Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 318 การมาของฝูงสัตว์อสูร
“ของเจ้าเช่นนั้นหรือ?” จ้าวเหยียนหมิงตกตะลึง
“อืม… ผู้อาวุโสท่านหนึ่งได้ให้มันเป็นของขวัญแก่ข้า” สำหรับ
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้อย่างจื่อเยี่ยนนั้น สัตว์อสูรพาหนะที่
สามารถเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้านั้นไม่เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากนัก
“ของขวัญ…” จ้าวเหยียนหมิงอ้าปากค้าง ไม่สามารถจินตนาการได้
เลยว่าผู้อาวุโสท่านนั้นของหลินหมิงมีตัวตนเช่นไร จึงสามารถให้พาหนะที่
มีศักยภาพในการเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าแก่หลินหมิงอย่างง่ายดายเช่นนี้?
36 อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้ภายในอาณาเขตของหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้มีเพียงอาณาจักรจิงฉาน ตระกูลฉาง และบางกองกำลังเท่านั้นที่มี
นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า อาณาจักรหรือกองกำลังอื่นๆล้วนไม่มี
ความสามารถที่จะบ่มเพาะจนถึงระดับนั้นได้ หากอาณาจักรใดมีนักสู้ขั้น
ปราณปลายฟ้าอยู่ พวกเขาก็จะสามารถนอนหลับได้อย่างสงบโดยไม่ต้อง
เกรงกลัวศัตรู และมักจะใช้ทูตมาเจรจาแทน โดยปกติแล้ว ไม่ว่าพวกเขา
จะกล่าวอันใดก็จะได้สิ่งนั้นมาครอบครอบ
หากอาณาจักรใดไปทำให้พวกเขาโกรธเคือง นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ผู้หนึ่งก็สามารถเอาศีรษะจักรพรรดิของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย!
ดังนั้น สัตว์อสูรที่มีศักยภาพในการเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าเมื่อโตเต็ม
ไวนั้นมีค่ามหาศาล
สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังเช่นนี้เป็นเพียงของขวัญสำหรับหลินหมิง…
จ้าวเหยียนหมิงไม่รู้ว่าจะรู้สึกเช่นไรดี เขาเพียงแค่จ้องมองอย่างอ้า
ปากค้าง สุดท้ายแล้ว เขาก็รู้สึกเสียใจที่มังกรตนนี้ยังไม่โตเต็มวัย
ไม่เช่นนั้นด้วยการสนับสนุนของขั้นปราณปลายฟ้า มันจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่
เลยในการจะจัดการกับฝูงสัตว์อสูร
เมื่อหลินหมิงกลับมา ข่าวนี้ก็ได้กระจายโดยคนของท่านเจ้าเมืองไป
ยังทุกซอกทุกมุมของเมืองใบหม่อนสีเขียว มีผู้คนราว 90% ที่ไม่ได้
วางแผนหลบหนี ยังมีบางคนที่หนีไปแล้วก็ยังกลับมาหลังจากได้ข่าวนี้
ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้เลยว่าหลินหมิงจะมีแผนจัดการกับสัตว์อสูรบุก
อย่างไร แต่สิ่งที่พวกเขารู้ก็คือ หลินหมิงนั้นเป็นวีรบุรุษตัวจริงที่เดินอยู่ใน
เมืองใบหม่อนสีเขียวแห่งนี้ และการที่หลินหมิงปรากฏตัวที่นี่ ย่อมทำให้
หัวใจและจิตวิญญาณของผู้คนสงบลงได้
ยามเที่ยง ณ คฤหาสน์เจ้าเมือง
การกลับมาของหลินหมิงทำให้บุคคลระดับสูงภายในเมืองใบหม่อนสี
เขียวตื่นตระหนก หากเป็นเมื่อก่อน เมื่อมีบุคคลที่มีสถานะเช่นเขากลับมา
คงจะมีงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ต้อนรับการกลับบ้านของเขาอย่างแน่นอน
รวมถึงบุคคลระดับสูงทุกคนจากเมืองใกล้เคียงคงจะมารวมตัวกันในงาน
เลี้ยงนี้ เพื่อที่จะได้พบกับวีรบุรุษผู้มีชื่อเสียงของเมืองใบหม่อนสีเขียวเป็น
แน่
แต่ในตอนนี้ กองทัพศัตรูกำลังคืบคลานเข้ามาเพื่อทำลายล้างพวก
เขา ทุกคนล้วนตื่นตระหนกจนไม่อาจมีงานเลี้ยงฉลองได้
ภายในห้องโถงของคฤหาสน์เจ้าเมือง มีอยู่ 7-8 คนที่อยู่รอบโต๊ะ คน
เหล่านี้ล้วนมีสถานะสูงอย่างมากในเมืองใบหม่อนสีเขียว มีเหล่าผู้นำ
ตระกูลหลักๆ รองเจ้าเมืองและเจ้าเมือง
เจ้าเมืองจ้าวเหยียนหมิงลุกขึ้นและกล่าวเป็นคนแรก “วีรบุรุษหลิน
อย่างแรกข้าอยากจะขอบใจเจ้า ในนามของประชาชนเมืองใบหม่อนสี
เขียว หลังจากได้ข่าวการบุกรุกของฝูงสัตว์อสูร วีรบุรุษหลินกลับรีบ
เดินทางมาอย่างกล้าหาญ กลับมายังบ้านเกิด”
หลินหมิงโบกมือและกล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองจ้าว ไม่จำเป็นต้องกล่าว
เช่นนี้ ข้าเองก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งของเมืองใบหมอนสีเขียวเช่นกัน”
“อืม…. เช่นนั้นข้าจะข้ามเรื่องเล็กๆเหล่านี้ไป เหตุผลที่พวกเรามา
รวมตัวกันในวันนี้ก็เพื่อจะแก้ปัญหาการบุกรุกของฝูงสัตว์อสูร อย่างแรก
ขอให้ข้าได้แนะนำตัวผู้ที่มาในวันนี้ ผู้นี้คือผู้บัญชาการของเมืองใบหม่อนสี
เขียวที่ควบคุมกองทหาร 10000 นาย เขาคือแม่ทัพจูผิง”
จ้าวเหยียนหมิงชี้ไปยังชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านข้างของโต๊ะ ชายผู้
นี้มีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขั้นผสานชีพจรช่วงกลางและมีคิ้วที่หนามาก
ดวงตาของเขามองดูเฉียบคม
“จูผิงขอคารวะวีรบุรุษหลิน” จูผิงลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมทั้งผสานมือ
คารวะ ถึงแม้จะเห็นว่าเขากำลังคารวะตนอยู่ แต่หลินหมิงกลับสัมผัสได้
ถึงจิตสังหารที่เล็ดรอดออกมาเพียงน้อยนิดจากใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา
จูผิง?
เขาเป็นคนตระกูลจูเช่นนั้นหรือ?
เมืองใบหม่อนสีเขียวนั้นมีตระกูลชั้นสูงหลายตระกูล เช่นตระกูลหลิน
ตระกูลจู ตระกูลจวง ตระกูลหลี่ ตระกูลจูนั้นเป็นหนึ่งในตระกูลชั้นสูง
ระดับต้นๆของเมืองใบหม่อนสีเขียว นี่เป็นเพราะตระกูลจูมีพระสนมนาง
หนึ่ง และนางได้ให้กำเนิดพระโอรสที่กลายเป็นเจ้าชาย นั้นก็คือเจ้าชาย
สิบ หยางเฉิน นั่นเอง และยังเป็นคู่แข่งชิงบัลลังก์ขององค์รัชทายาทอีก
ด้วย
และต่อมา อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลจูได้มีเรื่องขัดแย้งกับหลินห
มิง ผลก็คือทำให้ตระกูลจูอยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจนถึง
ตอนนี้ ในที่สุด เพราะไม่มีทางเลือก ตระกูลจูจึงต้องขับไล่จูเอี๋ยนออกจาก
ตระกูล
แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างหลินหมิงและตระกูลจูจะยังไม่หายไป
หลินหมิงยังให้การสนับสนุนองค์รัชทายาท แต่ตระกูลจูให้การสนับสนุน
องค์ชายสิบที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน หลังจากนั้น หลินหมิงก็ได้กลายเป็นศิษย์
สายตรงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เพียงแค่นี้ก็ทำให้องค์รัชทายาทสามารถ
กุมทุกอย่างไว้ในมือได้แล้ว องค์ชายสิบจึงอยู่ในสถานะที่ล่อแหลมอย่างยิ่ง
รวมถึงสถานการณ์ของตระกูลจูก็เช่นกัน
เมื่อทุกอย่างกลายเป็นเช่นนี้ แม่ทัพแห่งเมืองใบหม่อนสีเขียวจูผิงจะ
ไม่เกลียดหลินหมิงได้อย่างไร?
ไม่เพียงแค่นั้น ทว่าจูเอี๋ยนยังเป็นหลานของจูผิงอีกด้วย จูผิงเฝ้าดูจู
เอี๋ยนเติบโตมา ได้เห็นเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความสามารถเข้าสู่สำนักเจ็ด
แก่นแท้ และดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้นำตระกูลจูคนต่อไป แต่กลับถูก
หลินหมิงทำให้ต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน จูเอี๋ยนนั้นขาดการติดต่อกับ
ตระกูลจู จึงไม่มีผู้ใดรู้ว่าในตอนนี้เขาเป็นหรือตาย
ในขณะที่จ้าวเหยียนหมิงแนะนำคนอื่นให้เขารู้จัก หลินหมิงก็ตอบ
พวกเขาด้วยรอยยิ้ม แต่เขาก็ยังรับรู้ถึงรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยจิตสังหารของ
จูผิงอยู่ดี จิตสังหารที่ปลดปล่อยออกมามีเพียงน้อยนิด ยากที่จะตรวจจับ
ได้ หากมิใช้เพราะการรับรู้ทางจิตวิญญาณของหลินหมิงเหนือผู้อื่นมาก
แล้วละก็ เขาก็คงไม่รู้เป็นแน่
หลังจากแนะนำทุกคนเสร็จสิ้นแล้ว จ้าวเหยียนหมิงก็กล่าวออกมา
“ข้าอยากจะสรุปสถานการณ์ในเมืองใบหม่อนสีเขียวให้ทุกท่านทราบ หุบ
เขาใบหม่อนสีเขียวที่ยาวถึง 6000 ลี้ และสิ้นสุดยังป่าไพศาลทางใต้ และ
เลยป่าไพศาลทางใต้ก็เป็นหุบเขาจ้าวทางใต้ หุบเขานี้สูงและกว้างเต็มไป
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์อสูรดุร้ายระดับ 2-3 อาศัยอยู่นับไม่ถ้วน
พวกมันเป็นสัตว์อสูรดุร้ายที่มีพลังเทียบเท่านักสู้ขั้นผสานชีพจร และมี
แม้แต่สัตว์อสูรดุร้ายระดับ 4 ที่มีพลังเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า”
“หากสัตว์อสูรบุกมาจริง มันคงยากสำหรับเราที่จะปกป้องเมืองใบ
หม่อนสีเขียวด้วยพลังของพวกเราเอง แต่พวกเราเชื่อว่ามีโอกาสเพียง
เล็กน้อยที่สัตว์จะบุกมาจริง สัตว์อสูรที่อยู่หุบเขาจ้าวทางใต้อยู่ใกล้กับป่า
ไพศาลทางใต้มากกว่า หากสัตว์อสูรบุกมาจริง มันจะมีโอกาสมากกว่าที่
พวกมันจะบุกเหล่าชนเผ่าทางใต้มากกว่าพวกเรา มันไม่มีเหตุผลที่ทำให้
สัตว์อสูรต้องเดินทาง 5-6 พันลี้เพื่อมาโจมตีเมืองใบม่อนสีเขียวของเรา”
ในขณะที่จ้าวเหยียนหมิงกล่าว เขาก็มองไปยังหลินหมิง ผู้คนส่วน
ใหญ่คิดว่าตนรอดพ้นเพราะโชคช่วย เนื่องจากสัตว์อสูรดุร้ายอยู่ไกล
เกินไป โอกาสที่พวกมันจะบุกมาจริงจึงมีน้อยมาก หากพวกมันบุกมาจริง
คงจะมีสัตว์อสูรนับหมื่นหรืออาจจะนับแสนบุกโจมตีเมืองใบหม่อนสีเขียว
แห่งนี้ หากเป็นเช่นนั้น กองทัพทหารของเมืองใบหม่อนสีเขียวก็คงไม่
อาจจะต้านทานพวกมันได้ และคงยากที่จะต้านเอาไว้ได้จนกว่าจะมีกอง
กำลังอื่นมาช่วย
หลินหมิงคิดอยู่ชั่วครู่และกล่าวออกมาอย่างช้าๆ “ข้ามิรู้ว่าสัตว์อสูร
จะบุกจริงหรือไม่ แต่ข้ารู้ว่าหากพวกมันมาบุกมาจริง พวกมันคงจะไม่
โจมตีชนเผ่าของป่าไพศาลทางใต้แน่ พวกมันจะต้องข้ามหุบเขา ข้าม
แม่น้ำ และเดินทาง 5-6 พันลี้มาโจมตียังเมืองใบหม่อนสีเขียว”
“หืม? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?” จ้าวเหยียนหมิงได้ฟังคำกล่าวของ
หลินหมิงก็ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นออกมา ถึงแม้หลินหมิงจะยังเยาว์ แต่เขา
คงไม่กล่าววาจาไร้สาระเป็นแน่
หลินหมิงกล่าวต่อว่า “ฝูงสัตว์อสูรเหล่านี้ถูกควบคุมโดยฝีมือคน
เป้าหมายของมันก็คือทำลายขุมกำลังของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือ
เหล่าสำนักระดับ 3 และเหล่าอาณาจักรที่อยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขา
อีกที แม้แต่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้เองก็ด้วย แต่ป่าไพศาลทางใต้นั้นไม่มีสำนัก
ระดับ 3 อยู่ที่แห่งนั้นเลย จึงไม่น่าจะตกเป็นเป้าหมาย”
อะไรกัน?
คำกล่าวของหลินหมิงทำให้ผู้ที่อยู่ที่นี่เกิดความหวาดกลัว!
ถูกควบคุมโดยคน?
ขุมกำลังทั้งหมดของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรือ?
ไม่ได้บุกโจมตีแค่ในพื้นที่อาณาเขตของหุบเจ็ดแก่นแท้เช่นนั้นหรือ?
นี่มันน่าตกใจเกินไป! ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเคยได้ยินชื่อของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์มาก่อน แต่ถ้าหากตั้งใจฟังถึงคำกล่าวของหลินหมิง ดูเหมือนว่า
สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะเป็นเพียง 1 ใน 19 สำนักระดับ 3 เหล่านั้น
หากมองโดยรวมแล้ว เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อาจจะมีอาณาเขตกว้างใหญ่
กว่าแสนลี้ หรือแม้กระทั้งใหญ่กว่านั้นเป็นสิบๆเท่า!
ขุมพลังที่น่าหวาดกลัวอันใดกันถึงมีพลังที่สามารถปลุกระดมสัตว์
อสูรดุร้ายทั่วบริเวณนับล้านลี้เพื่อบุกโจมตีเช่นนี้ได้กัน?
ด้วยประสบการณ์และความรู้ของพวกเขา นี่เป็นเรื่องใหญ่อย่าง
แท้จริง
“วีรบุรุษหลิน คำกล่าวของท่านนั้นมันจะไม่ดูคล้ายนิยายแฟนตาซี
บางเรื่องไปหน่อยหรือ….” จูผิงวางนิ้วอย่างนุ่มนวลลงบนโต๊ะและ
พยายามยิ้ม แม้จะมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่น้ำเสียงก็แฝงไปด้วยความเยาะ
เย้ย
“ผู้บัญชาการจูมิเชื่อคำกล่าวของข้าเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงกล่าว
ถามพร้อมกับหรี่ตาลง
“แน่นอนว่าข้าเชื่อ! ด้วยสถานะของวีรบุรุษหลินแล้ว ท่านย่อมไม่
กล่าวเรื่องไร้สาระเป็นแน่ คำกล่าวของท่านย่อมเป็นเรื่องจริง ข้านั้นเป็น
ตัวตนอันต่ำต้อยในเมืองใบหม่อนสีเขียวเท่านั้น ย่อมมิต่างจากกบในกะลา
มันเป็นเรื่องยากที่ข้าจะสามารถจินตนาการถึงตัวตนที่มีพลังเช่นนั้น”
ในขณะที่จูผิงกล่าว เขาก็ยังคงยิ้มอยู่เสมอ ราวกับที่เขากล่าวมานั้นเป็น
การถ่อมตนอย่างแท้จริง
หลินหมิงเพียงแค่ยิ้มจางๆและไม่ตอบสนองอันใด
จากนั้นจูผิงจึงกล่าวต่อว่า “ในเมื่อวีรบุรุษหลินมั่นใจเช่นนั้น เมื่อสัตว์
อสูรดุร้ายเข้าบุกเมืองใบหม่อนสีเขียว วีรบุรุษหลินเชื่อว่าเราควรจะ
เผชิญหน้ากับวิกฤตนี้อย่างไร?”
“ป้องกันเอาไว้ให้ถึงที่สุด จนกว่ากำลังเสริมจะมาถึง”
“อืม… เท่าที่ข้ารู้ พาหนะของวีรบุรุษหลินที่เรียกว่ามังกรปีกวารีนั้นมี
พลังเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า ในตอนนี้ มังกรวารีปีกวารีน่าจะเป็นผู้
ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองใบหม่อนสีเขียวแห่งนี้ ข้าสงสัยว่าวีรบุรุษหลินจะ
สามารถให้กองทัพยืมมันได้หรือไม่?” จูผิงกล่าวอย่างไม่ร้อนรนขณะที่ยัก
คิ้วอย่างท้าทาย
“หืม?” หลินหมิงคิ้วขมวด เขาต้องการที่จะยืมมังกรปีกวารีเช่นนั้น
หรือ?”
เหตุใดจูผิงถึงต้องการยืมมังกรปีกวารีกันแน่? มังกรปีกวารีนั้นไม่
สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้มากนักในกองทัพ
มังกรปีกวารีตัวนี้ยังไม่โตเต็มไว ภายในฝูงสัตว์อสูรจำนวนมาก หาก
มันได้รับคำสั่งไม่ถูกต้อง อาจจะเกิดความผิดพลาดจนทำให้มันถูกฆ่าได้
หลินหมิงไม่ต้องการที่จะให้กองทัพยืมมังกรปีกวารี หากมังกรปีกวารีถูก
ฆ่าขึ้นมา พวกเขาจะทำได้เพียงแค่ขอโทษ และหลินหมิงจะเสียใจอย่าง
มาก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงจึงกล่าวว่า “โดยธรรมชาติแล้ว มังกรปีก
วารีนั้นดื้อรั้นไม่น้อย มันมิใช่สิ่งที่กองทัพจะควบคุมได้ หากข้าให้เจ้ายืม
เจ้าก็ไม่สามารถที่จะใช้มันได้อยู่ดี ข้าจะเก็บมันไว้กับตนเอง ในที่ๆมัน
สามารถแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาได้จะดีกว่า”
“แน่นอน… ช่างน่าเสียดายยิ่ง” จูผิงปากบิดเบี้ยวพร้อมทั้งถอน
หายใจอย่างมืดมน
ฝูงสัตว์อสูรบุกนี้เป็นโอกาสอันดีในการสังหารหลินหมิง!
ในเมื่อตระกูลจูและองค์ชายสิบได้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็คงไม่
อาจจะแยกจากกันได้อีก ตราบใดที่หลินหมิงยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะไม่มี
วันอยู่อย่างเป็นสุข
เมื่อสองวันก่อน โอวหยางปั่วเยี่ยนถูกเรียกกลับไปยังหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ เพราะเรื่องของสำนักคว้าจันทร์ที่ถูกทำลาย ก่อนที่โอวหยางปั่วเยี่ยน
จะจากไป เขาทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชาเอาไว้สองคนเพื่อซุ่มโจมตีหลินหมิง
หนึ่งคนที่เมืองลิขิตฟ้า และอีกหนึ่งคนที่เมืองใบหม่อนสีเขียว
ผู้ที่ดักซุ่มอยู่ในเมืองใบหม่อนสีเขียวนั้นมีระดับการบ่มเพาะขั้นปราณ
ต้นฟ้าช่วงปลาย ความแข็งแกร่งของเขาใกล้เคียงกับผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ใน
จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า
ในความคิดเห็นของจูผิง หากหลินหมิงกลับมาคนเดียว และด้วย
ระดับพลังของผู้ใต้บังคับบัญชาคนนั้น เขาย่อมลอบสังหารหลินหมิงได้
สำเร็จเป็นแน่
แต่ในตอนนี้ หลินหมิงกลับมีมังกรปีกวารี ไม่เพียงแค่มังกรปีกวารีจะ
รวดเร็วมากเท่านั้น แต่ความแข็งแกร่งของมันยังเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณ
ต้นฟ้าช่วงปลายอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ มันก็ยิ่งยากในการลอบสังหาร
หลินหมิง…
อีกอย่าง แม้จูผิงจะหาข้ออ้างขอยืมมังกรปีกวารี แต่เขาก็ยังถูก
หลินหมิงปฏิเสธ!