ขณะที่กำลังกล่าวอยู่นั้น ชายชาตรีที่ดูอายุราวห้าสิบปี สวมเสื้อคลุม
และรองเท้าที่มีสัญลักษณ์กิเลน ถึงเขาจะดูผอมมาก แต่กระดูกของเขา
ใหญ่ เขาเดินเข้ามาอย่างองอาจและกล้าหาญ ทำให้ดูน่าเกรงขาม
เมื่อชายผู้นี้เดินเข้ามาภายในสวน เขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส
พร้อมกับคารวะหลินหมิง “เจ้าเมืองใบหม่อนสีเขียว จ้าวเหยียนหมิง
คารวะวีรบุรุษหลิน”
ในขณะที่จ้าวเหยียนหมิงกล่าว เขาก็ผสานมือคารวะพร้อมทั้งก้ม
ศีรษะ ด้วยสถานะในปัจจุบันของหลินหมิง เขาไม่อาจที่จะเรียกหลินหมิง
ด้วยชื่อเต็มได้ แต่หากเรียกศิษย์สายตรงนั้นก็ดูไม่เป็นทางการ เช่นนั้นเขา
จึงเรียกว่า ‘วีรบุรุษหลิน’
“ท่านเจ้าเมืองจ้าว ไม่จำเป็นต้องทำราวกับเป็นคนแปลกหน้า จะ
ดีกว่าหากท่านเรียกข้าว่าหลินหมิง ข้านั้นเกิดและเติบโตมาในเมืองใบ
หมอนสีเขียวแห่งนี้ และท่านเจ้าเมืองย่อมเป็นผู้อาวุโสของข้าผู้หนึ่ง”
หลินหมิงนั้นจำจ้าวเหยียนหมิงได้ เขาเป็นเจ้าเมืองผู้มีเกียรติและน่ายก
ย่องอย่างมากในเมืองใบหม่อนสีเขียว และหลินหมิงก็ประทับใจในตัวเขา
อย่างมาก
จ้าวเหยียนหมิงถอนหายใจ เขาสะกดข่มใจตนเอง ผู้ที่มีพรสวรรค์ท้า
ทายสวรรค์อย่างหลินหมิง ผู้ที่ยังเยาว์วัย แข็งแกร่ง และมีตำแหน่งที่สูงส่ง
บุคคลที่เป็นเช่นนี้มักจะหยิ่งยโสและจองหองเป็นอย่างยิ่ง
แต่ปรากฏว่าหลินหมิงนั้นช่างถ่อมตนอย่างมากและเป็นผู้เยาว์ที่ดี
ในขณะที่เขากำลังจะกล่าวออกมานั้น เขาก็ชำเลืองมองไปเห็นมังกร
ปีกวารีในสวน ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“นี่มัน… มังกรปีกวารีมิใช่หรือ!?”
จ้าวเหยียนหมิงเรียกชื่อของมันได้ถูกต้อง จึงทำให้หลินหมิง
ประหลาดใจ สัตว์อสูรที่เป็นพาหนะตัวนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนในอาณาจักรลิขิตฟ้า
จะเคยได้ยินชื่อง่ายๆ
“วีรบุรุษหลิน… นี่เป็นพาหนะที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ให้ศิษย์สายตรงขี่
เช่นนั้นหรือ?” จ้าวเหยียนหมิงเสียงสั่น เมื่อตอนที่เขาเป็นศิษย์สำนักเจ็ด
แก่นแท้ เขาเคยอ่านตำราโบราณเกี่ยวกับมังกรปีกวารี มันกล่าวไว้ว่า
มังกรปีกวารีมีสายเลือดของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องกล่าวถึงความเร็ว
อันยอดเยี่ยมของมัน ความแข็งแกร่งของมันเมื่อโตเต็มวัยนั้นเทียบเท่านัก
สู้ขั้นปราณปลายฟ้าเลยทีเดียว!
ขั้นปราณปลายฟ้า! สำหรับคนของอาณาจักรลิขิตฟ้าแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้านั้นราวกับเป็นตัวตนของเทพ หรือว่าศิษย์
สายตรงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มีพาหนะเช่นนี้ไว้ใช้เดินทางเช่นนั้นหรือ?
หรือว่า… มีเพียงหลินหมิงที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษเช่นนี้กัน?
หลินหมิงมองไปยังจ้าวเหยียนหมิง แววตาเต็มไปด้วยความ
ประทับใจ และกล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองนั้นรู้อย่างลึกซึ้งยิ่งนัก มังกรปีก
วารีตัวนี้มิใช่ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ แต่เป็นของข้าเอง”