Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 319 การต่อสู้ที่โหดเหี้ยม
ในขณะที่จูผิงกำลังวางแผนว่าจะสังหารหลินหมิงเช่นใดในสนามรบที่
โกลาหล เปลวเพลิงก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของเขา มันก็คือยันต์สื่อสาร
จากหน่วยสังเกตการณ์
หลังจากที่ได้ยินข้อความในยันต์สื่อสาร สีหน้าของจูผิงก็เปลี่ยนไป
อย่างมาก
“ท่านผู้บัญชาการจู มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นเช่นนั้นหรือ?” จ้าวเหยียน
หมิงกล่าวถามพร้อมทั้งลุกขึ้นยืน
“ฝูงสัตว์อสูรกำลังมาทางนี้ อีกประมาณครึ่งชั่วโมงจะมาถึงเมืองใบ
หม่อนสีเขียว” จูผิงกระซิบ น้ำเสียงของเขารุนแรง กองทัพได้ส่งหน่วย
สังเกตการณ์ไปยังหุบเขาใบหม่อนสีเขียว และเขาเพิ่งได้รับข่าวจากหน่วย
สังเกตการณ์ผ่านทางยันต์สื่อสารกระแสเสียง
“พวกมันกำลังมุ่งหน้ามา…” จ้าวเหยี่ยนหมิงปากบิดเบี้ยว ก่อนที่เขา
จะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ของตน เขานั้นยังหวังว่าอาจจะมีโอกาสที่มันจะ
ไม่เกิดขึ้น ถึงแม้จะเป็นความหวังที่ริบหรี่ก็ตาม แต่ตอนนี้ ความหวังนั้นได้
แตกสลายเป็นเสี่ยงๆไปแล้ว
“สถานการณ์ร้ายแรงเพียงใด?” จวงฝานกล่าวถามออกไป
“พวกมันถูกบดบังโดยผืนป่า หน่วยสังเกตการณ์จึงไม่อาจระบุ
จำนวนได้ชัดเจนนักว่ามีมากเพียงใด แต่ตัวที่แข็งแกร่งที่สุดคือระดับ 3
เทียบเท่านักสู้ขั้นผสานชีพจร” ขณะที่กล่าว เขาก็สวมถุงมือเหล็กไปด้วย
กองทัพทหารนับหมื่นได้เข้าแถวจัดขบวนอยู่นอกเมืองเรียบร้อยแล้ว เวลา
ครึ่งชั่วโมงนั้นเพียงพอในการเตรียมตัวรับมือ
จูผิงมองไปยังหลินหมิง “วีรบุรุษหลิน ท่านจะ…”
“อืม ข้าจะเข้าร่วมการต่อสู้กับท่าน” ในช่วงเวลาเช่นนี้ หลินหมิงมิใช่
พวกที่จะหลบหนีเอาตัวรอด
ด้วยสถานะของหลินหมิงในปัจจุบัน หากทุกสิ่งปกติ และเขารู้ว่าจูผิง
เป็นปรปักษ์กับเขา หลินหมิงจะสามารถสังหารเขาโดยปราศจากหลักฐาน
ใดๆ และจะไม่มีผู้ใดกล้าเปิดปากแม้แต่น้อย แต่ในตอนนี้ สัตว์อสูรกำลัง
บุกเมือง และจูผิงยังเป็นผู้บัญชาการที่ควบคุมกองทัพเมืองใบหม่อนสี
เขียวอีกด้วย เพราะเหตุนี้ หลินหมิงจึงไม่อาจจะสังหารเขาได้
“ขอบคุณ วีรบุรุษหลิน ไปพร้อมกันเถิด”
……………….
ค่ายทหารนั้นตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองใบหม่อนสีเขียว 10 ลี้
บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆทมิฬ ถึงแม้จะเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศ
หนาวเย็นก็ยังไม่หายไปหมดสิ้น และลมหนาวก็พัดผ่าน กองทัพนับหมื่น
ตั้งรูปแบบแถวขนาดใหญ่ รอการต่อสู้นองเลือดอยู่อย่างเงียบเชียบ
ธงโบกสะบัดในอากาศ และอาวุธของทหารไม่ว่าจะเป็น ง้าว ดาบ
หรืออื่นๆต่างก็สาดแสงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารออกมา ความจริงแล้ว
ทหารที่ดีที่สุดของอาณาจักรลิขิตฟ้าจะอยู่แนวหน้าของสนามรบ ส่วน
ทหารในเมืองใบหม่อนสีเขียวเป็นเพียงแค่ทหารชั้นสองเท่านั้น แต่ภายใต้
สถานการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ พวกเขากลับแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่
แข็งแกร่งของทหาร มีความคุ้นเคยกับโลหิตและคมดาบ แรงผลักดันนี้ทำ
ให้พวกเขาไม่กลัวความตาย
นี่ไม่ใช่การสู้แย่งชิงดินแดน หรือสงครามทางการเมือง นี่เป็นการ
ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด เมืองบ้านเกิดของพวกเขาอยู่ด้านหลัง หากพวกเขา
ล้มเหลว บิดามารดา ภรรยา ลูกหลาน ทั้งหมดจะต้องตาย
ในกองทัพนี้มีคนนอกรวมอยู่นับร้อย พวกเขาขอเข้ารวมรบในยามที่
ต้องการกำลังคนมากที่สุด มีทั้งคนที่แบกธงดูราวกับหมอดู ผู้ที่สวมหมวก
ไม้ไผ่ที่ดูเหมือนคนตัดฟืน และมีแม้กระทั่งผู้ที่สวมยาวเสื้อคลุมยาว ดูแล้ว
ไม่ต่างจากนักวิชาการเลย คนเหล่านี้อายุระหว่าง 20-50 ปี และทุกคน
ล้วนมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งของนักสู้ทั้งสิ้น
และสิ่งที่ทำให้หลินหมิงประหลาดใจที่สุดก็คือมี 6 คนในนั้นที่เป็นนัก
สู้ขั้นผสานชีพจร ต้องรู้ด้วยว่าส่วนใหญ่ผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะขั้นผสาน
ชีพจรมักจะเข้ารับราชการและได้รับตำแหน่งสูง มีน้อยมากที่พเนจรไปใน
โลกกว้างแทนที่จะรับตำแหน่งใหญ่ ถึงจะเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่น่าจะ
มารวมตัวกันที่เมืองใบหม่อนสีเขียวได้ไวถึงเพียงนี้
เจ้าเมืองใบหม่อนสีเขียว จ้าวเหยียนหมิงกล่าวว่า “ข้าขอแนะนำ นี่
คือผู้นำพรรคตระกูลเหยียนแห่งเมืองใบหม่อนสีเขียว สือหลินไค” จ้าวเห
ยียนหมิงกล่าวพร้อมทั้งชี้ไปทางชายวัยกลางคนที่สวมขนหมาป่า เพื่อ
แนะนำเขาต่อหลินหมิง
ตั้งแต่สมัยโบราณ ราชวงศ์ได้ควบคุมเกลือและอุตสาหกรรมเหล็ก
เพื่อที่จะควบคุมเส้นทางชีวิตทางเศรษฐกิจของดินแดนตนเอง พวกเขา
สามารถได้กำไรจากการค้าเกลือ 10 หรืออาจจะ 20 เท่าเลยทีเดียว
ที่เรียกว่าพรรคตระกูลเหยียนนี้ (盐=เหยียน=เกลือ) ความจริงแล้ว
เป็นแค่กลุ่มค้าเกลือผิดกฎหมาย กลุ่มเหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกที่ และพวกเขามี
ขนาดมหาศาล กว่า 90% เป็นเหล่านักสู้ในดินแดนมนุษย์ คนเหล่านั้นคือ
ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘เจียงหู่’ (江湖=เจียงหู่ หมายถึงยุทธภพหรือบู้ลิ้ม
นั่นเอง) และพวกเขาเป็นผู้ที่เกลียดราชการ พวกเขานั้นมีพรรคของตนเอง
และจงรักภักดีต่อพรรคของตน
พรรคตระกูลเหยียนแห่งเมืองใบหม่อนสีเขียวก็คือขุมพลังเอกชนที่
ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรลิขิตฟ้า ในเวลาปกติ พรรคตระกูลเหยียนแห่งเมือง
ใบหม่อนสีเขียวจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกองทัพ แต่ตอนนี้ ในสถานการณ์วิกฤต
เช่นนี้ ทั้งสองจึงต้องจับมือกันร่วมต่อต้านฝูงสัตว์อสูรที่กำลังจะมา
“วีรบุรุษหลิน! ข้าได้ยินเกี่ยวกับท่านมามาก และในที่สุดก็มีโอกาสได้
เจอท่าน” สือหลินไคผสานมือคารวะ เขารู้สถานะของหลินดี สำหรับคน
นอกกฎหมาย สิ่งที่พวกเขาเคารพนับถือมากที่สุดคือวีรบุรุษผู้ทรงพลัง สื
อหลินไคก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
“ผู้นำสือยกยอข้าเกินไปแล้ว” หลินหมิงเองก็ผสานมือคารวะตอบ
และรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะการบ่มเพาะของสือหลินไคนั้นอยู่ใน
ขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย ดูเหมือนว่าเขาแทบจะไม่สามารถทะลวงระดับ
ต่อได้ พื้นฐานการบ่มเพาะของเขาไม่มั่นคง และคงไม่อาจทะลวงระดับ
เข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าได้ชั่วชีวิต แต่ก็ยังเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่นักสู้ธรรมดา
สามารถมาถึงระดับนี้ได้
หลังจากที่ทักทายกันเสร็จแล้ว หลินหมิงก็รีบไปยังแนวหน้า อีกไม่ถึง
สิบห้านาทีฝูงสัตว์อสูรก็จะบุกมาถึงแล้ว
หลังจากหลินหมิงจากไป สือหลินไคก็ผงกศีรษะด้วยความยอมรับนับ
ถือ หัวใจของเขาสั่นไหวในพรสวรรค์อันน่าทึ่งของหลินหมิง
“หัวหน้า เขาเป็นเพียงแค่เด็กเองมิใช่หรือ เขาเพิ่งเข้าสู่ขั้นผสานชีพ
จรขั้นกลาง แต่กลับสามารถชนะการประลองในงานประลองชุมนุมร่วม
สำนัก และกลายเป็นผู้ชนะเลิศเช่นนั้นหรือ? เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใด
กัน?” ชายวัยกลางคนที่ใส่หมวกไม้ไผ่กล่าวออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วย
ความสงสัย เขาคิดว่าในงานประลองชุมนุมร่วมสำนักคงจะมีนักสู้ที่
เก่งกาจอยู่มากมาย และผู้ชนะเลิศอย่างน้อยก็ควรจะอยู่ในขั้นปราณต้น
ฟ้า
ความจริงก็คือ สำหรับนักสู้ธรรมดาแล้ว ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าสถานะ
ของหลินหมิงนั้นน่ากลัวเพียงใด แต่พวกเขาก็ไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของห
มินหมิงว่าน่าหวาดกลัวเพียงใด
สำหรับประชาชนทั่วไป หุบเขาเจ็ดแก่นนั้นเป็นตัวตนที่อยู่จุดสูงสุด
ก่อนที่หลินหมิงจะเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ เขารู้จักเพียงแค่ชื่อของหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ แต่ไม่รู้ว่าพวกเขานั้นแข็งแกร่งเพียงไร สำหรับศิษย์พรรค
ตระกูลเหยี่ยน หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นก็เป็นเช่นพวกเขา คือเป็นพรรค แต่
ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง
“พูดอะไรไร้สาระ งานประลองร่วมสำนักของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เป็น
การประลองระหว่างอัจฉริยะรุ่นเยาว์ แน่นอนว่าผู้ชนะเลิศเป็นแค่เด็ก แต่
อย่าดูถูกเพียงเพราะว่าเห็นเขามีระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วง
กลาง หากเราต่อสู้กับเขา ต่อให้น้องสองและน้องสามร่วมมือกับข้าก็ยังไม่
อาจที่จะเอาชนะเขาได้” สือหลินไคจ้องชายวัยกลางคนที่สวมหมวกไม้ไผ่
พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่งสอน น้องสองและน้องสามที่เขากล่าวถึงนั้น
มีระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วงต้นและขั้นผสานชีพจรกลาง
“จะเป็นไปได้อย่างไร… พี่สองได้เข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วงกลางกว่า
10 ปีแล้ว และใกล้จะเข้าสู้ช่วงปลายแล้ว หากหัวหน้า พี่สาม และพี่สอง
ร่วมมือกัน พวกท่านทั้งสามจะแพ้เจ้าเด็กที่มีเพียงระดับการบ่มเพาะขั้น
ผสานชีพจรช่วงกลางได้อย่างไร?”
“รอดูให้เห็นกับตาแล้วกัน ความแตกต่างของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้กับ
พวกเรานั้น เหมือนกับความแตกต่างของราชวงศ์กับตระกูลชั้นสูงทั่วไป
บางทีความแข็งแกร่งของวีรบุรุษผู้นี้อาจจะเทียบเท่านักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า
ก็เป็นได้!”
…………………
ในขณะที่หลินหมิงยืนอยู่ด้านหน้าของกองทัพ เขาก็จับหอกแห่งดาว
หางม่วง ตั้งตระหง่านกับพื้น ในระหว่างการต่อสู้เป็นตาย ย่อมมีฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งถูกทำลาย คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่าในหัวใจของเขาตอนนี้ไร้ซึ่ง
ความตื่นเต้น หากสถานการณ์เลวร้ายถึงที่สุด เมืองใบหม่อนสีเขียว
อาจจะถูกทำลายอย่างราบคราบ
อย่างไรก็ตาม บิดามารดาของหลินหมิง รวมทั้งเพื่อนสนิทของเขา
หลินเสี่ยวตง ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองใบหม่อนสีเขียวแล้ว สำหรับตระกูลหลิน
หลินหมิงไม่ได้มีความรู้สึกต่อพวกเขามากเท่าใดนัก หากตระกูลหลินถูก
ทำลาย เขายังสามารถทนรับความเจ็บปวดนี้ได้ หากสถานการณ์เลวร้าย
ถึงที่สุด หลินหมิงก็ยังสามารถใช้มังกรปีกวารีช่วยเหล่ารุ่นเยาว์คนสำคัญ
ของตระกูล เพื่อให้แน่ใจว่าสายเลือดตระกูลหลินจะยังคงอยู่
บางที… หลินว่านซานอาจจะเคลื่อนย้ายคนบางส่วนไปแล้วก็เป็นได้
ในขณะที่หลินหมิงกำลังคิดอยู่นี้ เขาก็มองเห็นภาพกลุ่มเงาสลัวบน
เส้นขอบฟ้า เริ่มแรกเห็นกลุ่มเงาเหล่านั้นขนาดเท่าแมลงเท่านั้น แต่ใน
ไม่กี่ลมหายใจ พวกมันก็เต็มไปทั่วผืนฟ้าครอบคลุมสวรรค์และปฐพี
ในที่สุด ฝูงสัตว์อสูรก็มาถึง!
พวกที่มาถึงก่อนนั้น แน่นอนว่าเป็นสัตว์อสูรดุร้ายประเภทบินได้
มองไปยังพวกมันแล้ว พบว่ามีหลายร้อยตัว
“พวกมันมีเพียงไม่กี่ร้อยเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นเพียงสัตว์อสูร
ระดับ 1 หรือระดับ 2 เท่านั้นเอง ระดับสูงสุดในบรรดาพวกมันมีเพียง
ระดับ 3 หากเป็นเช่นนี้พวกเรายังสามารถรับมือได้”
หลินหมิงรู้ว่าสัตว์อสูรเหล่านี้นั้นใช้ชีวิตอยู่ในส่วนลึกของป่าไพศาล
ทางใต้โดยไม่ได้อยู่รวมกัน แต่แยกกันอยู่เป็นกลุ่มๆ สัตว์อสูรดุร้ายเหล่านี้
มาจากหุบเขาจ้าวทางใต้ ซึ่งเป็นที่รวมตัวของสัตว์อสูรดุร้ายเหล่านี้ แต่มัน
ย่อมแบ่งกลุ่มตามความแข็งแกร่ง กลุ่มที่อยู่หน้าสุดจะเป็นพวกที่อ่อนแอ
ที่สุด และกลุ่มที่อยู่หลังสุดจะแข็งแกร่งที่สุด นี่จึงทำให้เมืองใบหม่อนสี
เขียวมีความหวังขึ้นมา ว่าด้วยโอกาสนี้ พวกเขาอาจจะต้านไว้ได้จนกว่า
กำลังเสริมจะมาถึง
“พลพุ่งแหลน และพลธนู เตรียมตัว!”
ด้วยการตะโกนออกคำสั่งของจูผิง พลพุ่งแหลน 200 คน และพลธนู
500 คน ได้เตรียมพร้อมในทันที
กองกำลังพุ่งแหลนของอาณาจักรลิขิตฟ้านั้นได้รับการฝึกพิเศษมา
อย่างดี มันสามารถเสียบทะลวงโล่หนา และต่อต้านสัตว์อสูรบินเหล่านี้ได้
มีเพียงการพุ่งแหลนเท่านั้นที่จะสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างหนัก
ธนูนั้นไม่อาจจะทำให้มันบาดเจ็บหนักได้
แต่ทหารของเมืองใบหม่อนสีเขียวนั้นไม่ใช่ทหารชั้นยอด เพราะมี
ค่าใช้จ่ายสูงมากในการฝึกอบรมพลพุ่งแหลน ในกองทัพนี้จึงมีเพียงแค่
200 คนเท่านั้น
เมื่ออสูรได้เข้ามาในระยะโจมตี ธงได้ถูกโบกสะบัดเป็นสัญญาณ
ทหารทั้ง 700 นายต่างก็พุ่งออกไป!
ฟริ้ว ฟริ้ว ฟริ้ว!
ด้วยเสียงหวีดหวิวจำนวนมากที่แหวกอากาศไป ทวนที่แหลมคมและ
ธนูพุ่งไปราวกับพายุขนาดใหญ่ สัตว์อสูรดุร้ายประเภทบินที่มีระดับ 1-2
ต่างร่วงลงมาทันทีที่โดนเสียบ
ตกลงมาสูงหลายร้อยก้าว จึงทำให้พวกมันตายในทันที ไม่จำเป็นต้อง
ไปจัดการมันซ้ำอีก
ในตอนนั้นเอง สัตว์อสูรจากหลายร้อยตัวก็ได้ตายไปแล้วหลายสิบตัว
ในพริบตา อย่างไรก็ตาม มีเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำเท่านั้นที่ตาย สำหรับ
สัตว์อสูรดุร้ายระดับ 3 พวกมันทนทานกว่ามาก ด้วยความแข็งแกร่งที่
เทียบเท่านักสู้ขั้นผสานชีพจรจึงทำให้มันไม่บาดเจ็บ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่การการระดมยิงสิ้นสุดลง พวกสัตว์อสูรดุ
ร้ายก็ได้เข้ามาถึงกองทัพแล้ว พวกสัตว์อสูรระดับ 3 ดูราวกับเหยี่ยวตาฟ้า
ขนาดยักษ์ที่พุ่งตรงไปยังกลุ่มทหาร และเกิดการนองเลือดขึ้นในทันที
“พวกเชี่ยเอ๊ย! แน่จริงก็มาจัดการข้าสิวะ!”
ขณะที่สัตว์อสูรเหล่านี้กำลังจะกลับสู่ท้องฟ้า ด้วยการช่วยเหลือของ
พรรคตระกูลเหยี่ยน สือหลินไคได้พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า และใช้กระบี่ของ
เขาฟันออกไป ตัดปีกของสัตว์อสูรเหยี่ยวตาฟ้าขาดในทันที
“ว๊ากกกก!”
สัตว์อสูรเหยี่ยวตาฟ้าร้องอย่างโหยหวนและร่วงลงมา ตกลงกลางวง
ล้อมของเหล่าทหารและถูกคมดาบนับไม่ถ้วนแทงยับ
“หัวหน้า ทำได้เยี่ยมมาก!”
คนรุ่นเยาว์ของพรรคตระกูลเหยี่ยนโห่ร้องเชียร์ เพียงกระบี่เดียวก็
สามารถจัดการกับสัตว์อสูรระดับ 3 ได้แล้ว จึงทำให้ขวัญกำลังใจของ
กองทัพพุ่งสูงขึ้นถึงสวรรค์!
“ร้ายกาจยิ่งนัก!”
“สมแล้วที่เป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย!”
“พวกท่านรออันใดอยู่ สังหารพวกมันให้หมดเลย!”
เสียงเชียร์ของเหล่าทหารดังราวกับฟ้าผ่า เป็นอีกครั้งที่ทวน ธนู และ
หอกได้พุ่งออกไปทิ่มแทงเหล่าสัตว์อสูรดุร้าย!
โลหะส่องแสงสะท้อน โลหิตกระจายราวกับสายฝน ผู้เชี่ยวชาญของ
พรรคตระกูลเหยี่ยนกลายเป็นดั่งดาบและกระบี่ของกองทัพ ทว่าพลังของ
พวกเขาได้ดึงดูดความสนใจของเหล่าสัตว์อสูรระดับ 3 เสียแล้ว
เหล่าสัตว์อสูรเหล่านั้นจึงเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญของ
พรรคตระกูลเหยียน